ก่อนการเรียนรู้ในตอนเช้านักเรียนจะต้องฝึกสมาธิทุกชั้นและก่อนเรียนในตอนบ่ายต้องนอกพัก  โรงเรียนจัดให้ตามที่เด็กต้องการ  ส่วนห้องภาษาอังกฤษของครูคิมจะฝึกสมาธิก่อนทุกชั่วโมง  จากที่ได้เล่ามาแล้วในบันทึกที่ ๓๓๐.และบันทึกที่ ๓๓๑. นักเรียนที่รับผิดชอบเป็นระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  สอบถามแล้วนักเรียนชอบที่จะให้มีการฝึกสมาธิก่อนเรียนและมีเสียงบรรเลงประกอบหรือเสียงเพลง  ซึ่งนักเรียนบอกว่ารู้สึกดีกว่าที่นั่งหลับตาเท่านั้น 

     นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑  เป็นน้องเล็ก  อายุระหว่าง ๑๑ - ๑๓ ปี  ยังมีกลิ่นอายของความเป็นประถมศึกษาติดตัวมา  พวกนี้ช่างพูด ช่างคุย กล้าแสดงออก และกล้าบอกความต้องการของตนเอง และนอกจากนั้นกล้าที่จะจัดการครูได้ด้วยดังบันทึกที่ ๒๗๖. ให้ครูนอนสอน  แต่ครั้งนี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาน้องมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ฝากบทเรียนให้กับครูหลายอย่าง 

       อย่างแรก....ให้ครูคิมนุ่งกางเกงมาทุกวัน  หรือนำกางเกงมาเปลี่ยนในห้องเรียน  เพราะสะดวกต่อการเดิน การนั่ง การนอนสอน และจะต้องนั่งสมาธิกับเขาด้วย ด้วยเหตุผลว่า...ต้องการความอบอุ่น 

      อย่างที่สอง....เมื่อฉันแจ้งว่าอยากแต่งตัวสวยแบบนุ่งกระโปรงเหมือนคุณครูท่านอื่น ๆ บ้าง  พวกเขาตอบว่า "ไม่ต้องสวยมากก็ได้  ขอให้สวยภายในก็พอแล้วครับ/ค่ะ  ขอให้คุณครูเป็นครูใจดี ยิ้มมาก ๆ ทุกวัน"  และฉันเผลอตอบว่า..กลัวผู้อำนวยการฯ ตำหนิเรื่องนุ่งกางเกงทุกวัน...ในที่สุดคณะพากันไปหาผู้อำนวยการฯ "ขออนุญาตให้ครูคิมนุ่งกางเกงมาสอนทุกวัน  เพราะ.....คุณครูคิมทำท่าสบายเวลานั่งสอนกับพื้น  และต้องฝึกโยคะสมาธิได้สะดวก"  เพราะการฝึกสมาธิจะเปลี่ยนไปหลาย ๆแบบ ไม่ให้ซ้ำชากจำเจ

     อย่างที่สาม....ในการฝึกสมาธิจบลง  จะให้เขาช่วยกันคิดตามโจทย์ที่ตั้งไว้..เพื่อสรุปว่าเมื่อรับสิ่งใดมาของให้คิดก่อน  เป็นการคิดดี พูดดี และทำดี...และจะตั้งคำถามเพื่อฝึกความมั่นใจในการแสดงออก..น้องบอสเป็นเด็กเรียนไม่เก่งนัก แต่ช่างพูดเป็นผู้นำพูดว่า....คิดดี พูดดี ทำดี คือตั้งใจเรียน ทำการบ้าน ทำหน้าที่ที่เด็กควรทำ แล้วทั้งชั้นก็แย่งกันพูดว่า...."บอสเป็นเด็กจิตตปัญญา"  และทั้งชั้นจึงช่วยกันสรุปความเป็นจิตตปัญญาตามที่เขารู้สึกนึกคิด...ให้อภัย  พูดให้กำลังใจไม่แข่งขัน ไม่เอาชนะคนอื่น  ไม่ตัดสินคนอื่น ... และเขาอยากจะรู้ต่อไปว่ามีอะไรอีกบ้างคือจิตตปัญญา  "คือ Satir ใช่ไหมครับครู"/"Satir นี่เป็นคนหรือครับเห็นในบล้อกครูเอกครับ"/ ..."แล้วเราก็มีความสุขเล็ก ๆ"...เมื่อฉันจนมุม..จึงบอกให้เขาหยุดก่อนว่า....ต้องปฏิบัติเช่นนี้ให้ได้อย่างเนียน ๆ จึงมีขั้นต่อไป ตอนนี้ยังไม่พร้อม 

       หลายครั้งที่ฉันตัดสินเด็กตามความรู้สึกว่าเขาไม่น่าจะรู้  หรือแบบนั้นแบบนี้ยากไป ง่ายไป ไม่เหมาะสมกับวัย เด็กคงรับอะไรไม่ได้กว่านี้ นี่คือบทเรียนที่ฉันได้รับจากเด็ก แม้แต่การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ  เด็กกลุ่มนี้ได้ฝากบทเรียนไว้เต็ม ๆ โดยที่ฉันจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่อีกครั้ง...ที่สำคัญเด็กมีความสุข โปรดรอติดตามบันทึกต่อไปค่ะ

 

 งานนี้คุณ จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร 

 ควักกระเป๋าจ่ายรางวัลเด็ก ม.๑ ทั้งชั้นค่ะ  ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ