บางครั้ง คนเราไม่จำเป็นต้องสมหวังในสิ่งที่รักหรือชอบเสมอไป แต่หากมองอีกด้าน การที่เรามีความสุขและทำสิ่งที่เป็นอยู่ให้มีคุณค่ามากที่สุด ทำหน้าที่ทุกๆวันให้ดีที่สุด ก็จะทำให้เรามีความสุขได้ และที่สำคัญทำให้คนอื่นมีความสุข...... นั่นคือความหมายของ "มนุษย์"...

วันนี้ขอนำเรื่องเล่าจากพยาบาลรพ.อุทุมพรพิสัยท่านหนึ่ง  มาฝากทุกๆท่าน ค่ะ ขอให้เรียนรู้จากเรื่องเล่านะคะ ... 

 

ต้องใช้เงินสักเท่าไหร่หล่ะ ลองไปสืบดูซิแล้วมาบอกอาจารย์แล้วกัน

  นี่เป็นประโยคสวรรค์สำหรับฉันเลยเมื่อใกล้จะเรียนจบระดับมหาวิทยาลัย เนื่องจากเห็นรุ่นพี่ที่เรียนจบแล้วไปสอบทำงานเป็นแอร์โฮสเตสหลายคน   และด้วยเหตุผลที่แม่ไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุนงบประมาณ ฉันจึงนำเรื่องนี้ไปปรับทุกข์กับอาจารย์ที่ปรึกษา 

แต่ท้ายสุดแล้ว  เดือนมีนาคม 2542 ฉันก็ต้องมาทำงานในสาขาที่เรียนมาที่โรงพยาบาลอุทุมพรพิสัย  จ.ศรีสะเกษ   และก็ได้รู้ถึงคุณค่าของวิชาชีพที่ร่ำเรียนตั้ง 4 ปีนั้นว่ามีประโยชน์อย่างมากมายในการเติมเต็มกระบวนการดูแล  รักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย  อีกทั้งยังเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนในชนบทที่ห่างไกล   ขาดแคลนบุคลากรด้านกายภาพบำบัด  ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าหากต้องรับบริการด้านนี้ต้องไปที่โรงพยาบาลจังหวัดหรือไม่ก็โรงพยาบาลเอกชนหรือคลินิกเท่านั้น

ทุกบ่ายของวันจันทร์ถึงวันเสาร์  หลังจากที่ทีมพยาบาลได้อาบน้ำทำความสะอาดให้ผู้ป่วย  เป็นเวลาที่เจ้าหน้าที่จากงานกายภาพบำบัดต้องขึ้นให้บริการผู้ป่วยในหอผู้ป่วยทั้ง  3 รวมทั้ง   ศรีด้วย ทำแล้วจะดีขึ้นเหรอหมอ  เห็นเค้าบอกว่าไม่มีความหวังแล้ว  ไม่รู้มันจะกลับมาเดิน  นั่งได้อีกหรือเปล่า  ปล่อยตามยถากรรมเถอะแต่ด้วยความหวังลึก ๆ  ของคนทำงานหรืออาจจะเป็นว่า เรามีความรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูสภาพหรือเปล่าทำให้ฉันคิดว่า การได้ทำอะไรบ้างยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย  สภาพหัวฟู  ยุ่งเหยิง ถูกมัดที่ข้อมือทั้งสองข้าง  ดิ้นไปดิ้นมาบนเตียง  และมีสายให้อาหารทางสายยางที่จมูก  รวมทั้งสายน้ำเกลือนั่นอีก   

คนนี้ชื่ออะไร  คนที่ถามชื่ออะไรก่อนให้บริการทุกวันก็ต้องเริ่มต้นด้วยการถามประโยคเดิม  ๆ กับศรี  และตามด้วยการพาศรีนั่ง  ฝึกการทรงตัว  ฝึกการใช้มือและแขนค้ำยันเพื่อป้องกันการล้ม  จนกระทั่งเมื่อ 4 เดือนผ่านไปสายต่าง ๆในตัวศรีเริ่มลดลง  และนั่งได้ดีในเวลาต่อมา เวลานั่งตัวไม่โยกเยก  ก็ได้เริ่มพาศรีลงเกาะยืนข้างเตียง เดินรอบเตียง ฝึกเดินรอบๆ ระเบียงบนหอผู้ป่วย แรก ๆ พี่ชายของศรีผู้ซึ่งเป็นหลักในการดูแลศรี ก็ต้องจับและประคองมือทั้งสองข้างของศรี พาฝึกออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าขาและกล้ามเนื้อก้น   ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อหลักในการทรงท่า  ทรงตัวเพื่อยืนอยู่ให้ได้  เมื่อเวลาผ่านไปก็เหลือเพียงมือเดียวประคอง  และไม่ต้องจับประคองศรีเลย   ศรีก็ไม่ล้มแล้ว  เวลาถามคำถามกับศรีแต่ก่อนการใช้คำถามก็ต้องคิด  ต้องเป็นคำถามที่ให้ศรีตอบด้วยภาษากาย  ใช้การพยักหน้าว่าใช่หรือไม่  เช่น   พาศรีเดินมาได้ซัก  3 – 4  เมตรก็ถามศรีว่า  เหนื่อยแล้วใช่มั้ย  ? ”เพื่อให้ศรีพยักหน้าว่าใช่หรือไม่ใช่  แต่เมื่ออาการดีขึ้น สามารถพูดคุยรู้เรื่อง  ก็เปลี่ยนคำถามเพื่อให้การพูดคุยได้ใช้ความคิดประมวลผลมากขึ้น  เช่น วันนี้ศรีจะเดินไปถึงตรงไหนเอ่ย ?” ศรีตอบว่าเดินให้ถึงบ้านของศรีเลยดีมั้ยคะ

จากคำตอบก็พอจะทราบว่าศรีอยากกลับบ้านมาก  แต่เห็นว่ารอให้พี่ชายของศรีเรียนทำอาหารปั่นจากโภชนากรของโรงพยาบาลให้ชำนาญก่อนตามหลักปราศจากเชื้อ  ส่วนโปรแกรมทางกายภาพบำบัดนั้นได้รับไปหมดแล้ว คงเหลือแต่การติดตามประเมินการใช้ชีวิตในชุมชนที่เคยอยู่ 7 เดือนกับอีก 15 วัน ศรีถูกจำหน่ายกลับบ้าน ตอนหลังได้ร่วมติดตามเยี่ยมบ้านกับทีมทำให้ทราบว่า  ศรีได้เข้าโรงเรียนแล้ว  ก็ทำให้ซาบซึ้งใจเป็นอันมาก  หากนึกถึงวันแรกและประโยคแรกที่ได้ฟัง บอกได้คำเดียวว่าเป็นช่วงเวลาที่หัวใจพองโต  ทำให้ได้แง่คิดว่า    ภาวะสิ้นหวังของคนอื่นหรือหลาย ๆ คน  หากได้รับการถามไถ่  พูดคุย บอกกล่าวให้กำลังใจอยู่เสมอ  บอกแนวทางที่ถูกต้องและปฏิบัติอย่างเนื่อง  มีการประเมินจากผู้รู้  ทำให้เห็นความก้าวหน้าในแต่ละวัน  ก็เป็นการจุดประกายความหวังเล็ก   ๆ ให้กับผู้อื่นหรือผู้รับบริการได้

ปลายปี  2544 ผลจากการทำงานด้านนี้ก็ทำให้ฉันได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน  3 ของคนไทยและเพื่อน ๆ ต่างชาติอีก 12 คนในการเข้าร่วมโครงการของสถาบันราชานุกูลที่จัดร่วมกับ  Japan  League ของประเทศญี่ปุ่นในขณะนั้น ที่ทำโครงการเกี่ยวกับเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ ซึ่งต้องสอนญาติหรือผู้ดูแลให้ดูแลเด็กเหล่านั้นให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ใกล้เคียงเด็กปกติที่สุด  แต่ยังขาดการเสริมศักยภาพในทางที่ถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งเรามักพบว่าเด็กกลุ่มนี้มักถูกละเลย  หลงลืม  มองไม่เห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ที่สามารถฟื้นฟูได้ นอกจากนั้นยังได้มีส่วนช่วยหารถเข็นซึ่งเป็นกายอุปกรณ์ที่จำเป็น  ฝึกการใช้ การดูแลรักษาให้  และก็ทำให้ฉันได้นั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรก  ...ในชีวิต

นั่นใช่แท่ง  ศักดิ์สิทธิ์  แท่งทอง หรือเปล่า  มองไม่ชัดเลย  หล่อจังเลยครั้งแรกที่ได้นั่งเครื่องบินและก็ได้เจอดาราด้วย ช่างโชคดีจริง ๆ และก็ได้เห็นแอร์โฮสเตสสวย ๆ เดินให้บริการผู้โดยสารบนเครื่องบิน  ทำให้ฉันนึกถึงประโยคที่ฉันเคยอ่านและใช้เป็นแง่คิดในการดำเนินชีวิตเสมอมาว่าแม้ไม่ได้ทำในสิ่งที่รัก  ก็ขอให้รักในสิ่งที่ทำและทำอย่างเต็มที่เต็มศักยภาพน่าจะทำให้ฉันได้พบสิ่งที่ดี มีความสุขได้   และในการทำงานก็ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาร่วมเป็นทีมงานให้บริการผู้ป่วยที่มีอยู่มากมายตามโรงพยาบาลชุมชน ตามหมู่บ้านซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า  ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการด้านนี้  หรือหากได้รับก็ขาดความต่อเนื่อง  เช่น  เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า  เด็กพิการทางสมอง (Cerebral Palsy)  ผู้ป่วยอัมพฤกษ์  อัมพาต  ผู้ป่วยหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท  ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ที่หากไม่ได้รับการรักษา ส่งเสริมด้านการฟื้นฟูสภาพอย่างถูกต้องและทันเวลาก็อาจทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นคนพิการอย่างถาวรในที่สุด

และใครจะคาดคิดว่า ...ในเวลาต่อมางานที่ทำก็ส่งผลให้ฉันได้นั่งเครื่องบินอีกหลายต่อหลายครั้ง และเกือบทุกครั้งฉันก็ไม่ลืมที่จะแอบดูแอร์โฮสเตสสาวสวยที่ฉันอยากเป็นพร้อมอมยิ้มอย่างสุขใจเหนือคำบรรยายคนเดียว ...

 

 

 

 

นางอารยา    มุกดาหาร

นักกายภาพบำบัด ปฏิบัติการ 

โรงพยาบาลอุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ