การทำลายป่าไม้ในพื้นที่ 1 ไร่ จะก่อให้เกิดความเสียหายในพื้นที่คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 150,942.70 บาท

ปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่อนุรักษ์มีมาอย่างยาวนานและมีอยู่ทุกภูมิภาค


ส่วนใหญ่ถ้าชาวบ้านถูกจับก็จะถูกฟ้องคดีอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกพร้อมกับขับไล่ออกจากพื้นที่
แต่ในยุคที่กระแสโลกร้อนขยายวงไปทั่วโลก แนวคิดนี้ได้มีการนำมาใช้กับการบุกรุกพื้นที่ป่าด้วย


วันนี้จะยังไม่พูดถึงความเหมาะสม ความเป็นธรรม สิทธิชุมชน หรือความถูกต้องทางกฎหมายว่าป่าบุกรุกคน หรือคนบุกรุกป่า


แต่จะยกกรณีตัวอย่างที่มีชาวบ้านบุกรุกทำลายพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า นอกจากจะถูกฟ้องคดีอาญาแล้ว ยังถูกฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายอีกรายละหลายล้านบาท

หน่วยงานที่กำหนดวิธีการคำนวณค่าเสียหายเพื่อให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาล  คือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช


เราลองมาดูกันว่าเขามีหลักเกณฑ์ วิธีการคิดอย่างไร
1. การสูญหายของธาตุอาหาร คิดเป็นมูลค่า 4,064.15 บาท ต่อไร่ ต่อปี
2. ทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน 600 บาท ต่อไร่ ต่อปี
3. ทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ 52,800 บาท ต่อไร ต่อปี
4. ทำให้ดินสูญหาย 1,800 บาท ต่อไร่ ต่อปี
5. ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น 45,453.45 บาท ต่อไร่ ต่อปี
6. ทำให้ฝนตกน้อยลง 5,400 บาท ต่อไร่ ต่อปี
7. มูลค่าความเสียหายทางตรงจากป่าสามชนิด คือ
7.1 การทำลายป่าดงดิบ ค่าเสียหายจำนวน 61,263.36 บาท ต่อไร่
7.2 การทำลายป่าเบญจพรรณ ค่าเสียหายจำนวน 42,577.75  บาท ต่อไร่
7.3 การทำลายป่าเต็งรัง  ค่าเสียหายจำนวน 18,634.19 บาท ต่อไร่

เมื่อนำมูลค่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม (ข้อ 1-6) จำนวน 110,117.60 บาท ต่อไร ต่อปี มารวมกับความเสียหายทางตรงจากป่าทั้งสามชนิด (ข้อ 7.1-7.3) ซึ่งคิดเป็นความเสียหายต่อไร่ ต่อปี จำนวน 40,825.10 บาท จะพบว่าในหนึ่งปีการทำลายป่าไม้ในพื้นที่ 1 ไร่ จะก่อให้เกิดความเสียหายในพื้นที่คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 150,942.70 บาท แต่ในการฟ้องครั้งนี้กรมอุทยานฯคิดค่าเสียหาย 150,000 บาทต่อไร่

คดีแบบนี้หลายคดีศาลได้มีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง ตามที่กรมอุทยานฯฟ้องร้องแล้ว


ก็ต้องบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ของคดีที่เกี่ยวกับโรคร้อนได้เลยล่ะครับ