การเชื่อมโยงความรู้จากห้องเรียนในมหาวิทยาลัยไปสู่ห้องเรียนในหมู่บ้านต่างๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องอันดีที่ควรให้ค่าความสำคัญอย่างจริงจังเลยมิใช่หรือ

ช่วงบ่ายของเมื่อวาน  ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับโครงการ “มหาวิทยาลัยมหาสารคามวิจัย ครั้งที่ 5:

การวิจัยและพัฒนาเพื่อเศรษฐกิจชุมชน”   

บอกตามตรงเลยว่า  ผมตื่นเต้นมาก  เพราะแทบไม่เชื่อว่า  คนธรรมดาๆ อย่างผมจะถูกเชิญไปช่วย

งานในฐานะกรรมการดำเนินงานผู้ทรงคุณวุฒิ

 

แรกเริ่มนั้น  ตั้งใจเหลือเกินว่าจะปฏิเสธ  เพราะเมื่อส่องกระจกดูตัวเองแล้ว  ผมแทบไม่มีคุณสมบัติใด
หรือมีต้นทุนใดพอที่จะเข้าไปสู่เวทีเช่นนั้นได้เลย  แต่เมื่อคิดในมุมกลับ  โดยยึดเอาว่า  นี่คือโอกาสอันดี
ที่
“กิจกรรมนอกหลักสูตร”  จะมี “ตัวตน”  ในเวที “วิชาการ”  ได้ 

อีกทั้ง  โอกาสที่ว่านั้น  นับเป็นห้วงเวลาอันดียิ่งที่นิสิตในวิถีกิจกรรมของผม  จะมีโอกาสได้เข้าไป
“เรียนลัด” ผ่านองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านอย่างใกล้ชิด  เมื่อคิดเช่นนั้นได้  ผมจึงตอบรับไปอย่างไม่อิดออด


กิจกรรมที่ว่านี้จะมีขึ้นในวันที่
10-11 กันยายน 2552  หลักๆ คือการเชิญเอาชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการตัวเองบนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาบอกกล่าวเล่าความ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน  โดยมีชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ ในละแวกมหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมเก็บเกี่ยวและแบ่งปันความรู้  ซึ่งหมู่บ้านเหล่านี้  เป็นพื้นที่เป้าหมายที่มหาวิทยาลัยปักธงลงไปทำความร่วมมือในเรื่องบางเรื่องร่วมกันแล้วอย่างเป็นจริงเป็นจัง

 

มีอยู่ห้วงหนึ่ง  ผมนำเสนอว่า เวทีนี้ หากสามารถเปิดโอกาสให้นิสิตได้เข้าไปร่วมเรียนรู้ หรือสัมผัสบรรยากาศของงาน  หรือแม้แต่เอาผลงานของนิสิตในการเรียนรู้และพัฒนาชุมชนผ่านมิติ “กิจกรรมนอกหลักสูตร”  ไปจัดแสดงบ้างก็น่าจะดีไม่ใช่น้อย  เพราะนี่คือ  การนำห้องเรียนอันแสนวิเศษจากชุนชมมาเปิดสอนหลักสูตรชั่วคราวเฉพาะกิจให้ถึงที่  เผื่อว่าจะก่อเกิดมุมคิดอื่นๆ ซึ่งหมายถึงการเชิญชวนให้นิสิตของผมได้ติดตามลงไปสู่การเรียนรู้จริงในโอกาสถัดไปได้บ้าง


หลายท่านแสดงท่าทีเห็นพ้องไม่น้อยเลย  แต่ก็แทบไม่น่าเชื่อว่าอาจารย์ท่านหนึ่งกลับมองคนละมุมเลยว่า “ไม่เหมาะสม  มันเป็นคนละเวทีกัน  ควรจัดแยกไปคนละโอกาส ....และอีกมากมายที่ล้วนชี้ชัดว่า เวทีนี้ไม่เกี่ยวกับการเรียนรู้ของนิสิตเลยนั่นแหละ”

ถัดจากนั้น ก็เริ่มมีบรรยากาศของการมองต่างมุมกันชัดขึ้น  ด้วยความที่เป็น “คนธรรมดาๆ ไม่มีดีกรีวิชาการใดๆ ติดตัว”  อีกทั้งไม่อยากให้มีการถกคิดและถกถียงกันไปมากกว่าที่เป็นอยู่  กอปรกับความเป็น “ผู้น้อย” ผมจึงถือโอกาสถอนความคิดของตัวเองออกไปจากเวทีนั้นอย่างสุภาพ

 

ถัดจากนั้น  ผมก็หอบเอาตัวเองเดินทางไปยังสวนป่ามหาชีวาลัยอีสานของพ่อครูบาสุทธินันท์ฯ  และวกกลับมาถึงสารคามอีกทีก็เกือบๆ จะเที่ยงคืน 

 

ผมครุ่นคิดแบบขันขื่น  พยายามวิเคราะห์เจาะความว่า  เพราะเหตุใด นิสิตในสายธารกิจกรรมจึงยังไม่เหมาะที่จะเข้าไปเรียนรู้ในเวทีเช่นนั้น  เอาแค่เดินเฉียดๆ  ตั้งนิทรรศการแสดงงาน “มหาวิทยาลัยกับชุมชน : กรณีมิติทางกิจกรรมนิสิต”  ไว้ให้แขกเรื่อได้ดูได้ชมก็ไม่น่าจะเสียหาย หรือทำให้งานที่ว่านั้น  ดูด้อยค่าลงไปได้เลย  - มิหนำซ้ำ  ยังน่าจะบอกเล่าได้บ้างกระมังว่า  มหาวิทยาลัยมีความหลากหลายในทางกระบวนการของการบริการสังคม 


และที่สำคัญเลยก็คือ  มันคือกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ของนิสิตชั้นเลิศเลยมิใช่หรือ …ผมไม่ใช่นักวิชาการ  ไม่ใช่คนสอนวิชาการตามตำราในห้องเรียนอันทรงเกียรติ ผมไม่มีทฤษฎีใดๆ ติดตัว บอกได้แต่เพียงว่า “ความรู้อยู่ที่หมู่บ้าน”  และมีความรู้อีกมากมายที่เกลื่อนกรายมหาศาลอยู่นอกห้องเรียนของ “มหาวิทยาลัย” 

ซึ่งบางครั้ง  แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ว่านั้น  อาจเป็นเพียงสถานีทดลองความรู้ที่นิสิตควรได้ลิ้มรสด้วยตนเอง-มิใช่เรียน-คิด-พิสูจน์-สรุปเองภายใต้บริบทตำรา คำสอนของอาจารย์และห้องบรรยายเท่านั้น

 

ดังนั้น เพราะผมไม่มีองค์ความรู้ใดมากมายนัก  ผมจึงพยายามอย่างมากกับการนำพานิสิตไปขอความรู้กับชาวบ้าน  พร้อมๆ กับกระตุ้นให้ชาวบ้านได้เห็นคุณค่าของตัวเองไปในตัว...

 

 

การเชื่อมโยงความรู้จากห้องเรียนในมหาวิทยาลัยไปสู่ห้องเรียนในหมู่บ้านต่างๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องอันดีที่ควรให้ค่าความสำคัญอย่างจริงจังเลยมิใช่หรือ  เสมือนการสอนการพูด แต่ไม่เคยจัดให้ผู้เรียนได้ขึ้นเวทีโต้วาทีกันเลยก็ว่าได้  หรือสอนวิชาเกษตรกรรม  แต่ไม่เคยพานักเรียนลงแปลงผัก  ซ้ำร้าย  เลิกเรียนแล้ว  ก็ไม่เคยย้ำให้นักเรียนได้ลงแรงช่วยพ่อแม่ปักดำในท้องทุ่งแห่งชีวิตของเขาเองด้วยอีกนั่นแหละ 

 

ผมมีคำถามมากมายผุดขึ้นในหัวสมอง..จากนั้นก็ละสายตาอันเลื่อนลอยกลับไปมอง “หนังสือเรียนนอกฤดู” ของตัวเองอย่างสะท้อนใจ 

หนังสือเล่มนี้  ผมเขียนขึ้นด้วยความรัก  มันไม่ใช่งานวิจัยลอยฟ้า-ไม่มีอะไรหรูเลิศในทางปัญญา  ไม่มีวิชาการใดน่าสนใจพอที่จะขานเรียกให้ครูบาอาจารย์ในระดับซีสูงๆ  ได้บอกให้นิสิตไปซื้อหามาอ่านเลยซักนิด

 


ซึ่งจะว่าไปแล้ว  มันก็จริงดังว่า  มันเป็นเพียงบันทึกธรรมดาๆ เท่านั้นเอง...หากแต่ผมก็พยายามแล้วนะ  พยายามที่จะใช้เป็นกระบอกเสียงหนึ่งว่า เรื่องราวที่ผมพูดถึงนั้น  คือกระบวนการเติมเต็มให้การเรียนในห้องเรียนนั้นๆ มีความสมบูรณ์ขึ้นมิใช่เหรอ ...

 

แต่ก็ดีหน่อย  ที่ผมยังรับรู้ว่า  ในเวทีนั้น ยังคงมีอีกหลายท่านที่มองเห็นมิติโอกาสที่นิสิตควรจะได้รับตามที่ผมนำเสนอ  โดยเฉพาะเจ้าของงานตัวจริงนั้น  ให้กำลังใจผมอย่างเหลือล้นเลยทีเดียว

 

…………………………………………………………………………………………….

 

วันนี้,  ช่วงบ่ายผมได้รับมอบหมายให้เข้าฟังการบรรยายสรุปผลการศึกษาดูงานแบบ “ฝังตัว” ของผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ตามหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา (นบอ.) รุ่นที่ 4 ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในชื่อชุดโครงการ “เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารของมหาวิทยาลัยใหม่” 

และหนึ่งในคณะผู้ดูงานนั้น ก็มี ป้าเจี๊ยบ รวมอยู่ด้วย


ผมมีโอกาสได้เจอตัวจริง
ป้าเจี๊ยบ พร้อมทีมงานครั้งแรกในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา  ซึ่งตอนนั้นเป็นห้วงของการสัญจรมาดูงานที่กองกิจการนิสิตพอดี    ผมไม่มีอะไรมอบเป็นของฝาก  จึงตัดสินใจนำหนังสือ “เรียนนอกฤดู” ของตัวเองมา เป็นของที่ระลึกแก่ผู้บริหารคนละเล่มๆ ...

 

ในวินาทีที่มอบหนังสือนั้น  ผมไม่ได้คิดอะไรมากมายนัก  คิดแต่เพียงว่าเป็นการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยในอีกมิติหนึ่ง  เป็นการเผยแพร่ความงดงามของชีวิตผ่านเรื่องราวของนิสิตและกิจกรรม หรือชุมชนที่ผมรักเท่านั้นเอง

และการให้ที่ว่านั้น  ผมก็คิดแต่เพียงว่า เป็นการให้ในแบบสมถะๆ  ในแบบฉบับของผมเอง  ...ให้แบบเจียมตัวเจียมตน ..หาใช่การให้เพื่อบอกให้รู้ว่า หนังสือเล่มนี้วิเศษและมีความเป็นวิชาการอย่างน่าแตะต้องเลยสักนิด

 

อย่างไรก็เถอะ  ตลอดเวลาของการนำเสนอนั้น  ผมเห็นความชื่นชมของคณะผู้บริหารจากสถาบันอื่นสะท้อนถึงมหาวิทยาลัยมหาสารคามอย่างชวนขวยเขินเป็นที่สุด โดยเฉพาะการนิยามวัฒนธรรมแห่งการ “ซุกยู้ เวียกงาน”  อันหมายถึง  การรวมพลังขับเคลื่อนงานด้วยใจของทุกภาคส่วนนั้น ต้องถือว่าเป็นยาชูกำลังขนานเอกที่คณะศึกษาดูงานได้มอบกำนัลไว้ให้

 

แต่สำหรับผมแล้ว  คำถามมากมายจากเวทีเมื่อวานกลับยังคงแล่นลิ่วอยู่ในหัวสมองของผมอย่างไม่จากจาง  ...ใช่ ยอมรับว่า  ผมยังสลัดทิ้ง หรือปล่อยวางในเรื่องนั้นไม่ได้  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า  กำลังดิ้นรนเพื่อนำพานิสิตกลับเข้าสู่เวทีนั้นอีกรอบ  ...


แต่ในขณะที่นั่งคิดนั่งฟังเพลินๆ  พร้อมกับการขับเคี่ยวกับคำถามที่สุมกองอยู่ในหัวสมองของตัวเองอยู่นั้น  ผมก็พลันได้ยินในทำนองว่า  คณะผู้ศึกษาดูงานชื่นชมกระบวนสร้างเครื่องมือพัฒนานิสิตอยู่มากโข  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการมีหนังสือ
“เรียนนอกฤดู”  ที่เป็นประหนึ่งงานวิจัยเล็กๆ ที่ง่ายงาม และมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของนิสิตเป็นยิ่งนัก 

 

และนั่นยังรวมถึงการแสดงความชื่นชมเรื่องแนวคิดของการนำพานิสิตไปสู่การเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตรที่มีอย่างเข้มข้น  เป็นการเชื่อมห้องเรียนสองห้องเรียนจากมหาวิทยาลัยไปสู่ชุมชนเข้าหากันได้อย่างแนบเนียน  เสมือนการสอนวิชาการกับวิชาคนไปพร้อมๆ กัน 

ซึ่งนั่นก็ผูกโยงไปสู่ความชื่นชมที่มีต่อแนวคิดของการสร้าง
“หนึ่งคณะต่อหนึ่งหมู่บ้าน”  ที่ผมกำลังขับเคลื่อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

ไม่รู้สิ, ...
จริง หรือเท็จ ผมไม่รู้  และไม่จำเป็นต้องเสียเวลาค้นหาความจริงที่ปรากฏในกระบวนความเหล่านั้น

 

เพราะไม่ว่าจริงหรือเท็จ  ผมก็ยังไม่สิ้นหวังกับการนำพานิสิตออกไปสู่สังคมอยู่วันยังค่ำ  และบางที  ความเป็นวิชาการ หรือองค์ความรู้ดีๆ ก็มีในตัวนิสิตเหมือนกัน หาใช่อยู่แต่ในตัวตนของคนที่มีใบปริญญาสูงๆ เท่านั้น -

และสำหรับหนังสือเรียนนอกฤดู-บันทึกอันแสนธรรมดาของผมนั้น  บัดนี้  ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่แล้ว  และนับวัน ผมยิ่งรู้สึกรักในหนังสือเล่มนี้ขึ้นทุกขณะ  ถึงแม้ไม่อาจเทียบเคียง และจัดหมวดหมู่ได้เลยกับคำว่า "ผลงานวิชาการ"  แต่ผมก็ถือว่า หนังสือของผม และวิถีคิดของผม ก็ยังมีคนชื่นชมและเห็นความสำคัญบ้างล่ะ.