ยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา

คมชัดลึก :นายกฯ ระบุ นโยบายการศึกษาระยะหลังหลงทาง ติงผู้บริหารโรงเรียนอย่าหลอกตัวเองว่า นร.สอบตกไม่ได้ ชี้จุดอ่อนยัดเยียดเนื้อหาสาระมากไปจนกระทบการกระตุ้นให้เกิดการวิเคราะห์และแสดงออก ยอมรับปัญหาการบริหารจัดการนโยบายเรียนฟรี แต่พร้อมปรับปรุงให้ดีขึ้น ย้ำทรัพยากรมหาศาลทุ่มเทให้การศึกษาแต่คุณภาพยังต่ำเพราะมีปัญหาสะสมเรื้อรังดันการปฏิรูปการศึกษารอบ 2

(20มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการสัมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ว่า ปัญหาการศึกษาสะสมมาเป็นเวลานาน ที่ผ่านมามีการทุ่มเททรัพยากรมหาศาลจากภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหา แต่คุณภาพการศึกษาก็ยังคงมีปัญหา คนไทยมีการศึกษาเฉลี่ยแค่ 9 ปี น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ที่ตัวเลขอยู่ที่ 12-16 ปี ขณะที่การเรียนวิชาสำคัญเช่นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อังกฤษและภาษาไทย ก็มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา   ในปี 2540-2544 ตนได้มีการผลักดันให้มีการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นหลักการที่ดี แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมายังมีช่องว่าง ทำให้มีการผลักดันไม่เต็มที่ รัฐบาลปัจจุบันจึงกำหนดให้มีการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่อยากให้เด็กละทิ้งการศึกษา จึงเร่งผลักดันโครงการเรียนฟรี ซึ่งขณะนี้ กทม.มีความพร้อมค่อนข้างสมบูรณ์ โดยรัฐบาลได้จัดงบประมาณ 18,000 ล้านบาท สำหรับเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งในช่วงเริ่มต้นมีความยุ่งยากในการบริหารจัดการ แต่กระทรวงศึกษาธิการก็บริหารจัดการได้อย่างโปร่งใส  ขณะนี้ประชาชนไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์มีความพึงพอใจว่าการส่งลูกหลานเข้าเรียนไม่เป็นภาระอีกต่อไป
 
 อย่างไรก็ตามนโยบายเรียนฟรี จะไม่กระทบต่อคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งรัฐบาลจะพยายามดูแล 100 เปอร์เซ็นต์ จะมีค่าใช้จ่ายก็เป็นเพียงหลักสูตรหรือกิจกรรมเสริมพิเศษของแต่ละโรงเรียนเท่านั้น ทั้งนี้ในปีต่อๆ ไป รัฐบาลจะปรับปรุงโนบายเรียนฟรีให้ดีขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเยาวชนที่ประสงค์เรียนต่อแต่มีฐานะยากจน รัฐบาลได้จัดเตรียมงบประมาณ 10,000 ล้านบาท สำหรับกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา
 
 นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า การเรียนในปัจจุบัน สอบตกเป็นเรื่องยาก ใครสอบตกก็จะซ่อมจนผ่าน เพราะมีแนวความคิดว่า การเรียนไม่ผ่านจะส่งผลกระทบต่อผู้บริหารโรงเรียนซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะความสามารถในการศึกษาของแต่ละคน ไม่เท่ากัน จะหลอกตัวเองว่าคุณภาพต้องเสมอภาคกันไม่ได้ ดังนั้นนโยบายการศึกษาระยะหลังจึงหลงทางไปมาก ผู้บริหารจะต้องเอาใจใส่นักเรียนให้มากขึ้นโดยต้องศึกษาว่านักเรียนแต่ละคนควรได้รับการส่งเสริมอย่างไร ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเนื่องจากระบบการสอบคัดเลือกและประเมินผลยังเป็นอุปสรรค
 
 นายกฯ กล่าวต่อไปว่า เด็กไทยตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาได้รับการศึกษาในเรื่องเนื้อหาสาระมากเกินไปจนกระทบต่อการกระตุ้นให้เกิดการวิเคราะห์และแสดงออกซึ่งเป็นจุดอ่อนของระบบการศึกษาในประเทศ จึงอยากให้แต่ละโรงเรียนจัดกิจกรรมเสริมพิเศษและกีฬา เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ แต่ขอร้องไม่ให้จัดกิจกรรมที่เป็นภาระแก่ครูและนักเรียน เช่นการเดินขบวนรณรงค์ต่างๆ ซึ่งตนก็ไม่เแน่ใจว่า เด็กได้รู้ซึ้งถึงกิจกรรมที่ต้องการรณรงค์หรือไม่
แหล่งที่มาของข่าว: คมชัดลึก  วันที่ 20 มิถุนายน 2552
เชิญคุยคุ้ยข่าวให้ขาวกันหน่อยนะค่ะ
ทำไมคุณภาพการศึกษายังต่ำทั้งที่ทุ่มทรัพยากรมหาศาล  จากประเด็นสำคัญของข่าวข้างต้น สรุปได้ว่า
1.  นโยบายการศึกษาหลงทาง  เพราะ ผู้บริหารคิดว่านักเรียนต้องไม่สอบตก
2.  การจัดการศึกษาเน้นเนื้อหาสาระ เหมือนหัวโตแต่มือเท้าฝ่อ ทำอะไรไม่ได้เท่าที่รู้มากนัก
3.  แนวทางการแก้ปัญหาให้แต่ละโรงเรียนจัดกิจกรรมเสริมพิเศษและกีฬา
4.  ห้ามโรงเรียนจัดกิจกรรมที่ไม่ได้สร้างความรู้โดยการเดินขบวนรณรงค์
5.  ปัญหานักเรียนละทิ้งการเรียน รัฐบาลแก้โดยใช้นโยบาลเรียนฟรี 15 ปี
6.  ปัญหานักเรียนที่ประสงค์จะเรียนต่อแต่ขาดแคลนไม่สามารถเรียนต่อได้ รัฐบาลแก้ไขโดยจัดเตรียมงบประมาณ 10,000 ล้านบาท สำหรับกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา