"ความยอกย้อนในประวัติศาสตร์ของ บิดากฎหมายไทย" เล่มนี้ก็ดีครับ อธิบายที่มาที่ไปต่างๆ ได้ดี น่านับถือ ท่านอาจารย์สมชาย ที่ท่านศึกษาอะไรถึงแก่น และถึงรากจนวิเคราะห์สิ่งต่างออกมาได้ อย่างเป็นระบบ และมีหลักฐานอ้างอิง แม้ท่านจะเรียนจบจากธรรมศาสตร์ในยุคที่มีคนเคยบอกว่าเป็นยุคที่ประวัติศาสตร์กฎหมายถูกละเลยก็ตาม ผมว่าจนถึงปัจจัจุบัน(จากเอกสารที่ผมอ่านมา อาจจะยังไม่ครอบคลุมนะครับ)ยังไม่ค่อยมีนักกฎหมาย หันมาสนใจ วิพากษ์ และวิเคราะห์ระบบการเรียนการสอนกฎหมายของเราเองว่า ที่เป็น อยู่ในปัจจุบันนี้เป็นยังไง สิ่งนี้เองทำให้พลังในการศึกษานิติศาสตร์ไทยอ่อนด้อยลงไป ผมค่อนข้างเห็นด้วย กับทั้งท่านอาจารย์ฐาปนันท์ และ ท่านอาจารย์สมชาย ว่า เราถูกวิชาชีพครอบงำวิชาการครับ และเรามัวแต่หลงกับหัวโขน และค่านิยมของสังคม มหาวิทยาลัย กลายเป็นโรงเรียนเตรียม เนติบัณฑิต และแข่งกันว่าเราจะประสบความสำเร็จถ้าเด็กนิสิตนักศึกษาของเราสอบผ่านได้เยอะ
ว่าที่จริงการสอบเนติผ่านโดยตัวมันเองก็เป็นผลที่ชี้ได้เหมือนกันว่า ท่านนักกฎหมายผู้นั้นมีความรู้กฎหมายดี แต่นอกจากมีความรู้กฎหมายดีแล้ว ผมว่าเรายังต้องมีอะไรประกอบอีก คือคุณธรรม จรรยา มารยาท และการแสดงออกที่เหมาะสม นักกฎหมายเป็นผุ้ที่จะต้องใช้ความรู้ทางกฎหมายในการทำสิ่งต่างๆ ถ้าใช้ความรู้ไปในทางที่ผิดบ้านเมืองก็บรรลัย อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่เราเห็นอาจารย์สอนกฏหมายหลายท่านไปอิงกับฝ่ายการเมือง ในยุคที่เราเรียกว่า "อำนาจเป็นธรรม" จนเรสูญสิ้นความศรัทธาในตัวหลายท่าน เนื่องจากในยุคนั้น แม้สิ่งต่างๆ นั้นจะมีความถูกผิดอย่างไร ก็ไม่สน บรรดานักกฎหมายที่อิงกับฝ่ายการเมืองก็แก้กฎหมายให้รับใช้ผลประโยชขน์ของฝ่ายที่ตนสังกัดอยู่เป็นพอ ความยุติธรรมกับกฎหมายคงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่กฎหมายนั้นเป็นเครื่องมือไปสู่ความยุติธรรม ถ้าผู้ออกกฎหมาย ออกกฎหมายไม่เป็นธรรมแล้ว บ้านเมืองก็จะมีปัญหา แต่หากออกกฎหมายไม่เป็นธรรมแต่ยังมีผู้ใช้กฎหมายเป็นธรรมแล้ว บ้านเมืองก็ยังจะพอมีทางรอด และนี้เองเป็นที่มีของเหตุผลในการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย(เดี๋ยวจะเกินเลย)และการที่ผมให้ความสำคัญมากๆ กับเรื่องคุณธรรมของนักกฎหมาย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าบรรพจารย์สอนกฎหมายในอดีตนั้น แม้บ้านเมืองจะยังไม่ทันสมัยขนาดปัจจุบัน นักกฎหมายก็ยังไม่มีรายได้มากอย่างในปัจจุบัน สิ่งยั่วยวนต่างๆ ยังไม่เยอะขนาดในปัจจุบัน ท่านก็ยังเห็นการไกลขนาดที่ได้มีการ เขียนไว้แล้วว่า คุณธรรมกับความเป็นนักกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก นักกฎหมายต้องมีคุณธรรม มิฉะนั้นก็จะถือเป็นเพียง "ผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมาย" ไม่ใช่นักกฎหมาย...
สิ่งที่ท่านพระยาวิทูรธรรมพิเนตุ เขียนไว้ในอดีต และท่านอาจารย์จรัลได้กรุณาคัดลอกมาลงพิมพ์ในปกหนังสือ เรื่องนิติปรัชญากฎหมายไทย ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองของท่านนั้นจึงมีความหมายสำหรับผมมาก หรือ ถึงแม้เรื่องของหลักอินทภาษในกฎหมยตราสามดวงก็ตาม ผมถือเสมือนหนึ่งว่าเป็น ธรรมนูญของการศึกษากฎหมายทีเดียว ซึ่งน่าชื่นชมว่าท่านเล็งเห็นการณ์ไกล รวมทั้งท่านอาจารย์รุ่นใหม่ๆ อย่าง ท่านอาจารย์สมชายและท่านอาจารย์ ฐาปนันท์ ที่ท่านได้กรุณาเน้นให้เราเหล่าผู้ที่ศึกษษกฎหมาย เห็นความสำคัญของสิ่งนี้ขึ้นมา...