ชื่นชมกิจกรรมดีดีเเพทย์ใช้ทุนเเพทย์ประจำบ้านทำ work shop palliative care

วันที่ 24 ก.ค.52 ตามที่ได้บันทึกไว้ในบันทึกนี้เวลา 11.00 น.ฉันมีนัดกับพี่เกศ ท่านอาจารย์ศรีเวียงเเละเเพทย์ประจำบ้าน เเพทย์ใช้ทุน เพื่อเเลกเปลี่ยนในหัวข้ออ spiritual care in pediatric palliative patients ความเข้าใจตอนเเรกคิดว่าเป็นปีที่ 1 เเต่พอเดินเข้าห้องประชุมภาควิชากุมารเวชศาสตร์ กลับไปเจอทั้งเเพทย์ใช้ทุนและเเพทย์ประจำบ้านทั้งปี 1 เเละปี 2 ทั้งหมด 13 คน นั่งคร่ำเคร่งกับการเรียนรู้ palliative care กับท่านอาจารย์ศรีเวียงสักพักเมื่อได้เวลาพี่เกศเริ่มก่อนในหัวข้อPsychosocial in pediatric palliative patients

Rpc2

        พี่เกศใช้เวลาประมาณ 20 นาทีตามไปชมได้ที่บันทึกนี้นะคะก็ส่งมอบเวทีให้ฉัน บรรยากาศการเรียนรู้วันนี้เป็นกันเองมากๆ เพราะคุณหมอส่วนใหญ่ก็คุ้นเคยและร่วมงานกันอยู่แล้วและอยูในทีมการดูแลรักษาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นหมอนุ่น หมอหน่า หมอเเอน หมออาร์ท หมอคาร่า หมอเต่า หมออ้อ หมอเก๋ การเรียนรู้ในวันนี้จึงเป็นการเล่าสู่กันฟังมากกว่า

 บรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นกันเอง

ส่วนเรื่องราวในการเรียนรู้วันนี้ฉันเริ่มต้นในเรื่องของแนวคิดการดูแลในมิติจิตวิญญาณเช่นเคย  นับตั้งเเต่ความหมายของ จิตวิญญาณ ความต้องการด้านจิตวิญญาณของมนุษย์ สภาวะความผาสุกด้านจิตวิญญาณ ความทุกข์ทางจิตวิญญาณซึ่งในการไปเเลกเปลี่ยนกับทีม สรพ. ก็เคยบันทึกไว้ในบันทึกนี้

         หลังทบทวนในเรื่องเเนวคิดเเล้วจึงได้บอกกับคุณหมอทั้งหลายว่าการดูแลในด้านมิติจิตวิญญาณ เราควรเริ่มต้นจากตรงนี้ค่ะ คือเราต้องพัฒนาระดับจิตวิญญาณของเราให้สูงก่อนจิตวิญาณที่ได้รับการพัฒนาเเล้วคือจิตวิญาณที่มี

  - เมตตา กรุณา

  - รู้จักรัก  รู้จักให้อภัย มีความเอื้ออาทร

- มีความละเอียดอ่อนเข้าถึงจิตใจของผู้ป่วย

- เห็นคุณค่าเเละความหมายของทุกชีวิต

- มีสิ่งยึดเหนี่ยวเเละศรัทธาของตัวเอง

- พร้อมที่จะเป็นผู้ให้ พร้อมที่จะช่วย

- เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

  คุณหมอทุกคนเห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันพูดและดูท่าทางจะสนใจประเด็นนี้กัน 

จากนั้นจึงโยงเข้าเรื่องความต้องการด้านจิตวิญญาณ(spiritual need)ของผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้ายเเละครอบครัวคืออะไร จากประสบการณ์การทำงานและเมื่อเทียบกับตำราต่างๆ พอจะสรุปได้ว่าความต้องการด้านจิตวิญญาณของผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้ายเเละครอบครัว

 

1. ความต้องการความรักเราจะตอบสนองความต้องการด้านนี้ได้อย่างไร

 

-เปิดโอกาสให้ครอบครัวและบุคคลที่ผู้ป่วยรักได้อยู่ใกล้ชิด
-อนุญาตให้เฝ้าตลอด24ชั่วโมง
-กรณีผู้ป่วยเด็กควรสนับสนุนให้พี่น้องได้มาเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ
-จัดมุมสงบมีความเป็นส่วนตัวเพื่อให้ครอบครัวได้อยู่ใกล้ชิด
-พยาบาลเเละทีมเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้พูดคุยระบายความรู้สึกที่เป็น ความรักความผูกพันต่อสิ่งต่างๆความสำเร็จในชีวิตความภูมิใจ

2.ความต้องการการให้อภัยเเละได้รับการอภัยจากผู้อื่น

-การขอโทษต่อผู้ที่เคยทำผิดต่อการยกโทษการขออโหสิกรรมล้วนมีความหมายต่อจิตวิญาณของคนที่กำลังจะเสียชีวิต ฉันได้ยกตัวอย่างว่าที่หอผู้ป่วยเด็ก 3งนั้นมีบทอโหสิกรรมเพื่อกล่าวขอขมาผู้ป่วยที่เสียชีวิต 

3.ความต้องการความหวัง( hope) 

เพราะการมีความหวังทำให้มีความผาสุกทางจิตวิญญาณ

-ทีมควรพูดความจริงแต่ไม่ทำลายความหวังช่วยให้เขามีความหวังแต่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเช่นบอกเขาว่าโรครักษาไม่หายแต่ทีมแพทย์พยาบาลจะรักษาและดูแลหนูเต็มที่

- การแจ้งข่าวร้าย( breaking bad news)อาจทำให้ผิดหวังเพราะฉะนั้นการให้ข้อมูลที่เพียงพอควบคู่ไปกับการประคับประคองจิตใจและให้กำลังใจจะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวยอมรับความจริงในที่สุด

- ไม่ตำหนิหรือแสดงออกลักษณะปฏิเสธเขา

-กรณีต้องกลับเข้ามารักษาในโรงพยาบาลให้ความมั่นใจว่าทีมจะยังให้การดูแลรักษาอย่างเต็มที่แต่เป็นการรักษาแบบประคับประคอง

4.ความต้องการค้นหาความหมายของชีวิต

ฉันยกตัวอย่างกรณีน้องโอ๊ตคนไข้เด็กระยะสุดท้ายของทีมเราให้คุณหมอฟัง ผมยังไม่อยากตายขออยู่ถึงลอยกระทงก่อนขออยู่ฉลองปีใหม่ก่อนได้มั๊ย เมื่อรู้ว่าความตายใกล้มาถึงเวลาที่เหลืออยู่จึงใช้ในการค้นหาความหมายของชีวิตค้นหาคำตอบว่าจะใช้เวลาที่เหลืออย่างไรให้มีความหมายที่สุด...น้องโอ๊ตพบคำตอบเหล่านี้และรีบที่จะไขว่คว้าและทำสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ

    - ไปเที่ยวโบนันซ่ากับทีมซึ่งตอนนั้นไปทั้งหมด 8 ครอบครัว ท่านอาจารย์สุรพลไปด้วย เพื่อให้โอ๊ตสบายใจเพราะตอนนั้นน้องมีปวดเเละปัสสาวะเป็นเลือด

    - บริจาคร่างกายเพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่ในชีวิตไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่

      คิดว่าตัวเองมีกรรมเยอะทำสิ่งนี้คิดว่าเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่

    - ทีมร่วมกันกับมูลนิธิสายธารเเห่งความหวังจัดมินิคอนเสิร์ตให้เพราะโอ๊ตมีความฝันอยากมีวงดนตรีเป็นของตัวเอง

    - ได้กล่าวคำอำลาสั่งเสียแม่พ่อทุกสิ่งทุกอย่างหมดห่วงและจากไปอย่างสงบพร้อมกับเสียงเพลงที่โอ๊ตชอบที่แม่ได้เปิดให้น้องฟังจนสิ้นลมหายใจ

     - ฉลองปีใหม่พร้อมกับครอบครัวและเจ้าหน้าที่ทีมการพยาบาล

5.ความต้องการที่พึ่งทางใจสิ่งยึดเหนี่ยวทางศาสนาซึ่งความต้องการด้านนี้ชาวไทยพุทธจะมีมากที่สุดเมื่อต้องเจอสภาวะวิกฤตของชีวิต เมื่อความตายกำลังจะมาถึง ตอนนี้ทีมของเราก็มีกิจกรรมโครงการพาน้องท่องวิถีพุทธ พาผู้ป่วยเเละครอบครัวทำสังฆทานที่ตึกสงฆ์ และเมื่อถึงคราวที่ต้องจากไปก็ช่วยเหลือในการน้อมนำ บอกหนทาง การบอกหนทาง(Spiritual guidance) มีความสำคัญอย่างไรเพราะเวลาใกล้ตายแบ่งออกเป็น2 ระยะ(อ้างถึงบทอภิธรรมมัตถสังฆหะ)

1.มรณาสันนกาล ยังมีการรับรู้ได้ทางปัญจทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย

      ผู้ป่วยใกล้ตายที่อยู่ในระยะนี้จะระลึกถึงกรรมที่ได้กระทำบ่อยๆทั้งกุศลกรรมอกุศลกรรมเป็นระยะที่ชีวิตกำลังจะถึงกาลสิ้นสุดการมีผู้น้อมนำบอกหนทางเช่นให้ตั้งมั่นในสติปล่อยวางสิ่งที่ยึดโยงจิตใจ  ให้ระลึกถึงสิ่งที่ดีงามที่เคยทำมานำสวดมนต์ให้จิตใจเกาะเกี่ยวอยู่กับพระรัตนตรัย  ทำสมาธิทำให้ไปจุติในสุคติภพ มรณาสันนกาลจึงเรียกว่าเป็นนาทีทอง

มรณาสันนวิถีเป็นวิถีจิตที่ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้อีกการบอกหนทางก็ไม่มีประโยชน์

ซึ่งฉันเองได้เล่าประสบการณ์การบอกหนทางที่พึ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้คือช่วยบอกหนทางน้องออ

ผู้ป่วยระยะสุดท้ายในโปรเเกรมของทีมเราซึ่งน้องเสียชีวิตเเล้วเเละเคยบันทึกเรื่องราวไว้ในบันทึกนี้และในวันนี้หมอนุ่นเองก็ได้ช่วยฉันในการช่วยให้น้องออกลับบ้านได้อย่างรวดเร็วทันเวลา

จบการเเลกเปลี่ยนในวันนี้เเต่เพียงเท่านี้