ผลของการเยี่ยมบ้าน ได้เล่ามาแล้วหลายบันทึก รวมทั้งบันทึกฉบับนี้  เป็นเรื่องของน้องเหน่ง  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ มีน้องสาว ๑ คน กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ตามประวัติที่เรารู้จักน้องเหน่งเป็นเด็กดี ไม่ดื้อ การเรียนปานกลาง ฐานะทางบ้านและลักษณะที่อยู่อาศัย รวมถึงความเป็นอยู่ จัดว่าอยู่ในฐานะดี  ปีนี้น้องเหน่งได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าชั้น 

      บ้านของน้องเหน่งอยู่ติดกับบ้านตาและยาย  ผู้ปกครองของน้องเหน่งคือคุณพ่อคุณแม่รวมทั้งตาและยาย ตามีอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ยายขายก๋วยเตี๋ยวที่ร้านค้าตลาด อบต. ส่วนพ่อของน้องเหน่งเดิมเป็นพนักงานขับรถส่งสินค้า  คุณแม่เป็นแม่บ้าน  ปัจจุบันคุณพ่อและคุณแม่จะไปค้าขายผลไม้ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ กลับมาเยี่ยมลูกสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง  ถือว่าไม่ได้ทอดทิ้งลูก ๆ จนเกินไป 

      เมื่อมีการประชุมผู้ปกครองนักเรียนพ่อหรือแม่ของน้องเหน่งให้ความร่วมมือกับโรงเรียนดีมาก  ไม่เคยขาดการประชุม สนใจถามปัญหาการเรียนและพฤติกรรมของลูก ๆ คุณครูทั้งโรงเรียนชื่นชมว่าเป็นผู้ปกครองที่เอาใจใส่ดูแลลูกใกล้ชิด 

     จากวงสนทนาภายหลังการเยี่ยมบ้านน้องเหน่งเล่าว่า.."ผมอยากจะบอกกับคุณครู..ผมรู้สึกว่าผมหมดแรงเป็นบางครั้ง  ร่างกายอ่อนเพลีย  ไม่สามารถหยิบจับอะไรได้  สมองมึนงง  คิดอะไรไม่ออก  บางคืนช่วยพ่อแม่แบกสับปะรดจนถึงตีหนึ่งตีสอง แทบหมดแรง..แต่ไม่กล้าบอกพ่อแม่กลัวพ่อแม่จะว่าผมขี้เกียจเลี่ยงงาน  ข้าวปลาอาหารผมทานได้น้อยจังครับ" พูดไปน้ำตาไหลไปด้วย 

        เมื่อได้สังเกตใกล้ชิด  ร่างกายของน้องเหน่งเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป  ผอมเก้งก้างลักษณะคล้ายคุณพ่อของน้องเหน่ง  แต่ดวงตาค่อนข้างเหลือง มือซีดเหลืองและเย็นเฉียบ ให้ถอดถุงเท้าออก  สังเกตว่าเท้าซีดและเย็นเช่นเดียวกัน จึงได้เสนอแนะให้พ่อและแม่พาน้องเหน่งไปตรวจสุขภาพ 

      ขณะที่คนใดคนหนึ่งมีปัญหา  นักเรียนคนอื่น ๆ จะช่วยกันให้กำลังใจกับเพื่อน ๆ แสดงความห่วงใย ปลอบใจ เป็นการฝึกความอ่อนโยนและการแสดงออกด้วยความปราณี