การปกครองตนเองเป็นต้นแบบของการเมืองระบบประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยหมายถึงประชาชนปกครองตนเอง

PDF

พิมพ์

ส่งเมล

เขียนโดย ดร . เสรี พงศ์พิศ   

Thursday, 16 July 2009

สยามรัฐรายวัน 16 กรกฎาคม 2552 

ในยุคกรีกและโรมันเมื่อสองพันกว่าปีก่อน ประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการไปเลือกตั้ง แต่หมายถึงการที่ประชาชนปกครองตนเอง (self-government) สภาในสมัยนั้นเป็นสถานที่ประชาชนไปร่วมประชุมกันแสดงความเห็นและลงมติว่าจะมีกฎระเบียบอะไรของการอยู่ร่วมกัน 
        
แต่ประชาธิปไตยในยุคนั้นยังมีทาส เรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเป็นอะไรที่มาเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง ในยุคนั้น ทางและผู้หญิงไม่มีสิทธิทางการเมือง เข้าไปร่วมประชุมสภาไม่ได้
 
        
นักปราชญ์อย่างเพลโต ซึ่งว่ากันว่าเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งและเป็นบิดาของปรัชญาตะวันตกกลับเห็นว่า สังคมในอุดมคติ (
utopia) ต้องมีผู้ปกครองที่เป็นปราชญ์ หรือราชาปราชญ์ (philosopher kings) ซึ่งก็เป็นที่ถกเถียงกันจนถึงทุกวันนี้ว่า นี่เป็นเพียงสังคมในผันเท่านั้น แม้ว่าประวัติศาสตร์จะมีผู้ครองอำนาจแบบ “ราชาปราชญ์” อย่างกษัตริย์ซาโลมอน อเล็กซานเดอร์มหาราช พระเจ้าอโศกมหาราช พระเจ้าเฟเดอริกมหาราช หรือจักรพรรดิ์กังสี และอีกหลายท่าน แต่ที่เป็นผู้ใช้อำนาจเยี่ยงทรราชที่โหดเหี้ยมก็มีไม่น้อย อย่างฮิตเลอร์ สตาลิน และอีกมากมายหลายคน
         
ความคิดของเพลโตมีอิทธิพลไม่น้อยต่อผู้นำในประวัติศาสตร์ ว่ากันว่า แม้แต่อยาตอลเลาะห์ โคไมนี อดีตผู้นำมากบารมีของอิหร่านก็ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดเรื่องราชาปราชญ์ของสังคมยูโธเปียของเพลโตนี่เอง
 
        
วันนี้ แนวคิดประชาธิปไตยแบบตัวแทนได้กลายเป็นกระแสหลัก จนใครๆ คิดเป็นอื่นไม่ได้ ถ้าไม่มีการเลือกตั้งก็ถือว่า “ไม่เป็นประชาธิปไตย” ทั้งๆ ที่ประชาธิปไตยหมายถึง “อธิปไตยเป็นของประชาชน” (ภาษากรีกว่า
demos + kratos) รูปแบบจะเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ประชาชนเป็นผู้ดูแลตนเอง

วันนี้เรามีประชาธิปไตยที่แปลกและแตกต่างไปจากความหมายเดิมไม่น้อย เป็นประชาธิปไตยที่ให้ไปเลือกผู้แทน เลือกแล้วเขา-เธอมีหน้าที่ไปทำงานในการออกกฏหมาย แต่ส่วนใหญ่กลับไปเกี่ยวข้องกับ ”การปกครอง” การบริหารจัดการประเทศไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ งบประมาณแผ่นดิน โครงการเล็กโครงการใหญ่ จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมดาจนทำให้คนมีความเห็นว่า “โกงก็ได้ ขอให้พัฒนาประเทศก็พอ”          

วันนี้ประชาชนไม่ได้ปกครองตนเอง แต่ถูกปกครอง สังคมไทยไม่ได้เป็นสังคมในอุดมคติแบบยูโธเปียของเพลโต แต่เป็นสังคมที่ประชาชนมอบอำนาจการปกครองประเทศให้ “ผู้แทน” ของตนเองในทุกระดับ ตั้งแต่ตำบลไปจนถึงประเทศ และที่ไม่เหมือนกับสังคมในอุดมคติเลย คือ เราไม่ได้มีนักปราชญ์ที่เป็นฝ่ายปกครอง เรามีคนโกงบ้านกินเมืองเต็มไปหมด และกลไกในการตรวจสอบก็ไม่ได้ดีพอ หรือแม้จะดีแต่ก็ถูกแทรกแซงครอบงำจนทำงานไม่ได้
 
        
ถ้าสังคมไทยจะปฏิรูป จะเปลี่ยนไปในทางดีขึ้น สังคมต้องคืนอำนาจให้ประชาชน คืนโดยการส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่แต่เพียงคำอ้างกล่าวเพื่อเป็นเหตุผลของการเข้าสู่อำนาจ และพัฒนาไปสู่ลัทธิครองความเป็นเจ้าหรืออำนาจนำ (
hegemony) ที่ครอบงำได้อย่างแนบเนียนจนคนไม่รู้ตัว  
       
แต่จะคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างไร ใครจะคืน จะหวังให้คนที่มีอำนาจคืน เขาคงไม่ทำ ถึงต้อง “ยื้อแย่ง” อำนาจนี้ให้กลับไปเป็นของประชาชนให้ได้ และคงไม่มีวีธีใดดีกว่าการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ดี การเรียนรู้ที่ทำให้คนเป็นไท ทำให้รู้เท่ากัน เพราะวันนี้ “คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้ ถึงอยู่ได้ก็ถูกเขาโกง ถูกเขาหลอก ถูกเขาเอาเปรียบได้ง่าย”
         
อยากรู้ว่านักเมืองคนไหนมีความจริงใจในการส่งเสริมประชาธิปไตย ดูได้ไม่ยาก ดูที่นโยบายการส่งเสริมการศึกษา การส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชน การส่งเสริมภาคพลเมืองให้เติบโตด้วยการจัดการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ
 
        
อยากรู้ว่าพรรคการเมืองใดจริงใจต่อการพัฒนาแบบยั่งยืน ไม่ใช่พัฒนาแบบกินรวบและกินเร็วดูได้ไม่ยากที่นโยบายการศึกษา ดูว่าให้ความสำคัญมากน้อยเพียงใด หรือเข้าใจแบบกลไก แยกส่วน ไม่สามารถเชื่อมโยงการศึกษากับการพัฒนาประเทศได้ ไม่เข้าใจ ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ จึงไม่พัฒนา เพราะได้แต่หางบหาเงินมาทำโครงการ