วิธีที่สองที่พวกผมจับกันก็คือเอาผ้าขาวม้าไปคลุมรูพังเหยแล้วหากิ่งไม้ไปแหย่รูเข้าออกของแย้ แย้มันจะหนีทางรูพังเหยก็จะไปเจอผ้าขาวม้ากระดุบๆก็คว้าคอมัน แต่วิธีนี้กระเจิงกันมาแล้วเมื่อคว้าคอได้รู้สึกว่ามันตัวโต เปิดผ้าขาวม้ากลายเป็นงูเห่าเล่นเอากระเจิง ฮา....

        สมัยเด็กๆเวลาพวกเราอยากไปดูหนังไทย คุณพ่อมักไม่อนุญาตบอกว่าชอบไปดูแต่เรื่องไร้สาระ(หนังไทยสมัยนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเพ้อฝัน พระเอกรวย นางเอกจน ต่อมานางเอกกลายเป็นลูกผู้ดีที่ตกยาก หรือไม่ก็นางเอกรวย พระเอกจน ต่อมาได้ความว่าพระเอกเป็นลูกผู้ดีได้รับมรดกมากมาย) คุณพ่อให้อ่านหนังสือ ท่านชอบที่จะให้ลูกๆเป็นนักอ่าน จึงซื้อหนังสือให้ตามที่ลูกขอ แต่การใช้เวลาว่างของพวกเราหาใช่อยู่ที่การอ่านหนังสืออย่างเดียวไม่ เพราะพ่อจะพาเราไปเที่ยวด้วยกันในวันหยุดพักผ่อน นัดญาติพี่น้องไปเที่ยวชายทะเลกันเป็นครอบครัวใหญ่ ทำกับข้าวไปกินกันที่ชายทะเล บางทีก็ไปหาของกินชายทะเล เราได้เรียนรู้ชีวิตไปในตัว

คุณอามักจะเอาปืนยาวลูกกรด .๒๒ ไปยิงนก ยิงกระรอก มาให้พวกเราได้กินกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกระรอกย่างขมิ้นเกลือ หรือแกงนกเครื่องรา  ถ้าได้เยอะเราก็ได้กินนกย่าง แถมถ้าไปชายทะเลเรามักจะได้กินแย้ซึ่งมีอยู่เยอะมาก ผมยังจำได้ว่าแย้จะมีรู้เข้าออก ๑ รู และมีรูหลบภัย ๑ รู ซึ่งเรียกว่ารูพังเหย การจับแย้จะมีสองวิธี คือ ดัก โดยใช้เครื่องมือคือไม้ไผ่เหลา ทำบ่วงไว้ ที่ปลายเหลาไว้ให้แหลมเสียบไว้ที่ใกล้ปากรูแย้ โดยให้บ่วงอยู่ที่ปากรู พอแย้ออกมาบ่วงก็จะรัดคอแย้ ส่วนวิธีที่สองที่พวกผมจับกันก็คือเอาผ้าขาวม้าไปคลุมรูพังเหยแล้วหากิ่งไม้ไปแหย่รูเข้าออกของแย้ แย้มันจะหนีทางรูพังเหยก็จะไปเจอผ้าขาวม้ากระดุบๆก็คว้าคอมัน แต่วิธีนี้กระเจิงกันมาแล้วเมื่อคว้าคอได้รู้สึกว่ามันตัวโต เปิดผ้าขาวม้ากลายเป็นงูเห่าเล่นเอากระเจิง ฮา....

อาสอนให้พวกเราจัดการกับแย้เป็นขั้นตอน อันดับแรกฟัดหัวแย้กับก้อนหิน มันแน่นิ่ง เอามีดกรีดหน้าท้อง เอามือสอดเข้าไปข้างลำตัวแย้แล้วดึงหนังพรืด...เหลือแย้ตัวแดงๆ เอามีดกรีดหน้าท้องเอาไส้มันออก จากนั้นก็สับให้ละเอียดมาผัดพริกใบกะเพรา สุดยอดแห่งความหวานอร่อยกว่าเนื้อไก่หลายเท่านัก แต่พวกเราจ๋อยเมื่อคุณพ่อสั่งห้ามพวกเรา ๕ คนพี่น้องเด็ดขาด ห้ามทำกะแย้อย่างนั้นมันทารุณ ห้ามฆ่ามันเด็ดขาด ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจนถึงบัดนี้เราไม่ได้ฆ่าแย้กันอีกเลย  

เวลาพวกเราไปเที่ยวชายทะเล กินอาหารเสร็จก็กลับเมื่ออาทิตย์ลับขอบฟ้าเป็นเวลาที่เหมาะสม

        บางครั้งวันอาทิตย์พวกเราก็นั่งร้องเพลงกันในบ้าน     โกไข่(โกไข่ที่ร้องเพลงกะนายสนนั่นแหละ)หรือน้องจุมของพวกเราก็จะใช้เครื่องเคาะ หรือไม่ก็เคาะโต๊ะเป็นจังหวะกลอง ผมก็เล่นกีตาร์มั่ง ร้องเพลงมั่ง พ่อแม่พี่น้องร้องกันทุกคน มีอยู่ครั้งหนึ่งพ่อบันทึกเสียงเอาไว้ โกไข่เขาเอาไปเก็บไว้ พอเจอเข้าเทปยังฟังได้ก็เลยเอามาบันทึกลงแผ่นซีดีแจกพวกเรา  สิ่งเหล่านี้นอกจากจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แล้ว ยังได้ความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัวอีกด้วย

        บางทีพวกเราตามอาไปสวนยางพารา ไปช่วยเก็บลูกยางพารามาเพาะเพื่อนำไปติดตา บางทีไปสวนทุเรียนซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ในสวนทุเรียนมีผักเหมียงมากมาย เราสนุกกับการเก็บผักเหมียง เดินป่า หาทุเรียนตามพื้น เพราะทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองจะต้องรอให้มันหล่นก่อนถึงจะเก็บกินได้ ทุเรียนทางใต้ถ้าต้นไหนกินอร่อยเขาจะตั้งชื่อของมันและจะเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย บางทีก็ต้องจองกันด้วย เช่น น้ำฟุ้ง นี่ตั้งตามสภาพเวลามันหล่นลงมาจะตกลงไปในคลอง หน้าหนำ ตั้งตามสถานที่ที่ต้นมันอยู่ตรงหน้าขนำ ที่ อ.กะปง มีทุเรียนที่ขึ้นชื่อมากที่สุดก็คือ สาลิกา จะได้กินแต่ละปีก็ต้องจอง เดี๋ยวนี้เจ้าของต้นก็เอามาเสียบยอดขายร่ำรวยไปแล้ว แต่สาลิกายุคปัจจุบันผมว่าอร่อยสู้ของเก่าไม่ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ตัดลูกจากต้นมาบ่ม  ความจริงแล้วสาลิกาก็ไม่ใช่ปลูกง่ายเพราะต้นมันบอบบาง ผมเคยเอามาปลูกแล้วไม่รอดสักต้น และปีนี้ก็ไม่ได้กินสาลิกาแม้แต่เม็ดเดียว แฮ่ะๆลืมจอง...อิอิ

        บางทีการใช้เวลาว่างให้มีประโยชน์ก็คงไม่ไปกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะต้องทำนั่นทำนี่ แต่น่าจะเป็นการกำหนดว่าจะเรียนรู้เรื่องอะไร หรือถ้าจะไปเที่ยวที่ไหนได้เรียนรู้เรื่องอะไรก็น่าจะถือว่าได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์บ้าง แต่ในยุคดิจิตอลเด็กๆสามารถเรียนรู้ผ่านคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต อยากได้ข้อมูลอะไรก็หาลุงกู(กูเกิ้ล) ก๊อบปี้แล้วเอามาวางในเอกสาร พิมพ์หน้าปกแล้วเอาไปส่งครู ข้างในเขียนว่าอะไรก็ไม่รู้เพราะไม่ได้อ่าน ฮา....

        เมื่อวานหยิบหนังสือรีดเดอร์ไดเจสต์มาอ่านเล่น ไปเจอข้อมูลที่น่าสนใจ เพราะเราพูดกันถึงการใช้เวลาว่างให้มีประโยชน์ แสดงว่าในยี่สิบสี่ชั่วโมงเรายังมีเวลาว่างจึงต้องใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีการสำรวจว่าถ้าวันหนึ่งมี ๒๕ ชั่วโมง เวลาที่เพิ่มขึ้นคนในประเทศไหนจะทำอะไรกันบ้าง ได้ข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ

คนสเปนน่ารักมากครับ ๕๐ % บอกว่าอยู่กับครอบครัว รองลงมาก็บราซิล แคนาดาและอังกฤษ แต่คนตุรกี ๔๑ %  บอกว่าจะไปออกกำลังคนอินเดีย ๕๐ % ตอบว่าทำงาน ส่วนพี่ไทยรู้ไหมครับตอบว่าไง พี่ไทย ๓๒ % ตอบว่า นอน ครับ..ฮา....

(ขอบคุณข้อมูลจากรีดเดอร์ไดเจสต์ ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๕๒)