เป็นความพอดีพองามตามความพร้อมของชาวบ้าน เต็มที่ก็มีเพียงขบวนกลองยาวนั่นแหละ คอยทำหน้าที่เป็นเครื่องดนตรีกำหนดจังหวะให้ดูคึกคักและครึกครื้น ภายในขบวนก็มีคนต่างวัยสนุกสนานสรวลเสเฮฮากันอย่างเป็นสุข เป็นการถ่ายโยงมรกดกสังคมจากคนต่างวัยไปในตัว

วันเข้าพรรษาปีนี้  ผมเชื่อว่าคนไทยในวิถีพุทธย่อมมีเส้นทางชีวิตที่ไม่ต่างกันนัก  ไม่ว่าจะเป็นการตักบาตรถือศีล  เวียนเทียน  ทำบุญทำทาน  ปล่อยนกปล่อยปลา  เที่ยวงานแห่เทียนพรรษาในจังหวัดใหญ่ๆ..ฯลฯ...


แต่สำหรับผมแล้ว  ปีนี้-ผมกลับเลือกที่จะพาตัวเองอยู่กับบ้านพักอย่างสงบเงียบ  เน้นการนอนพักผ่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ด้วยเชื่อว่านี่คือการนอนชดเชยวันเวลาที่ผ่านมา  หรือไม่ก็หยิบจับหนังสือมาอ่าน  พร้อมๆ กับการพยายามกระตุ้นตัวเองให้คิดปมเรื่องของหนังสือเล่มใหม่ให้เป็นรูปเป็นร่าง  จากนั้นค่อยพาตัวเองออกไปท่องเล่นตามร้านหนังสือในตัวเมือง

 

ครับ-ในวันแต่ละวันชีวิตก็ดำเนินไปเช่นนั้นแหละ  ซ้ำไปซ้ำมา  แต่ก็ไม่รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย  เพราะมันคือส่วนหนึ่งของความรักที่มีต่อจังหวะของการใช้ชีวิตเยี่ยงนั้น  พลอยให้รู้สึกว่า  การได้ทำในสิ่งที่รักและพึงใจนั้น  ช่างสุขสดใสยิ่งนัก  ขอเพียงสิ่งนั้นไม่ประหัตประหารคนอื่น  ผมว่าใครก็ตามเถอะ  ก็ไม่ควรรีรอที่จะทำในสิ่งที่ตนรัก  เพราะหากปล่อยเลยไปจนถึงวันพรุ่ง  ก็ไม่รู้หรอกว่า  เราจะยังมีโอกาสได้ทำในสิ่งนั้นอีกหรือไม่

 

ความสุขอยู่รายรอบตัวเราเสมอ  ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนิ่งพอที่จะแตะต้องสัมผัสได้หรือไม่  แต่สำหรับผมนั้น  วันหยุดในห้วงที่ผ่านมา  ผมสัมผัสได้อย่างชัดแจ้งว่า  ความสุขอยู่ไม่ไกลเกินใจสัมผัสต้อง  ทุกอย่างใจของเราเป็นผู้กำหนดเอง  ขึ้นอยู่กับว่าเราได้ยินเสียงของหัวใจเราหรือเปล่าเท่านั้นแหละ

 

ไม่เพียงเท่านั้นหรอกที่ผมสัมผัสกับความสุขในวิถีปัจจุบันของวันนี้  เพราะในห้วงแห่งการพักฟื้นชีวิตนั้น  ผมเองก็ไม่ลืมที่จะเรียกพลังตัวเองด้วยวิธีอันคุ้นเคย นั่นคือ  การคิดคำนึงถึงวันเก่าก่อนอันแสนงามในแผ่นดินมาตุภูมิของตัวเอง

บ้านที่ปัจจุบันมีเพียงพ่อกับแม่อาศัยอยู่

 

ครั้นกระโน้น-ผมยังคงเป็นแค่นักเรียนชั้นประถมหัวเกรียน  ก่อนไปโรงเรียนในแต่ละเช้า ต้องแวะมา “จังหัน”  ที่วัดเสมอ  ทำหน้าที่เป็นเด็กวัดให้แล้วเสร็จ  ทั้งการถวายของ ล้างบาตร บ้างจาน ปัดกวาดศาลา และนั่นยังรวมไปถึงการห่อข้าวไปทานมื้อเที่ยงที่โรงเรียนด้วย ...

ผมเป็นเด็กวัดประเภทที่ไม่ต้องนอนที่วัด  แต่เป็นประเภทมาวัดทุกวี่ทุกวัน  ไม่มาวัดก็เหมือนขาดหายอะไรไปสักอย่าง  จนกระทั่งชาวบ้านต่างก็ขนานนามให้เองว่าผมเป็น “เด็กวัด”  ซึ่งนั่นก็เป็นสถานะหนึ่งที่ผมภูมิใจ  เพราะไม่สม่ำเสมอจริงก็ไม่มีทางถูกขนานนามเช่นนั้นแน่

 

ผมคิดถึงวันเข้าพรรษาในสมัยที่ตัวเองยังเป็นเด็ก...
ตอนนั้น  ครูมักจะพานักเรียนไปจัดกิจกรรมกันที่วัด  เราต่างต้องแต่งกายด้วยชุดนักเรียน  เดินกันเป็นแถว  มีการถวายเทียนที่วัดพร้อมๆ กับการฟังธรรมเทศนา  บางปีก็มีการตอบปัญหาชิงรางวัลบ้าง  โดยมีของรางวัลจากเจ้าอาวาสเป็นสิ่งกำนัลคืนให้กับนักเรียน  และคำถามทุกคำถามก็ล้วนเกี่ยวเนื่องกับเรื่องพระพุทธศาสนาแทบทั้งสิ้น  ลูกหลานใครตอบได้  พ่อแม่ญาติพี่น้องบนศาลา  ก็พลอยได้ฉีกยิ้มอย่างเป็นสุข

 

ผมหลงรักบรรยากาศการแห่เทียนแบบเรียบง่ายของบ้านเกิดของตัวเองเป็นยิ่งนัก  ชาวบ้านและทางโรงเรียนจะพร้อมใจกันแห่เทียนรอบศาลาวัดสามรอบ (สมัยนั้นไม่มีพระอุโบสถ)  จากนั้นก็นำขึ้นถวายต่อพระสงฆ์ 

ขบวนแห่เทียนพรรษาในสมัยนั้น  ไม่ถึงขั้นประโคมเสียงแห่แหนด้วยเครื่องเสียงอันก้องกระหึ่มเหมือนทุกวันนี้  ไม่มีการตกแต่งอย่างหรูหราและเอิกเกริกเท่าใดนัก  เป็นความพอดีพองามตามความพร้อมของชาวบ้าน  เต็มที่ก็มีเพียงขบวนกลองยาวนั่นแหละ  คอยทำหน้าที่เป็นเครื่องดนตรีกำหนดจังหวะให้ดูคึกคักและครึกครื้น
  ภายในขบวนก็มีคนต่างวัยสนุกสนานสรวลเสเฮฮากันอย่างเป็นสุข  เป็นการถ่ายโยงมรกดกสังคมจากคนต่างวัยไปในตัว


มุมรกครึ้มแต่เย็นสบายหลังบ้านที่มีต้นหมากยืนต้นเป็นชีวิต

 

ครูที่โรงเรียนบอกย้ำก่อนถึงวันงานอย่างจริงจังว่า   การถวายเทียนพรรษา  เสมือนการทำทานด้วยแสงสว่าง  อานิสงส์ดังกล่าวจะอำนวยพรให้ตัวเรามีความฉลาดหลักแหลม  หูตาสว่าง (เรียนหนังสือป่อง)  ซึ่งนั่นต้องยอมรับว่า  ผลพวงที่แห่งการทำทานที่ยังมองไม่เห็นนั้น  เป็นแรงผลักที่ทรงพลังต่อการชวนให้เราได้มุ่งมั่นกับการเป็นส่วนหนึ่งในวิถีวัฒนธรรมนั้นอย่างไม่งอแง 

ครั้น
พอโตขึ้น  มุมคิดของเราก็เปลี่ยน  ผมไม่กลับไปวิพากษ์ว่าอานิสงส์นั้นมีจริง  หรือเกิดขึ้นจริงหรือไม่ 
รู้แต่เพียงว่า  กิจกรรมในวันนั้น เป็นกิจกรรมอันอุ่นใจและแสนงามของชีวิตที่ผมรักและชื่นชอบเป็นพิเศษ ...


ขณะที่พ่อก็ยังคงทำหน้าที่บอกย้ำเสมอว่า  ในห้วงฤดูฝนอันเป็นเทศกาลเข้าพรรษานั้น  พระสงฆ์สามเณรจะไม่สามารถเดินทางไปค้างแรม หรือจำวัดที่อื่นได้  หลักๆ ต้องปักหลักศึกษาพระธรรมให้แตกฉาน  และนำพาให้ชาวบ้านได้รับผลบุญ  ทั้งโดยการฟังธรรมและปฏิบัติธรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

 

ดังนั้น  ในเทศกาลเข้าพรรษานั้น  พอถึงวันพระเมื่อไหร่  ผู้หลักผู้ใหญ่  คนเฒ่าคนแก่ ก็มักนุ่งขาวห่มขาวไปถือศีลปฏิบัติธรรมและนอนค้างกันที่วัด  ผมเองก็เคยรบเร้าที่จะตามไปด้วยเสมอ  แต่พ่อก็ไม่วายใจอ่อนให้ติดตามไปด้วย  โดยบอกว่า “ที่วัดไม่มีอาหารเย็นให้ทาน  ต้องตื่นเช้ากว่าปกติ  และที่สำคัญ  กลางคืนมันน่ากลัว  เด็กๆ  จึงยังไม่ควรไปนอนที่วัด” ...

ก็แน่ล่ะ  ผมเป็นเด็กดีเสมอ  เมื่อพ่อไม่ให้ไปด้วย  ผมก็ไม่งอแงที่จะติดสอยห้อยตามไปด้วย  แต่พอถึงรุ่งเช้า  ผมก็จะกุลีกุจอไป “จังหัน”  บางวันถึงขั้นเข้าครัวช่วยแม่จับโน่นจับนี่ด้วยเลยก็มี ...


สวนครัวเฉพาะกิจหน้าบ้านที่แม่ปลูกและดูแลอย่างทะนุถนอม
แถมยังเป็นพื้นที่โลดแล่นของหลานๆ ..


 

บอกตามตรงเลยนะครับ  การไปจังหันในวันพระนั้น  ผมชื่นชอบเป็นอย่างมาก  เป็นความชื่นชอบตามประสาเด็กคนหนึ่งเท่านั้นแหละ  เพราะวันนั้นจะมีพิธีกรรมมากมายให้เราได้ร่วมปฏิบัติ  มีบทสวดยาวๆ ให้ฟังเพลินๆ ..มีอะไรต่ออะไรให้ยกถวายอย่างมากมาย  ซึ่งผมก็ชอบที่จะเข้าไปร่วมทำหน้าที่นั้นอย่างแข็งขัน

 

อีกอย่างที่ผมหลอกตัวเองไม่ได้เลยก็คือ  วันพระมักจะมีอาหารการกินเยอะแยะไปหมด  ขนมนมเนยก็มากมายให้เลือกทานได้อย่างเต็มพุง มันเป็นความสุขประสาเด็กตัวเล็กๆ  คนหนึ่งเท่านั้นแหละ  เพราะเรื่องขนมนมเนยนั้น  เป็นของวิเศษสำหรับเด็กทุกเชื้อชาติเสมอ ยากดีมีจนก็ล้วนแล้วแต่ชอบกินขนมด้วยกันทั้งนั้น-หรือคุณว่าไม่จริง ?

 

นอกจากนี้  ในบางปี  ผมเห็นว่าเพื่อนบ้านบางครัวเรือนยังคงนิยมที่จะบวชลูกชายในช่วงเข้าพรรษาด้วยเช่นกัน  เพราะเชื่อว่าการบวชเรียนในช่วงเข้าพรรษาจะได้รับอานิสงส์แรงกล้า  หนุนนำให้ชีวิตอยู่ดีมีสุข  บางรายออกพรรษาก็ลาบวชออกมาแต่งงานเลยก็มี ...


มันสำปะหลัง..พืชเศรษฐกิจปากท้องของชุมชน


 

นั่นคือ  ความสุขเล็กๆ  ที่สัมผัสและแตะต้องได้ด้วยใจเสมอมา
ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ขบวนแห่เทียนที่หมู่บ้านจะใหญ่โตเอิกเกริกกว่าแต่ก่อนหรือไม่ก็ตาม  ภาพชีวิตในวัยเด็กในวิถีแห่งการเข้าพรรษาในบ้านเกิดของผม  ก็ยังคงแจ่มชัดและงดงามเป็นที่สุด

 

และผมก็ไม่เคยคิดที่จะเป็นกบฏลบเรื่องราวอันแสนงามเหล่านั้นนั้นออกไปจากความทรงจำของตัวเองเลยแม้แต่น้อย...

.....

ปีนี้  ผมไม่มีโอกาสได้กลับไปสัมผัสบรรยากาศเช่นนั้นที่บ้านเกิดของตัวเอง  แต่กำลังคิดและหาทางออกสำหรับการนำพานิสิตไปทอดเทียนพรรษาตามวัดต่างๆ ที่อยู่รายรอบมหาวิทยาลัย  เป็นอีกครั้งที่ผมจำทำงานในแบบ "เอาใจนำพา...เอาศรัทธานำทาง"

เป็นงานที่ไม่มีงบประมาณ แต่จะใช้วิถีแห่งใจและศรัทธาเป็นพลังของการเคลื่อนขับ