ประวัติศาสตร์จะลงโทษคนที่ลืมเลือนมัน...... (Indiana Jones)

มีอาจารย์ท่านหนึ่ง เคยเล่าให้ผมฟังว่า ท่านเคยเกลียดวิชาประวัติศาสตร์ และงงว่าทำไมเราต้องไปนั่งท่องถึงเหตุการณ์เก่าๆ ที่ผ่านมาแล้ว และแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เพราะว่ามันไม่ได้ประโยชน์อะไร แล้วท่านก็ถามอาจารย์ของท่านที่สอนวิชาประวัติศาสตร์ อาจารย์ของท่านก็ตอบท่านมาว่า เหตุผลที่เราต้องเรียนประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์ ...มักจะซ้ำรอย ตอนนนี้ท่านกลับมารักวิชาประวัติศาสตร์มาก

(ท่านอาจารย์ที่ผมกล่าวถึงนี้ ท่านชื่ออาจารย์ ดร.ปิยบุตร  เต็มยิ่งยงครับ)

ส่วนท่านอาจารย์ ดร. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล (อาจารย์ป๋าของผมครับ)ท่านเป็น Vatermind  หรือ Father mind ของผมในด้านประวัติศาสตร์กฎหมาย ท่านได้กรุณาสอนผมและนิสิตถึงคุณค่าในการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายโดยใช้ประโยคสั้นๆว่า "คุณค่าของการศึกษาประวัติศาสตร์ คือการที่เราจะได้รู้จักตนเอง"

ประโยคนี้กินใจผมมากครับ แรกๆ ก็เฉยๆ จะรู้ไปทำไมกันนักเราอยู่กับตัวเองแล้วเรายังไม่รู้จักตัวเองอีกหรือ ทำไมเหรอมันสำคัญอย่างไรกับการรู้จักตัวเอง

คงจำได้ใช่ไหมครับ "เราเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่เรียกกันว่าอุษาคเนย์ที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตก" ในยุคจักรวรรดินิยม แนวความคิดนี้ช่วยให้คนไทยเราภูมิใจ มากกกกกกกกกกกกกกก!  จนชอบไปดูถูกเพื่อนบ้านของเรา  แต่เราลืมไปอะเปล่า เราเคยตกเป็นอาณานิคมของพม่านะครับ ถึงสองครั้งด้วย 555 ประเทศชาติไทยจงเจริญ อืม..

 ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ ประเด็นอยู่ที่ว่า มีคนต่างชาติเคยเขียนไว้ครับ เขียนไว้ชัดเลย ว่าที่คนไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตกเพราะ เราแพ้อาณาจักรของราชวงศ์คองบอง(ผมไม่อยากใช้คำว่าพม่าเพราะขณะที่เกิดขึ้นนั้น เราทั้งไทยและพม่าต่างยังไม่รู้จักคำว่า "รัฐชาติ"ในความหมายของคำว่ารัฐชาติ หรือรัฐสมัยใหม่(Modern State))    แล้วมันสำคัญอย่างไรกับการที่เราแพ้พม่าเราถึงไม่ตกเป็นเมืองขึ้น  เหตุผลสำคัญคือ การที่ชนชั้นนำของเราได้หันกลับมามองตัวเราเอง มาประเมินยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ และความแข็งแกร่งของเรา  แล้วเราก็พบกับความจริงที่ว่า "เราแพ้เป็น" ด้วยเหตุนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่๔ และ ๕ ของเราจึงใช้ยุทธศาสตร์แบบใหม่ในการเดินเกมส์กับมหาอำนาจ นี่ไงครับคุณค่าของการรู้จักตัวเอง

ว่าที่จริงถ้าวิเคราะห์ตามนิสัยคนไทยแล้ววิชาประวัติศาสตร์ดูเหมือนจะ ไม่ถูกโรคกันเอาเสียเลยเพราะ เรามักมีวลีที่ว่า คนไทยลืมง่าย เนื่องจากผมไม่ใช่นักสังคมวิยาเลยไม่แน่ใจว่าด้วยเหตุนี้หรือเปล่าจึงทำให้บ้านเราไม่ค่อยพัฒนา ยึ่งกว่านั้นเรายังไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆที่เรามีอยู่ ทั้งที่มันเป็นสุดยอดของหลายๆ สิ่งที่มารวมกัน จิตนาการ ความคิด ความรู้ อีกทั้งเรายังไม่ค่อยได้ทบทวนตัวเอง พูดมาถึงอย่างนี้ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า ผมเป็นแต่ตำหนิ แล้วตัวผมดีนักหรือ  ผมคงตอบได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่ว่าผมดีหรือไม่ดีเพราะผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง และก็มีนิสัยเหล่านี้มาเหมือนกัน 555แต่ก็พยายามจะสำเรวจตัวเองแหละครับ เอ้าประเด็นนี้ทิ้งไว้ก่อน เดี๋ยวจุกอีก กลายเป็นว่าผมขว้างงูไม่พ้นคอ 

แต่สิ่งที่เราเห็นและเราหลงลืมไป คือ การศึกษาประวัติศาสตร์การศึกษากฎหมายเพื่อเป็นนักกฎหมาย ผมเคยถามท่านอาจารย์พลตรี ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรีว่าทำไม คนสมัยโบราณถึงเน้นเรื่องคุณธรรมสำหรับผู้ปกครอง หรือที่รู้จักกันในนาม "ทศพิธราชธรรม" หรือ "ราชธรรม" และจักรวรรดิวัตรกันมาก ท่านอาจารย์ก็ได้กรุณาอธิบายให้ผมฟังว่าเพราะ สมัยก่อนอำนาจของผู้ปกครองไม่มีการแบ่งแยกอำนาจเหมือนปัจจุบัน การใช้อำนาจเบ็ดเส็จรวมทั้งด้านนิติบัญญัติ ด้านบริหาร และด้านตุลาการ ดังนั้นหาก ผู้ปกครองไม่มีคุณธรรม ผู้ที่อยู่ใต้ปกครองก็อาจจะได้รับความเดือดร้อนได้ ในสมัยโบราณจึงเน้นเรื่องคุณธรรมมาเป็นอันดับแรก สำหรับเรื่องนี้ท่านอาจารย์ จรัญ โฆษณานันท์ ได้แสดงความเห็นว่า  หลักการนี้นั้นไม่ได้ใช้เฉพาะกับ "กษัตริย์"เท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้าราชการและผู้ที่จะต้องใช้อำนาจปกครองทุกคนด้วย

ยิ่งกว่านั้นในการศึกษากฎหมายในอดีต ในตำรากฎหมายจะมีสิ่งเบื้องต้นที่จะต้องศึกษา คือคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ และสิ่งที่เรียกว่าหลักอินทภาษ ความสำคัญของหลักการนนี้ก็คือ คุณธรรมสำหรับตระลาการ หรือตุลาการ บรรดาครูบาอาจารย์กฎหมายท่านพระยาวิทูรธรรมพิเนตุท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของหลักการนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่านักศึกษากฎหมายในอดีตนั้นจำเป็นจะต้องศึกษาหลักการนี้ก่อนเพราะจะได้เป็นนักกฎหมาย ที่มีคุณธรรม

   ...วิชากฎหมายเป็นวิชาสูง เหมือนดั่งไฟซึ่งมีทั้งคุณอนันต์ โทษมหันต์ สุดแต่คนใช้หรือคนบังคับจะใช้ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษ ถ้าผู้ทรงอำนาจหรือผู้พิพากษาตุลาการเป็นผู้ไร้ศีลธรรม แล้วใช้ความรู้ความสามารถทางกฎหมายนั้นในทางที่จะยังความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างยิ่ง ผู้ที่มองแต่เผินๆ จะมีความเห็นว่าเมื่อเข้าเรียนกฎหมายสำเร็จได้ปริญญากฎหมายแล้ว ก็เป็นบุคคลที่ควรไว้วางใจเป็นผู้มีศีลธรรมดีแล้วได้ เพราะเป็นผู้รู้หลักธรรมศาสตร์แล้ว ความเห็นดังนั้น ดูเหมือนจะยังไม่ถูกนัก ถ้าจะกล่าวเพียงว่า ผู้นั้นมีความรู้กฎหมายพอที่จะหางานทำเพื่อประกอบอาชีพได้สะดวกขึ้นจะเหมาะกว่า โดยการรู้กฎหมายกับการมีศีลธรรมเป็นคนละอย่างกันดังนั้นการที่ประเทศสร้างผู้ที่ได้รับปริญญากฎหมายมากและยิ่งทวีมากขึ้นนับจำนวนพันหมื่นนั้นก็ไม่ได้แปลว่า ความปลอดภัยและความสุขสำราญของประชาชนจะดีขึ้น ต้องพิจารณาดูอีกว่า ท่านพวกเหล่านั้นมีศีลธรรมแค่ไหน ถ้าโดยมากเป็นผู้มีศีลธรรมต่ำต้อยแล้วก็ยิ่งจะเป็นภัยต่อสังคมเสียอีก ถ้าโดยมากมีศีลธรรมสูงก็จะช่วยให้ประเทศชาติรุ่งเรืองเร็วขึ้น

เป็นยังไงบ้างครับ ภูมิปัญญาคนโบราณลึกซึ้งไหมครับ... แต่ก็น่าแปลกนะครับที่ปัจจุบันการศึกษาวิชากฎหมายเราแทบไม่ได้นำกฎหมายไทยในอดีตมาศึกษา เราแทบไม่เคยมองถึงคุณค่าของสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในประเทศของเรา

ผมเคยอยากถามว่าหากทิศทางการศึกษากฎหมายในปัจจุบันของเราเป็นอย่างไร เราเน้นเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมมากแค่ไหน หรือเน้นให้นิสิตสอบเนติบัณฑิตและเป็นผู้พิพากษา อัยการ ทนายความค่าตัวสูงๆ จึงถือเป็นความสำเร็จของชีวิต เป็นอันดับแรก เพราะเป็นอาชีพที่เงินเดือนสูง เราจะเกิดเหตุการณ์วิกฤตศรัทธาของนักกฎหมายในปัจจุบันหรือไม่ หากนักกฎหมายของเราให้คุณค่ากับคำว่าคุณธรรม และจริยธรรมต่ำกว่ามูลค่าของเงิน และประโยชน์ส่วนตัว

(เดี๋ยวมาต่อครับ ผมขอไปเก็บของเตรียมเดินทางก่อน)