ประวัติศาสตร์จะลงโทษคนที่ลืมเลือนมัน...... (Indiana Jones)
มีอาจารย์ท่านหนึ่ง เคยเล่าให้ผมฟังว่า ท่านเคยเกลียดวิชาประวัติศาสตร์ และงงว่าทำไมเราต้องไปนั่งท่องถึงเหตุการณ์เก่าๆ ที่ผ่านมาแล้ว และแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เพราะว่ามันไม่ได้ประโยชน์อะไร แล้วท่านก็ถามอาจารย์ของท่านที่สอนวิชาประวัติศาสตร์ อาจารย์ของท่านก็ตอบท่านมาว่า เหตุผลที่เราต้องเรียนประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์ ...มักจะซ้ำรอย ตอนนนี้ท่านกลับมารักวิชาประวัติศาสตร์มาก
(ท่านอาจารย์ที่ผมกล่าวถึงนี้ ท่านชื่ออาจารย์ ดร.ปิยบุตร เต็มยิ่งยงครับ)
ส่วนท่านอาจารย์ ดร. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล (อาจารย์ป๋าของผมครับ)ท่านเป็น Vatermind หรือ Father mind ของผมในด้านประวัติศาสตร์กฎหมาย ท่านได้กรุณาสอนผมและนิสิตถึงคุณค่าในการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายโดยใช้ประโยคสั้นๆว่า "คุณค่าของการศึกษาประวัติศาสตร์ คือการที่เราจะได้รู้จักตนเอง"
ประโยคนี้กินใจผมมากครับ แรกๆ ก็เฉยๆ จะรู้ไปทำไมกันนักเราอยู่กับตัวเองแล้วเรายังไม่รู้จักตัวเองอีกหรือ ทำไมเหรอมันสำคัญอย่างไรกับการรู้จักตัวเอง
คงจำได้ใช่ไหมครับ "เราเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่เรียกกันว่าอุษาคเนย์ที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตก" ในยุคจักรวรรดินิยม แนวความคิดนี้ช่วยให้คนไทยเราภูมิใจ มากกกกกกกกกกกกกกก! จนชอบไปดูถูกเพื่อนบ้านของเรา แต่เราลืมไปอะเปล่า เราเคยตกเป็นอาณานิคมของพม่านะครับ ถึงสองครั้งด้วย 555 ประเทศชาติไทยจงเจริญ อืม..
ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ ประเด็นอยู่ที่ว่า มีคนต่างชาติเคยเขียนไว้ครับ เขียนไว้ชัดเลย ว่าที่คนไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตกเพราะ เราแพ้อาณาจักรของราชวงศ์คองบอง(ผมไม่อยากใช้คำว่าพม่าเพราะขณะที่เกิดขึ้นนั้น เราทั้งไทยและพม่าต่างยังไม่รู้จักคำว่า "รัฐชาติ"ในความหมายของคำว่ารัฐชาติ หรือรัฐสมัยใหม่(Modern State)) แล้วมันสำคัญอย่างไรกับการที่เราแพ้พม่าเราถึงไม่ตกเป็นเมืองขึ้น เหตุผลสำคัญคือ การที่ชนชั้นนำของเราได้หันกลับมามองตัวเราเอง มาประเมินยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ และความแข็งแกร่งของเรา แล้วเราก็พบกับความจริงที่ว่า "เราแพ้เป็น" ด้วยเหตุนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่๔ และ ๕ ของเราจึงใช้ยุทธศาสตร์แบบใหม่ในการเดินเกมส์กับมหาอำนาจ นี่ไงครับคุณค่าของการรู้จักตัวเอง
ว่าที่จริงถ้าวิเคราะห์ตามนิสัยคนไทยแล้ววิชาประวัติศาสตร์ดูเหมือนจะ ไม่ถูกโรคกันเอาเสียเลยเพราะ เรามักมีวลีที่ว่า คนไทยลืมง่าย เนื่องจากผมไม่ใช่นักสังคมวิยาเลยไม่แน่ใจว่าด้วยเหตุนี้หรือเปล่าจึงทำให้บ้านเราไม่ค่อยพัฒนา ยึ่งกว่านั้นเรายังไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆที่เรามีอยู่ ทั้งที่มันเป็นสุดยอดของหลายๆ สิ่งที่มารวมกัน จิตนาการ ความคิด ความรู้ อีกทั้งเรายังไม่ค่อยได้ทบทวนตัวเอง พูดมาถึงอย่างนี้ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า ผมเป็นแต่ตำหนิ แล้วตัวผมดีนักหรือ ผมคงตอบได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่ว่าผมดีหรือไม่ดีเพราะผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง และก็มีนิสัยเหล่านี้มาเหมือนกัน 555แต่ก็พยายามจะสำเรวจตัวเองแหละครับ เอ้าประเด็นนี้ทิ้งไว้ก่อน เดี๋ยวจุกอีก กลายเป็นว่าผมขว้างงูไม่พ้นคอ
แต่สิ่งที่เราเห็นและเราหลงลืมไป คือ การศึกษาประวัติศาสตร์การศึกษากฎหมายเพื่อเป็นนักกฎหมาย ผมเคยถามท่านอาจารย์พลตรี ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรีว่าทำไม คนสมัยโบราณถึงเน้นเรื่องคุณธรรมสำหรับผู้ปกครอง หรือที่รู้จักกันในนาม "ทศพิธราชธรรม" หรือ "ราชธรรม" และจักรวรรดิวัตรกันมาก ท่านอาจารย์ก็ได้กรุณาอธิบายให้ผมฟังว่าเพราะ สมัยก่อนอำนาจของผู้ปกครองไม่มีการแบ่งแยกอำนาจเหมือนปัจจุบัน การใช้อำนาจเบ็ดเส็จรวมทั้งด้านนิติบัญญัติ ด้านบริหาร และด้านตุลาการ ดังนั้นหาก ผู้ปกครองไม่มีคุณธรรม ผู้ที่อยู่ใต้ปกครองก็อาจจะได้รับความเดือดร้อนได้ ในสมัยโบราณจึงเน้นเรื่องคุณธรรมมาเป็นอันดับแรก สำหรับเรื่องนี้ท่านอาจารย์ จรัญ โฆษณานันท์ ได้แสดงความเห็นว่า หลักการนี้นั้นไม่ได้ใช้เฉพาะกับ "กษัตริย์"เท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้าราชการและผู้ที่จะต้องใช้อำนาจปกครองทุกคนด้วย
ยิ่งกว่านั้นในการศึกษากฎหมายในอดีต ในตำรากฎหมายจะมีสิ่งเบื้องต้นที่จะต้องศึกษา คือคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ และสิ่งที่เรียกว่าหลักอินทภาษ ความสำคัญของหลักการนนี้ก็คือ คุณธรรมสำหรับตระลาการ หรือตุลาการ บรรดาครูบาอาจารย์กฎหมายท่านพระยาวิทูรธรรมพิเนตุท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของหลักการนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่านักศึกษากฎหมายในอดีตนั้นจำเป็นจะต้องศึกษาหลักการนี้ก่อนเพราะจะได้เป็นนักกฎหมาย ที่มีคุณธรรม
...วิชากฎหมายเป็นวิชาสูง เหมือนดั่งไฟซึ่งมีทั้งคุณอนันต์ โทษมหันต์ สุดแต่คนใช้หรือคนบังคับจะใช้ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษ ถ้าผู้ทรงอำนาจหรือผู้พิพากษาตุลาการเป็นผู้ไร้ศีลธรรม แล้วใช้ความรู้ความสามารถทางกฎหมายนั้นในทางที่จะยังความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างยิ่ง ผู้ที่มองแต่เผินๆ จะมีความเห็นว่าเมื่อเข้าเรียนกฎหมายสำเร็จได้ปริญญากฎหมายแล้ว ก็เป็นบุคคลที่ควรไว้วางใจเป็นผู้มีศีลธรรมดีแล้วได้ เพราะเป็นผู้รู้หลักธรรมศาสตร์แล้ว ความเห็นดังนั้น ดูเหมือนจะยังไม่ถูกนัก ถ้าจะกล่าวเพียงว่า ผู้นั้นมีความรู้กฎหมายพอที่จะหางานทำเพื่อประกอบอาชีพได้สะดวกขึ้นจะเหมาะกว่า โดยการรู้กฎหมายกับการมีศีลธรรมเป็นคนละอย่างกันดังนั้นการที่ประเทศสร้างผู้ที่ได้รับปริญญากฎหมายมากและยิ่งทวีมากขึ้นนับจำนวนพันหมื่นนั้นก็ไม่ได้แปลว่า ความปลอดภัยและความสุขสำราญของประชาชนจะดีขึ้น ต้องพิจารณาดูอีกว่า ท่านพวกเหล่านั้นมีศีลธรรมแค่ไหน ถ้าโดยมากเป็นผู้มีศีลธรรมต่ำต้อยแล้วก็ยิ่งจะเป็นภัยต่อสังคมเสียอีก ถ้าโดยมากมีศีลธรรมสูงก็จะช่วยให้ประเทศชาติรุ่งเรืองเร็วขึ้น
เป็นยังไงบ้างครับ ภูมิปัญญาคนโบราณลึกซึ้งไหมครับ... แต่ก็น่าแปลกนะครับที่ปัจจุบันการศึกษาวิชากฎหมายเราแทบไม่ได้นำกฎหมายไทยในอดีตมาศึกษา เราแทบไม่เคยมองถึงคุณค่าของสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในประเทศของเรา
ผมเคยอยากถามว่าหากทิศทางการศึกษากฎหมายในปัจจุบันของเราเป็นอย่างไร เราเน้นเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมมากแค่ไหน หรือเน้นให้นิสิตสอบเนติบัณฑิตและเป็นผู้พิพากษา อัยการ ทนายความค่าตัวสูงๆ จึงถือเป็นความสำเร็จของชีวิต เป็นอันดับแรก เพราะเป็นอาชีพที่เงินเดือนสูง เราจะเกิดเหตุการณ์วิกฤตศรัทธาของนักกฎหมายในปัจจุบันหรือไม่ หากนักกฎหมายของเราให้คุณค่ากับคำว่าคุณธรรม และจริยธรรมต่ำกว่ามูลค่าของเงิน และประโยชน์ส่วนตัว
(เดี๋ยวมาต่อครับ ผมขอไปเก็บของเตรียมเดินทางก่อน)
ประวัติศาสตร์คืออุบัติเหตุทางการเมือง (อีกมิติหนึ่งที่ไม่ควรละประเด็นครับ)
สวัสดีครับอาจารย์(นิติอุดมการณ์)
ผมขอแสดงความยินดีกับอาจารย์ด้วยนะครับ ผมและศิษย์ทุกคนดีใจมากที่ได้ยินข่าวดี
ขอให้อาจารย์ทั้งสองท่านมีความสุขนะครับ
ศิษย์(สายจริยธรรม)
ขอบคุณครับอาจารย์ เป็นบันทึกที่ดีมาก ผมก็ชอบประวัติศาสตร์ ตอนนี้ผมก็ศึกษา ประวัติศาสต์ อยู่ ครับ ผมลงวิชา เลือก ของ ประวัติศาสตร์ หมดเลย
เหลือบอ่าน เห็นกล่าวถึงประวัติศาสตร์ และสรุปท้ายเป็นทิศทางของนักศึกษานิติศาสตร์ ผมเป็น นิสิตแขนงวิชาเช่นว่า แต่ผมมีความเห็นอันเป็นแนวนิติปรัชญาเล็กๆว่า ผู้พิพากษามีอำนาจตัดสินคดีความในพื้นฐานแห่งกฎหมายและศีลธรรมทั้งหลักการ แต่มีใครเคยตั้งคำถามการรักษา โดยแพทย์หรือหมอบ้างว่าการวินิจฉัยหรือการรักษา ยิ่งเป็นเหตุโดยการผ่าตัดรักษาด้วยแล้ว กรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิต แพทย์บอกว่าทำสุดความสามารถแล้ว "ความสามารถที่เป็นที่สุดของหมอเพียงพอที่จะมีความสามารถที่จะรักษาให้ถึงที่สุดเพียงใด" และกรณีเด็กเกิดมาผิดปรกติหมอชิ่งที่จะทำการผ่าตัดรักษาเพราะเห็นว่าเป็นความผิดปรกติที่แปลกใหม่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นตาย การลงมีดผ่าตัดเป็นการย่ำยีทรมานเด็ก ที่จะต้องตายหรือป่าว ถ้าเด็กเลือกได้เองเด็กจะยอมให้ผ่าตัดทั้งที่รู้ว่าทำไปก็จะรักษาไม่หายหรือบ่าว หรีอเป็นเพราะหมออยากลองวิชา เท่านั้น เป็นการพิพากษาที่โหดเหี้ยมของใครที่ทำหรือไม่
คุณธรรม จริยธรรม คือ ยุติธรรม หรือไม่
ยุติธรรม ใช่ ผลบังคับของตัวบทกฎหมายหรือไม่
ยุติธรรม ใช่ คำพิพากษาหรือไม่
ยุติธรรม ใช่ ที่มาของกฎหมายหรือไม่ และ
ยุติธรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เหมือนกันหรือไม่
หรือยุติรรมเป็นอรรถประโยชน์ อันได้แก่ความสุขของมวลมนุษย์ส่วนใหญ่ แล้วยุติธรรมมาจาก นักกฎหมาย หรือผู้บังคับใช้กฎหมาย หรือมาจากผู้สร้างกฎหมาย ประวัติศาสตร์เป็นคำตอบทั้งหมดของยุติธรรมนี้หรือป่าว
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็นครับ สำหรับผม ประวัติศาสตร์ ให้คุณค่าในการรู้จักตัวเองและ ช่วยให้เราเห็นทั้งจุดดีจุดเสีย และให้เรารู้จักพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นครับ ไม่จำกัดว่าในสาขาใด แต่เราต้องเริ่มจากการทบทวนตัวเองก่อนครับ ส่วนเรื่องปรัชญานั้นต้องขอโทษจริงๆ ครับ ผมยังอ่อนด้อยมากๆ กำลังว่าจะต้องหาเวลาศึกษเพิ่มเติมครับ อาจจะยังไม่สามารถแลกเปลี่ยนกับท่านทั้งหลายได้ ทราบแต่เพียงว่าถ้ามองในด้านประวัติศาสตร์ ความอยุติธรรมในอีต และความดีงามของระบบในอดีตจะเป็นเครื่องช่วยสั่งสอนเราให้เรารู้จักการปรับปรุงสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันให้ดีขึ้นครับ ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชม และแลกเปลี่ยนความเห็นนะครับ
นั้นแหละครับคือ ทิศทางของนักกฎหมายที่ต้องเป็น และเป็นประวัติศาสตร์ของกฎหมายที่คำตอบหาใช่ตรรกะ ของคำว่ายุติธรรม
สรุป แล้วความพินาศ ควรเกิดจากบทกฎหมาย หรือผู้บังคับใช้กฎหมาย หรือนิติบัญญัติที่สร้าง หรือท้ายสุด เพราะการเมือง นักการเมืองต่างหากที่ไรศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม เห็นแก่เงินพวกพ้อง จนทำให้กฎหมายต้องเสือมลง
ท้ายที่สุดที่อาจารย์เคยอยากถามว่าทิศทางการศึกษากฎหมายในปัจจุบันของเราเป็นอย่างไร เราเน้นเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมมากแค่ไหน หรือเน้นให้นิสิตสอบเนติบัณฑิตและเป็นผู้พิพากษา อัยการ ทนายความค่าตัวสูงๆ จึงถือเป็นความสำเร็จของชีวิต เป็นอันดับแรก ผมเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ และเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ จรัญ โฆษณานันท์ ที่สอนวิชานิติปรัชญา และอาจารย์นิติศาสตร์ทุกๆท่าน ผมไม่เคยเห็นอาจารย์ของผมสอนเหมือนที่อาจารย์ตั้งคำถาม และคิดเลย และผมเชื่อว่า ครูอาจารย์ทุกๆท่านย่อมสอนให้นักศึกษาเป็นคนดีของสังคม
ขอบคุณครับที่มาแลกเปลี่ยนความเห็น ส่วนตัวผมแม้ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์จรัล โฆษนานันท์โดยตรง แต่ก็ศรัทธาในความคิดและงานเขียน และผลงานการสอนของท่านมากครับ สำหรับเรื่องค่านิยมของคนที่เรียนกฏหมายในปัจจุบัน ที่นิยมเรียน โดยหวังว่าจะต้องสอบเพื่อมาเป็นผู้พิพากษา เพราะเป็นอาชีพที่มีเกียรตินั้น ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่ระบบการศึกษา และความคาดหวังของสังคมรวมทั้งสิ่งต่างๆ ซึ่งระบบการศึกษาของไทยควรต้องปรับทัศนะคติให้ผู้เรียนกฎหมายหันมาเป็นนักกฎหมายเพื่อที่จะพัฒนาสังคมครับ ไม่ใช่เรียนเพื่อหวังเป็น แค่ผู้พิพากษาครับ อัยการหรือทนายความค่าตัวสูงๆ อย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึง หน้าที่ของนักกฎหมายต่อสังคม และบทบาทของนักกฎหมายที่ควรจะเป็นเลย ว่าที่จริงเรื่องที่ผมเขียนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนะครับ อาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่านได้เคยเขียนไว้
อยากให้คุณเณรข้างวัดลองไปอ่านบทความที่ผมทำลิงค์ไว้นี้นะครับ ดีมากๆ เลย แล้วลองแลกเปลี่ยนกันดูก็ดีว่า ในฐานะที่เราเป็นนักกฎหมาย(ผมเดาจากที่คุณบอกว่าเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์จรัล นะครับ)เราจะช่วยกันได้อย่างไรในการทำให้นักกฎหมายเราตระหนักถึง หน้าที่ต่อสังคมของเรา และ พัฒนาระบบการศึกษากฎหมายของไทยไปได้มากกว่านี้ ผมว่าคุณเณรข้างวัดน่าจะมีไอเดียดีๆมาแลกเปลี่ยน แน่นอนครับ ขอบคุณมากๆ ที่กรุณาแลกเปลี่ยนความเห็นครับ
พัฒนาการว่าด้วยการศึกษาวิชานิติศาสตร์ในประเทศไทยและความเห็นบางประการ
อืมลืมไปครับมีอีก ฉบับ ครับ เรื่อง น้ำยาการศึกษาวิชานิติศาสตร์ไทย ท่านอาจารย์สมชาย ปรีชา ศิลปกุล ท่านเขียนไว้ดีมากเลยครับ รบกวนอ่านแล้ว ลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันนะครับ น่าจะได้อะไรดีๆ ขึ้นมา
ยินดีครับ ที่ได้แลกเปลี่ยน ที่แน่ ๆอาจารย์ สมชาย ก็เป็นศิษย์คนหนึ่งของท่านอาจารย์จรัญ ครับ ผมเคยได้อ่านหนังสือ ของอาจารย์ สมชาย มาบ้างเรื่อง "ความยอกย้อนในประวัติศาสตร์ของ บิดากฎหมายไทย" น่าสนใจครับ
ขอเวลา สักหน่อยนะครับ
"ความยอกย้อนในประวัติศาสตร์ของ บิดากฎหมายไทย" เล่มนี้ก็ดีครับ อธิบายที่มาที่ไปต่างๆ ได้ดี น่านับถือ ท่านอาจารย์สมชาย ที่ท่านศึกษาอะไรถึงแก่น และถึงรากจนวิเคราะห์สิ่งต่างออกมาได้ อย่างเป็นระบบ และมีหลักฐานอ้างอิง แม้ท่านจะเรียนจบจากธรรมศาสตร์ในยุคที่มีคนเคยบอกว่าเป็นยุคที่ประวัติศาสตร์กฎหมายถูกละเลยก็ตาม ผมว่าจนถึงปัจจัจุบัน(จากเอกสารที่ผมอ่านมา อาจจะยังไม่ครอบคลุมนะครับ)ยังไม่ค่อยมีนักกฎหมาย หันมาสนใจ วิพากษ์ และวิเคราะห์ระบบการเรียนการสอนกฎหมายของเราเองว่า ที่เป็น อยู่ในปัจจุบันนี้เป็นยังไง สิ่งนี้เองทำให้พลังในการศึกษานิติศาสตร์ไทยอ่อนด้อยลงไป ผมค่อนข้างเห็นด้วย กับทั้งท่านอาจารย์ฐาปนันท์ และ ท่านอาจารย์สมชาย ว่า เราถูกวิชาชีพครอบงำวิชาการครับ และเรามัวแต่หลงกับหัวโขน และค่านิยมของสังคม มหาวิทยาลัย กลายเป็นโรงเรียนเตรียม เนติบัณฑิต และแข่งกันว่าเราจะประสบความสำเร็จถ้าเด็กนิสิตนักศึกษาของเราสอบผ่านได้เยอะ
ว่าที่จริงการสอบเนติผ่านโดยตัวมันเองก็เป็นผลที่ชี้ได้เหมือนกันว่า ท่านนักกฎหมายผู้นั้นมีความรู้กฎหมายดี แต่นอกจากมีความรู้กฎหมายดีแล้ว ผมว่าเรายังต้องมีอะไรประกอบอีก คือคุณธรรม จรรยา มารยาท และการแสดงออกที่เหมาะสม นักกฎหมายเป็นผุ้ที่จะต้องใช้ความรู้ทางกฎหมายในการทำสิ่งต่างๆ ถ้าใช้ความรู้ไปในทางที่ผิดบ้านเมืองก็บรรลัย อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่เราเห็นอาจารย์สอนกฏหมายหลายท่านไปอิงกับฝ่ายการเมือง ในยุคที่เราเรียกว่า "อำนาจเป็นธรรม" จนเรสูญสิ้นความศรัทธาในตัวหลายท่าน เนื่องจากในยุคนั้น แม้สิ่งต่างๆ นั้นจะมีความถูกผิดอย่างไร ก็ไม่สน บรรดานักกฎหมายที่อิงกับฝ่ายการเมืองก็แก้กฎหมายให้รับใช้ผลประโยชขน์ของฝ่ายที่ตนสังกัดอยู่เป็นพอ ความยุติธรรมกับกฎหมายคงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่กฎหมายนั้นเป็นเครื่องมือไปสู่ความยุติธรรม ถ้าผู้ออกกฎหมาย ออกกฎหมายไม่เป็นธรรมแล้ว บ้านเมืองก็จะมีปัญหา แต่หากออกกฎหมายไม่เป็นธรรมแต่ยังมีผู้ใช้กฎหมายเป็นธรรมแล้ว บ้านเมืองก็ยังจะพอมีทางรอด และนี้เองเป็นที่มีของเหตุผลในการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย(เดี๋ยวจะเกินเลย)และการที่ผมให้ความสำคัญมากๆ กับเรื่องคุณธรรมของนักกฎหมาย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าบรรพจารย์สอนกฎหมายในอดีตนั้น แม้บ้านเมืองจะยังไม่ทันสมัยขนาดปัจจุบัน นักกฎหมายก็ยังไม่มีรายได้มากอย่างในปัจจุบัน สิ่งยั่วยวนต่างๆ ยังไม่เยอะขนาดในปัจจุบัน ท่านก็ยังเห็นการไกลขนาดที่ได้มีการ เขียนไว้แล้วว่า คุณธรรมกับความเป็นนักกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก นักกฎหมายต้องมีคุณธรรม มิฉะนั้นก็จะถือเป็นเพียง "ผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมาย" ไม่ใช่นักกฎหมาย...
สิ่งที่ท่านพระยาวิทูรธรรมพิเนตุ เขียนไว้ในอดีต และท่านอาจารย์จรัลได้กรุณาคัดลอกมาลงพิมพ์ในปกหนังสือ เรื่องนิติปรัชญากฎหมายไทย ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองของท่านนั้นจึงมีความหมายสำหรับผมมาก หรือ ถึงแม้เรื่องของหลักอินทภาษในกฎหมยตราสามดวงก็ตาม ผมถือเสมือนหนึ่งว่าเป็น ธรรมนูญของการศึกษากฎหมายทีเดียว ซึ่งน่าชื่นชมว่าท่านเล็งเห็นการณ์ไกล รวมทั้งท่านอาจารย์รุ่นใหม่ๆ อย่าง ท่านอาจารย์สมชายและท่านอาจารย์ ฐาปนันท์ ที่ท่านได้กรุณาเน้นให้เราเหล่าผู้ที่ศึกษษกฎหมาย เห็นความสำคัญของสิ่งนี้ขึ้นมา...
ชักสนุกครับ ขอแจมด้วยคน ขอพี่เณรร่วมฟังการถกเถียงทางวิชาการนี้ด้วยนะครับ สงสัย เณรกลางป่าอย่างผมนอกจากฝึกดูใจตัวเองแล้วจะต้อง กลับมาดูวัดบ้างแล้วว่าวัดเป็นยังไงมีข้อดีไม่ดีตรงไหน จะได้บูรณะได้ ถูก อยู่ในป่าเสียนาน ต้องย้ายมาอยู่ในวัดเสียที เอาพระปริยัติให้รู้ก่อน แล้วค่อยออกไปฝึกใจต่อครับ สาธุ
ขออนุญาต ออกตัวสักนิดนะครับ ผมเป็นเพียงนักศึกษาในระดับ ปริญญาตรีปีที่ 3 ดังนั้นถ้าการแสดงความคิดเห็นยังไม่เข้าประเด็น หรือออกนอกลู่ทางไปบ้างคงเป็นเพราะความยังด้อยในวิชาการ ต้องกราบขอประธานโทษมาในโอกาสนี้ด้วย
ขอย้อยกลับไปในวรรณคดีไทยเรื่องหนึ่งครับ เรื่องศรีปราชญ์ ในเหตุที่ศรีปารชญ์ต้องโดนตัดหัว
ในคืนวันลอยกระทงศรีปราชญ์ได้ดื่มสุราแล้วเมาจากนั้นก็เดินไปข้าง ๆ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์เพราะฤทธิ์สุรา ท้าวศรีฯ เห็นศรีปราชญ์มายืนข้างๆก็ไม่พอพระทัยจึงว่าศรีปราชญ์เป็นโคลงว่า
หะหายกระต่ายเต้น ชมจันทร์
มันบ่เจียมตัวมัน ต่ำต้อย
นกยูงหางกระสัน ถึงเมฆ
มันบ่เจียมตัวน้อย ต่ำต้อยเดียรฉาน
ศรีปราชญ์ได้ยินดังนั้นก็รู้ว่าพระสนมเอกได้หาว่าตนเป็นเดียรฉานจึงย้อนไปเป็นโคลงว่า
หะหายกระต่ายเต้น ชมแข
สูงส่งสุดตาแล สู่ฟ้า
ระดูฤดีแด สัตว์สู่ กันนา
อย่าว่าเราเจ้าข้า อยู่พื้นเดียวกัน
สนมเอกได้ฟังก็ไม่พอพระทัยจึงไปทูลฟ้องสมเด็จพระนารายณ์ฯ พระองค์จึงให้ศรีปราชญ์ไปอยู่ในคุกหลวงแต่ไม่ต้องไปทำงานเหมือนนักโทษคน อื่นๆ พระยารามเดโชเห็นดังนั้นจึงให้ศรีปราชญ์มาทำงานเหมือนนักโทษคนอื่นๆ ฝ่ายศรีปราชญ์นั้นเก่งแต่ทางโคลงมิได้เก่งทางด้านการใช้แรงงาน ทางสนมเอกฯ ได้ข่าวก็เสด็จไปที่ที่ศรีปราชญ์ขุดคลองอยู่ เมื่อพระสนมเอกได้ตรัสว่าศรีปราชญ์สมพระทัยแล้วจึงเสด็จกลับ แต่ต้องสวนกลับทางที่ศรีปราชญ์ได้ขนโคลนไปแล้ว พวกนางรับใช้ของพระสนมเอกหมั่นไส้จึงขัดขาศรีปราชญ์ ดังนั้นโคลนจึงหกใส่พระสนมเอกซึ่งมีโทษถึงประหาร แต่พระโหราธิบดีได้เคยทูลขอกับสมเด็จพระนารายณ์ฯ ว่า หากเจ้าศรีทำผิดแล้วมีโทษถึงประหาร ขอพระราชทานให้ลดโทษเหลือเพียงเนรเทศ ดังนั้นสมเด็จพระนารายณ์ฯ จึงเนรเทศศรีปราชญ์ไปเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งที่เมืองนครศรีธรรมราชนี้เองที่ศรีปราชญ์สามารถแสดงทักษะด้านกวีได้อีก เช่นกัน เพราะว่าท่านเจ้าเมืองเองก็มีใจชอบด้านกวีอยู่แล้ว และด้วยความเป็นอัจฉริยะของศรีปราชญ์นี้เองที่ทำให้ท่านเจ้าเมืองโปรดปราน เขา แต่แล้วศรีปราชญ์ไปมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับภรรยาน้อยของท่านเจ้าเมือง เข้า ท่านเจ้าเมืองโกรธมากและหึงหวงภรรยาน้อย จึงสั่งให้นำตัวศรีปราชญ์ไปประหารชีวิต ศรีปราชญ์ประท้วงโทษประหารชีวิตแต่ท่านเจ้าเมืองไม่ฟัง ซึ่งปัจจุบันเชื่อกันว่าสถานที่ประหารชีวิตศรีปราชญ์ตั้งอยู่ภายในโรงเรียน กัลยาณีศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรรมราช และก่อนที่เพชฌฆาตจะลงดาบประหารศรีปราชญ์ได้ขออนุญาตเขียนโคลงบทสุดท้ายไว้ กับพื้นธรณีว่า
โคลงบทสุดท้ายของศรีปราชญ์
ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน
เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนั้นคืนสนอง
เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ศรีปราชญ์ต้องตาย แต่จากบทความทำให้เราเห็นอะไรเหรอครับมองไปที่บทความที่อาจารย์แนะนำให้ผมอ่าน ผมมองว่า เป็นสิ่งดีครับที่ต้องนำหลักการความเป็นนักกฎหมายที่ต้องผสมผสาน (IS) และ (Ought) รวมเข้าด้วยกัน นัยที่กฎหมายที่เป็นอยู่กับกฎหมายควรจะเป็น และเมื่อศรีปราชญ์ต้องตายส่งให้เห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น
ผมสนับสนุนกับคำสอนของอาจารย์ จรัญ โฆษณานันท์ ที่สอนว่า ตุลาการ ควรมีการตรวจสอบได้ เพราะเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ดังโคลงกลอนของศรีปราชญ์
ถ้าเป็นไปได้เมื่อ ตุลาการ ถูกตรวจสอบมากขึ้น มันก็จะตรงกับคำสอนของลัทธิเต๋า ที่กล่าวโดยนัยว่า "การเป็นช่างตัดไม้ ไหนหรือจะสำคัญเท่า ช่างตัดเกลาเหลาไม้"
อาจรย์จรัญบอกว่าอาจารย์เป็นช่างเหลาไม้
ทิศทางการศึกษากฎหมายที่ อาจารย์ สมชาย ปรีชาศิลปกุล ลงในบทความว่าหลักสูตรนิติศาสตร์เป็นโรงเรียนเตรียมเนติฯก็ต้องตั้งคำถามว่า สภาพสังคมในห่วงเวลาปี2440ต้องการนักกฎหมายมาเพื่อสิ่งใด (ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล) จนทำให้เป็นผลให้ประเทศไทยสามารถยกเลิกการมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและศาลกงศุลของชาวต่างชาติ ได้รับเอกราชทางกฎหมายและการศาลกลับคืนมาโดยสมบูรณ์
แต่พื้นฐานการศึกษากฎหมายหาใช่เป็นกฎหมายไทยเลยกลับกลายเป็นการเอากฎหมายอังกฤษมาเอาชนะอังกฤษแล้วต่อมาก็ได้ปฏิรูปกฎหมายของไทยไปสู่หลักการกฎหมายแบบประมวลกฎหมาย
เมื่อมีประมวลกฎหมายเกิดขึ้นครั้นจะไม่ให้นักศึกษาทำความเข้าใจให้แต่ฉานในตัวบทก่อนกฎหมายคงใช้บังคับได้ไม่ครบเป็นแน่
ดังนั้นนักกฎหมายในยุคนั้น เมื่อจบมาและได้มีโอกาสถ่ายทอดสอนกฎหมายก็คงต้องมุ่งเน้นตามแต่สิ่งที่ท่านเรียนมา
หากเมื่อนักกฎหมายสายวิชาชีพ ตุลาการ อัยการ มีขั้นตอนที่ต้องตรวจสอบมากขึ้นผมเชื่อว่านักกฎหมาย สายวิชาการจะเป็นผู้ที่สั่งสอนนิติศาสตร์ต่อไปได้ดีที่สุดแน่นอน
ผิดพลาดประการใดหรือเนื้อหาไม่ครบถ้วนขอประธานโทษมา ณ โอกาสนี้ด้วย
สุดท้าย ครับถ้าเดินเข้าไปถามเด็กนักเรียนในห้องเรียนๆ หนึ่งว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรก็ต้องมีหลากหลายอาชีพที่เขาตอบ แต่ก็ต้องมีในจำนวนหนึ่งต้องบอกว่าอยากเป็นครู ผมว่าการที่นักศึกษาอยากเป็น หรืออยากประกอบอาชีพอะไรสุดแท้แต่เขาจะต้องเลือกเอง หากสภาวะสงครามอาจารย์ให้ความรู้เปรียบเหมือนมีด ที่ใช้ประกอบทำอาหารแต่ถ้าเค้าเลือกที่จะเอามีดนั้นออกไปรบตามสภาวะสังคมในยุดนั้นใครกันจะห้ามเขาได้ ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่แนะนำบทความดีๆให้อ่าน และชี้นำคาวมรู้ที่จะไปลับคมมีดทางปัญญาให้ผมถ้ามีอีกก็แนะนำด้วยนะครับเพราะผมสนใจศึกษากฎหมายแนวๆนี้ครับขอบพระคุณครับ
ขออนุญาตขอใหม่นะครับ ออกตัวสักนิดนะครับ ผมเป็นเพียงนักศึกษาในระดับ ปริญญาตรีปีที่ 3 ดังนั้นถ้าการแสดงความคิดเห็นยังไม่เข้าประเด็น หรือออกนอกลู่ทางไปบ้างคงเป็นเพราะความยังด้อยในวิชาการ และการแลกเปลี่ยนครั้งนี้คงหาได้หวังธงคำตอบที่เป็นการชนะหรือแพ้เพราะผมเองคงไม่อาจ มีความสามารถได้ถึงเพียงนั้น และแลกเปลี่ยนครั้งนี้เป็นความสนใจใคร่ศึกษาศาสตร์ทางด้านนี้เป็นการส่วนตัว ถ้าหากก้าวล่วงมิสมควรไปกราบขอประธานโทษมา ณ โอกาสนี้ด้วย
ขอย้อยกลับไปในวรรณคดีไทยเรื่องหนึ่งครับ เรื่องศรีปราชญ์ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าจะสื่ออะไรได้บ้างตามความเข้าใจ ในเหตุที่ศรีปราชญ์ต้องโดนตัดหัว
ในคืนวันลอยกระทงศรีปราชญ์ได้ดื่มสุราแล้วเมาจากนั้นก็เดินไปข้าง ๆ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์เพราะฤทธิ์สุรา ท้าวศรีฯ เห็นศรีปราชญ์มายืนข้างๆก็ไม่พอพระทัยจึงว่าศรีปราชญ์เป็นโคลงว่า
หะหายกระต่ายเต้น ชมจันทร์
มันบ่เจียมตัวมัน ต่ำต้อย
นกยูงหางกระสัน ถึงเมฆ
มันบ่เจียมตัวน้อย ต่ำต้อยเดียรฉาน
ศรีปราชญ์ได้ยินดังนั้นก็รู้ว่าพระสนมเอกได้หาว่าตนเป็นเดียรฉานจึงย้อนไปเป็นโคลงว่า
หะหายกระต่ายเต้น ชมแข
สูงส่งสุดตาแล สู่ฟ้า
ระดูฤดีแด สัตว์สู่ กันนา
อย่าว่าเราเจ้าข้า อยู่พื้นเดียวกัน
สนมเอกได้ฟังก็ไม่พอพระทัยจึงไปทูลฟ้องสมเด็จพระนารายณ์ฯ พระองค์จึงให้ศรีปราชญ์ไปอยู่ในคุกหลวงแต่ไม่ต้องไปทำงานเหมือนนักโทษคน อื่นๆ พระยารามเดโชเห็นดังนั้นจึงให้ศรีปราชญ์มาทำงานเหมือนนักโทษคนอื่นๆ ฝ่ายศรีปราชญ์นั้นเก่งแต่ทางโคลงมิได้เก่งทางด้านการใช้แรงงาน ทางสนมเอกฯ ได้ข่าวก็เสด็จไปที่ที่ศรีปราชญ์ขุดคลองอยู่ เมื่อพระสนมเอกได้ตรัสว่าศรีปราชญ์สมพระทัยแล้วจึงเสด็จกลับ แต่ต้องสวนกลับทางที่ศรีปราชญ์ได้ขนโคลนไปแล้ว พวกนางรับใช้ของพระสนมเอกหมั่นไส้จึงขัดขาศรีปราชญ์ ดังนั้นโคลนจึงหกใส่พระสนมเอกซึ่งมีโทษถึงประหาร แต่พระโหราธิบดีได้เคยทูลขอกับสมเด็จพระนารายณ์ฯ ว่า หากเจ้าศรีทำผิดแล้วมีโทษถึงประหาร ขอพระราชทานให้ลดโทษเหลือเพียงเนรเทศ ดังนั้นสมเด็จพระนารายณ์ฯ จึงเนรเทศศรีปราชญ์ไปเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งที่เมืองนครศรีธรรมราชนี้เองที่ศรีปราชญ์สามารถแสดงทักษะด้านกวีได้อีก เช่นกัน เพราะว่าท่านเจ้าเมืองเองก็มีใจชอบด้านกวีอยู่แล้ว และด้วยความเป็นอัจฉริยะของศรีปราชญ์นี้เองที่ทำให้ท่านเจ้าเมืองโปรดปราน เขา แต่แล้วศรีปราชญ์ไปมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับภรรยาน้อยของท่านเจ้าเมือง เข้า ท่านเจ้าเมืองโกรธมากและหึงหวงภรรยาน้อย จึงสั่งให้นำตัวศรีปราชญ์ไปประหารชีวิต ศรีปราชญ์ประท้วงโทษประหารชีวิตแต่ท่านเจ้าเมืองไม่ฟัง ซึ่งปัจจุบันเชื่อกันว่าสถานที่ประหารชีวิตศรีปราชญ์ตั้งอยู่ภายในโรงเรียน กัลยาณีศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรรมราช และก่อนที่เพชฌฆาตจะลงดาบประหารศรีปราชญ์ได้ขออนุญาตเขียนโคลงบทสุดท้ายไว้ กับพื้นธรณีว่า
โคลงบทสุดท้ายของศรีปราชญ์
ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน
เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนั้นคืนสนอง
เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ศรีปราชญ์ต้องตาย แต่จากบทความ ต้องมองว่าศรีปราชญ์เกิดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ถ้ากล่าวถึงกรุงศรีอยุธยา ก็จะเห็น กฎหมายตราสามดวง ศรีปารชญ์ถูกประหารทั้งที่พยายามทักท้วงโทษ แต่ก็หาเป็นผลไม่ จนต้องระบายออกเป็นโคลงกลอนกับพื้นธรณี เกิดอะไรขี้นกับกฎหมายในยุคนั้นครับ ที่อาจารย์บอกว่า นักกฎหมาย ผมขอใช่คำว่านักนิติศาสตร์ ควรต้องมี คุณธรรม จรรยา มารยาท แต่อาจารย์จรัญสอนว่าต้องเพิ่มความกล้าที่จะชี้ถูกผิดด้วย ผมเห็นด้วยกับอาจารย์แต่ที่อาจารย์บอกว่า อาจารย์ในอดีต ท่านก็ยังเห็นการไกลขนาดที่ได้มีการ เขียนไว้แล้วว่า คุณธรรมกับความเป็นนักกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก นักกฎหมายต้องมีคุณธรรม มิฉะนั้นก็จะถือเป็นเพียง "ผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมาย" ไม่ใช่นักกฎหมาย... แต่มีอาจารย์อีกท่านหนึ่งอธิบายว่า
"คำอธิบายว่าด้วยกดหมาย"ของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ซึ่งนิพนธ์ขึ้นดังแต่เดือนกันยายน รศ.118 (พ.ศ.2443) ที่กล่าวว่า
"เราจะต้องระวังอย่าคิดเอากดหมายไปปนกับความดีความชั่วฤาความยุติธรรม กดหมายเป็นคำสั่งเป็นแบบที่เราจะต้องประพฤติตาม แต่กดหมายนั้นบางทีก็ชั่วได้ ฤาไม่ยุติธรรมได้ความคิดว่าอะไรดี อะไรชั่วฤา อะไรเป็นยุติธรรม อะไรไม่ยุติธรรม มีบ่อเกิดขึ้นหลายแห่งเช่นศาสนาต่างๆ แต่กดหมายนั้นเกิดขึ้นได้แห่งเดียว คือจากผู้ปกครองแผ่นดิน ฤาผู้ที่ผู้ปกครองแผ่นดินอนุญาตเท่านั้น"
และที่อาจารย์พุดถึงหลักอิทภาท 4 ในกฎหมายตราสามดวง แล้วทำไมศรีปราชญ์ถึงต้องถูกประหารชีวิตครับ
สุดท้าย ถ้ากว้าล่วงสิ่งใดไม่ควรไป ต้องขอประธานโทษมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ผมง่วงนอนแล้ว เพราะอ่านหนังสือเตรียมสอบ เอาไว้อาจารย์เห็นสมควรชี้แนะอะไรเพิ่มเติมก็กรุณาผมด้วยนะครับ
Thank for academic discuss. Today I will prepare myself for study tomorrow. Sorry for not type in Thai, I use computer at a university. Tomorrow, I will discuss again.