เมื่ออังคารก่อนมีโทรศัพท์มาหาเมื่อเวลาประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ เป็นเสียงผู้ชาย โทรมาหา แล้วก็แนะนำตัวเองว่าได้พบข้อมูลจาก internet ที่เราเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่ลูกไปโรงเรียนวันแรกไว้ แล้วน้องเค้าก็เลยสนใจ จะเชิญไปสัมภาษณ์ พูดคุย....เราก็ต๊กกะใจสิ  เอ๊ย!!! น้องขามีคนอื่นมั้ยน้อง เพราะมีอีกหลายคนที่น่าสนใจนะ พี่จะหาให้  น้องก็ยืนยันว่าไม่เปลี่ยนใจ แถมเพิ่มความไม่มั่นใจให้เราอีกว่า เราจะมีประโยชน์กับรายการน้องเค้าจริงหรือนี้ ตรงที่น้องเค้ารายงานตัวว่า ผมชื่อรุจน์นะครับ จากบริษัททีวีบูรพา  ...โอ้โห!! รายการระดับนี้ เราจะอย่างไงเนี่ย....น้องเค้าก็นัดวันเสาร์ให้ไปเจอกันที่กรุงเทพ  เราก็ยังบอกว่าเปลี่ยนใจได้นะ พี่ไม่ว่าอะไร  น้องก็ขำๆ ...ก็พอวางหูเสร็จ ตื่นเต้นมากแล้วก็น้องซิลที่ทำงานอยู่ด้วยก็งงว่า พี่กบเป็นอะไรเนี่ย..เลยเล่าให้น้องฟัง แล้วก็สั่งไว้ว่าอย่าเพิ่งพูดไปนะ เผื่อน้องเค้าเปลี่ยนใจ อายจัง...คืองงบวกกับไม่นึกว่าจะได้รับโอกาสขนาดนี้ในชีวิต เพราะการเขียน blog ก็เป็นบันทึกความทรงจำของแม่ขี้ลืมคนหนึ่งที่เก็บเรื่องไว้ให้ลูกอ่านตอนโต  เท่านั้นเอง

   ก็โทรเล่าให้แม่ฟังอีกคน  แม่ก็ตื่นเต้น แต่คุยไปคุยมาเริ่มต่อยอดกังวล...กบเค้าหลอกเรารึเปล่า ระวังโดนหลอกนะลูก เออ!! แน่ะ เราก็เลยนึกต่อว่าจะมีอะไรให้น้องเค้าหลอกล่ะ  เงินรึก็ไม่มี  หลอกไปทำมิดีมิร้ายรึก็ไม่สวย  จะหลอกเอาอะไร๊แม่เอ๊ย..ง  แต่พอนึกประโยคว่า หาใครไปเป็นเพื่อนด้วยสิ เลยอ๋อ!!  สงสัยอยากเป็นเพื่อนแหง๋มๆ

    แล้วพอกลางคืนประมาณ สองทุ่มน้องรุจน์ก็โทรมาอีกรอบ คุยนัดวันเวลาแล้วก็เลยคุยเรื่องการแต่งตัวที่เหมาะสม..น้องก็บอกตามสบายเลยครับพี่ เป็นการพูดคุยร่วมกับอีกครอบครัวหนึ่ง  เลยบอกน้องว่าพี่ไม่มีกระโปรงนะ งั้นพี่ใส่กางเกง เสื้อยืดได้เลยใช่มั้ย  น้องก็ขำๆบอกได้เลยครับพี่ขอแค่ไม่เป็นกางเกงขาสั้นเท่านั้น ก่อนวางสายเราก็ยังยืนยันเจตนาเดิม  น้องคะเปลี่ยนใจได้นะค่ะ...แต่แล้วน้องรุจน์ก็ยังหลงผิดอยู่ยืนยันตามเดิม...อิ อิ

   สาวกอหญ้าก็ตื่นเต้นมาก ..หนูอยากออกทีวี ก็ขนาดสั่งไว้ว่าอย่าเพิ่งเล่าให้ใครฟังนะลูก      ตกเย็นวันรุ่งขึ้นกลับมาจากโรงเรียนเธอบอกว่าเล่าให้เพื่อนฟังแล้ว  พ่อแม่ยังปิดปากเงียบไว้ จนวันศุกร์น้องก็โทรมายืนยันอีกครั้งถึงจุดนัดพบ  ก็โอเคเช้าวันเสาร์ออกเดินทางกันพ่อแม่ลูกและยาย..ผู้ไปเป็นเพื่อน

   ไปถึงจุดนัดพบที่โรงเรียนปิยะมิตร น้องๆก็มารอรับน่ารักกันดีมาก ก็เจอพี่มาร์ พี่หมอรุจน์ แล้วก็ทีมงาน สาวกอหญ้าก็ยืนบิดนิ้วเขินอยู่พักใหญ่ ก็เลยเล่าให้น้องๆฟังว่าเนี่ย แม่พี่เค้ากลัวว่าจะโดนหลอกมา  น้องก็ขำกันใหญ่เลย...ก็เลยเก็บบรยากาศการถ่ายทำมาให้ดูกันว่าสบายๆแต่จริงๆแล้วทีมงานก็มีการเตรียมสคริปไว้ประมาณ 2 หน้ากระดาษสำหรับพิธีกร คือ น้องรุจน์ (ที่ทีมงานเรียกกันว่าพี่หมอรุจน์) แล้วก่อนถ่ายน้องก็บอกว่าพูดคุยเหมือนมาคุยกันสบายๆ แต่ไม่ได้เตรียมคำตอบอะไรไว้ล่วงหน้านะค่ะ ในมุมมองเราก็คือเหมือนน้องเป็น FA แล้วเราเป็นผู้เล่าเรื่อง โดยมีตากล้องเป็น notetaker แล้วมีผู้ควบคุมกำกับนั่งฟังเรื่องราวแล้วถ้าไม่ครบ หรือยังไม่ได้ concept น้องที่กำกับก็จะบอกว่าขาดเรื่องนั้นเรื่องนี้  อยากได้ประเด็นประมาณไหน  ก็เป็นอันเสร็จสิ้นประมาณก่อนเที่ยง ไม่ยุ่งยากอะไร

  แล้วก็มีแผนกฉากที่ให้แสงที่พี่มาร์นั่งผิงอยู่ แล้วตอนหลังก็มีสาวกอหญ้าไปช่วยจับให้แทน  เลยบอกพี่เค้าไว้ว่าปิดเทอมจะส่งมาฝึกงานกัน

  ก่อนกลับก็ถ่ายรูปร่วมกัน แล้วก็ได้เสื้อกบนอกกะลา และหนังสือของบริษัทอีกปึกใหญ่เป็นที่ระลึก  สาวกอหญ้าเลยขอลายเซ็นต์พี่ๆมายืนยันหลักฐานอีกทีว่าไม่ได้ซื้อมาเองนะเนี่ย น้องก็ขอบคุณกันยกใหญ่ แต่จริงๆแล้วก็เลยบอกน้องว่า แค่นี้บ้านพี่ก็คุยกันได้อีกหลายเดือนแล้ว  น้องเอ๊ย ...

น้องหมอรุจน์ คุณพ่อผู้ร่วมรายการ ตัวเรา สาวกอหญ้า พ่อสาวกอหญ้าและน้องมาร์

พี่มาร์..สาวกอหญ้า แล้วก็พี่หมอรุจน์