เหนือวิทยาศาสตร์ ๑๒

dhanarun
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

          นี่เราทุกคนก็อยู่ในโลก  โลกนี้มีอารมณ์สำหรับมากระทบ ทางตา  ทางหู ฯลฯ  นี้เรียกว่าโลก  โลกนี้พอมากระทบแล้วก็เกิดผัสสะ  เวทนา  เราที่อยู่ด้วยกันในโลก  ทุกคนเสวยเวทนานั้นในลักษณะที่ต่างๆ กันไป  เคยชินไปในทางไหนมาก ก็สะสมความคิดเห็นไปในทางที่จะมีทิฏฐิอย่างนั้น  คนอื่นก็มีทิฏฐิอย่างอื่น  เราจึงพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง  เพราะว่า เราถือเอาความหมายของสิ่งที่เรียกว่าเวทนานี้มันผิดกัน  ผิดกันเป็นพวกๆ ไม่รู้ว่ากี่พวกต่อกี่พวก

          ขอให้เข้าใจไว้ทีว่า  พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ว่า  ทุกอย่างมันไปรวมอยู่ที่เวทนา  ที่มันจะงอกออกไปเป็นนั่นเป็นนี่  เราต้องรู้เรื่องนี้  เราถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นอริยเจ้า  ท่านสอนไว้อย่างนี้  เราได้ฟังแล้วก็มาทำให้มันตรงกับที่ท่านสอนไว้  จะเป็นการลองดูก็ได้  ว่ามันจริงหรือไม่จริง

          เวทนาเกิดแล้ว มันก็ทำให้เกิดความคิดที่เป็นทิฏฐิต่างๆ ได้  เกิดทุกข์ได้ เกิดอะไรได้ แล้วทำให้เกิดอวิชชาได้  เป็นครั้ง เป็นครั้ง เป็นครั้ง ไปจนชิน  ชินเข้า เป็นความเคยชินที่จะเกิดอวิชชาชนิดนั้นมาทันทีทันควัน  จนคนโง่บางพวกเข้าใจไปว่า  อวิชชาเป็นสิ่งที่นอนรออยุ่แล้วในสันดาน  มันกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไปอีกแบบหนึ่ง  อวิชชาเพิ่งเกิด  แต่ว่า เกิดเร็วเกินไปจนคนนี้ไม่รู้ว่ามันเพิ่งเกิด  คิดว่ามันเกิดอยู่แล้ว รออยู่แล้ว นอนรออยู่เป็นประจำในสันดาน

          นี่พูดมาตั้งชั่วโมงแทบจะไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร  ถ้าฟังไม่ถูก  ถ้าฟังถูกก็คงจะได้เรื่องสักหน่อยหนึ่งว่า  ทุกเรื่องในโลกนี้  ทุกเรื่องของมนุษย์นี้  จะเป็นเรื่องอะไรก็ตามใจของมนุษย์นี้  มีจุดตั้งต้นหรือจุดสำคัญอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่าเวทนา  ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเวทนา  ทุกอย่างไม่มีความหมาย  แม้แต่โลกนี้ก็จะไม่มีความหมาย  เพราะว่า เราอยู่ในโลกนี้เพื่อแสวงหาสุขเวทนา  อุตสาห์เกิดมา ศึกษาเล่าเรียน  ทำการงานนั่นนี่  จนกว่าจะตาย  เพราะเป็นทาสของเวทนา  ต้องการสุขเวทนา  แต่แล้วเวทนานี้  เป็นเหตุให้เกิดอะไรอีกมากมาย  เกิดความคิดผิด  คิดถูก  ให้มีทุกข์มากขึ้น หรือให้มีทุกข์น้อยลงได้ทั้งนั้น  คือไปผิดก็ได้  ไปถูกก็ได้  แล้วก็มีการเตรียมตัวสำหรับที่จะจัดให้มันเป็นไปในทางถูก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Dhanarun's Diary



ความเห็น (0)