
นี่เราทุกคนก็อยู่ในโลก โลกนี้มีอารมณ์สำหรับมากระทบ ทางตา ทางหู ฯลฯ นี้เรียกว่าโลก โลกนี้พอมากระทบแล้วก็เกิดผัสสะ เวทนา เราที่อยู่ด้วยกันในโลก ทุกคนเสวยเวทนานั้นในลักษณะที่ต่างๆ กันไป เคยชินไปในทางไหนมาก ก็สะสมความคิดเห็นไปในทางที่จะมีทิฏฐิอย่างนั้น คนอื่นก็มีทิฏฐิอย่างอื่น เราจึงพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะว่า เราถือเอาความหมายของสิ่งที่เรียกว่าเวทนานี้มันผิดกัน ผิดกันเป็นพวกๆ ไม่รู้ว่ากี่พวกต่อกี่พวก
ขอให้เข้าใจไว้ทีว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ว่า ทุกอย่างมันไปรวมอยู่ที่เวทนา ที่มันจะงอกออกไปเป็นนั่นเป็นนี่ เราต้องรู้เรื่องนี้ เราถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นอริยเจ้า ท่านสอนไว้อย่างนี้ เราได้ฟังแล้วก็มาทำให้มันตรงกับที่ท่านสอนไว้ จะเป็นการลองดูก็ได้ ว่ามันจริงหรือไม่จริง
เวทนาเกิดแล้ว มันก็ทำให้เกิดความคิดที่เป็นทิฏฐิต่างๆ ได้ เกิดทุกข์ได้ เกิดอะไรได้ แล้วทำให้เกิดอวิชชาได้ เป็นครั้ง เป็นครั้ง เป็นครั้ง ไปจนชิน ชินเข้า เป็นความเคยชินที่จะเกิดอวิชชาชนิดนั้นมาทันทีทันควัน จนคนโง่บางพวกเข้าใจไปว่า อวิชชาเป็นสิ่งที่นอนรออยุ่แล้วในสันดาน มันกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไปอีกแบบหนึ่ง อวิชชาเพิ่งเกิด แต่ว่า เกิดเร็วเกินไปจนคนนี้ไม่รู้ว่ามันเพิ่งเกิด คิดว่ามันเกิดอยู่แล้ว รออยู่แล้ว นอนรออยู่เป็นประจำในสันดาน
นี่พูดมาตั้งชั่วโมงแทบจะไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ถ้าฟังไม่ถูก ถ้าฟังถูกก็คงจะได้เรื่องสักหน่อยหนึ่งว่า ทุกเรื่องในโลกนี้ ทุกเรื่องของมนุษย์นี้ จะเป็นเรื่องอะไรก็ตามใจของมนุษย์นี้ มีจุดตั้งต้นหรือจุดสำคัญอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่าเวทนา ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเวทนา ทุกอย่างไม่มีความหมาย แม้แต่โลกนี้ก็จะไม่มีความหมาย เพราะว่า เราอยู่ในโลกนี้เพื่อแสวงหาสุขเวทนา อุตสาห์เกิดมา ศึกษาเล่าเรียน ทำการงานนั่นนี่ จนกว่าจะตาย เพราะเป็นทาสของเวทนา ต้องการสุขเวทนา แต่แล้วเวทนานี้ เป็นเหตุให้เกิดอะไรอีกมากมาย เกิดความคิดผิด คิดถูก ให้มีทุกข์มากขึ้น หรือให้มีทุกข์น้อยลงได้ทั้งนั้น คือไปผิดก็ได้ ไปถูกก็ได้ แล้วก็มีการเตรียมตัวสำหรับที่จะจัดให้มันเป็นไปในทางถูก