พาหนะประจำตัวผมในสมัยเรียนหนังสือระดับปริญญาตรี หรือ โท คือ "รถจักรยาน" เพียงแต่ต่างกันตรงนี้ ตอนเรียนปริญญาตรีที่พิด'โลก เป็นจักรยานแบบผู้หญิงขี่ มือสอง ซื้อต่อจากรุ่นพี่ตอนปี ๑ และหายไปตอนก่อนจบไม่กี่วัน ... พอมาเรียนปริญญาโท ที่เชียงใหม่ ผมก็มีพัฒนาการมากขึ้น คือ เป็น "รถจักรยานเสือภูเขา" มือ ๑ ที่ใช้เงินจากทุนรอนของครอบครัวซื้อให้ไว้เป็นพาหนะในการเรียนระดับมหาบัณฑิต

บางคนที่ไม่รู้จักผม อาจจะนึกว่า ผมอายุสัก ๔๐ หรือ ๕๐ ปี หรือไม่ก็คิดว่า สมัยที่ผมเรียน รถประเภทอื่น ๆ คงยังไม่แพร่หลาย ... แต่ผมยังอายุไม่ถึงขนาดนั้น ผมแค่เลือกใช้พาหนะเท่าที่เงินของครอบครัวจะพอมีเท่านั้น จะให้ผมเลือกซื้อรถเครื่อง ฐานะผมคงไม่สามารถซื้อได้ขนาดนั้น

หลายคนคิดว่า ผมคงจะเหนื่อยน่าดู แต่ทราบไหมว่า ผมกลับไม่เคยเดือดร้อนใจเรื่องนี้ ผมขอแค่ไม่ไหนมาไหนโดยไม่ต้องเดิน หรือ ให้ใครเดือดร้อน หรือ ต้องอาศัยติดรถคนอื่นไปโน้นไปนี่ แค่นี้ผมก็พอใจที่สุดแล้ว

จนกระทั่ง ผมได้มีงานทำ ณ ที่แห่งแรก ผมก็ยังเลือกที่จะขี่จักรยานเสือภูเขามาทำงานเช่นเดิม ... แต่ว่าเหงื่อที่ออกมามันกลิ่นใช้ได้ทีเดียว แถมหากต้องการจะอาบน้ำก่อนเข้าไปนั่งในที่ทำงาน ก็ไม่มีห้องอาบน้ำให้อีก

เอาล่ะสิ ทำไงดี ผมคิด ... สงสัยถึงเวลาที่ต้องมีรถเครื่องที่ทำให้ตัวเองเหงื่อไม่ไหล ไคลไม่ย้อย มาในที่ทำงานได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนเรื่องกลิ่นให้ใคร :)

เกิดมาอยู่ในฐานะที่ไม่มีเงิน มีทอง มีมรดก มากองตรงหน้า วิธีการเดียวที่จะได้มา คือ ดาวน์แล้วผ่อนไปเรื่อย ๆ จำได้ว่า ใช้เงินเก็บของแม่มาดาวน์ แล้วผมผ่อนประมาณ ๑ ปี เรียกว่า ไม่อยากเสียดอกเบี้ยเยอะ แต่ยอมเอาเงินเดือนมาผ่อนรถ เหลือเท่าไหร่ก็กินเท่านั้น

จนถึงปัจจุบัน รถคันแรกก็ปลดระวางไปตามอายุขัย อสงไขยเวลาไป ... รถคันใหม่ที่ซื้อผ่อน ก็เป็นมือสองชั้นดีหน่อย แล้วผ่อนตามเคย ก็มาเป็นช่วงเวลาของการเป็นครูมหาวิทยาลัยนี่แหละ

ตอนนี้รถคันนี้ก็สี่หมื่นกว่ากิโลแล้วครับ ... เหอ เหอ มันอายุเริ่มมากขึ้น

 

สิ่งที่ผมจะต้องทำทุกเดือน คือ

 

 

เช็ครถ เปลี่ยนน้ำมันเครื่องประจำเดือน

การดูแลและบำรุงรักษาเจ้าเพื่อนเกลออย่างดีที่สุดครับ ... เช็ครถประจำเดือน ... เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ... อะไรเสียต้องเปลี่ยนทันที เพื่อความปลอดภัยครับ เพราะผมขี่รถระหว่างบ้านถึงที่ทำงาน ไป-กลับ ๔๐ กิโลเมตร ข้ามอำเภอทุกวัน ครับ

อะไรอีกที่เป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ จากการขี่รถเครื่องค้นเก่า

 

 

หมวกนิรภัย (หมวกกันน็อค)

หากหน้ากากมันเริ่มเป็นรอยมากขึ้น มัวขึ้น ก็ถึงเวลาเปลี่ยน อันหนึ่งมีอายุสัก 6 เดือน ราคาต่อหน่วยก็ไม่เกินร้อยบาท

หรือหากตัวหมวกเอง ตัวล็อกสายรัดคาง เริ่มติดได้บ้าง หรือไม่ติดบ้าง ... กลิ่นภายในหมวกเริ่มแรงขึ้น มีแบคทีเรียรบกวนมากขึ้น (คือ เหม็นอับ) ... ก็คงต้องซื้อหมวกนิรภัยใหม่ไปเลยครับ ก็ราว ๆ สองร้อย ถึง สามร้อยบาท ... ผมจะซื้อแบบเต็มหัว เพื่อ Safty ตัวเองให้มากที่สุด

 

 

เสื้อกันฝน

ข้อจำกัดของการขี่รถเครื่อง คือ หน้าฝน นี่แหละครับ ... รถเครื่อง ไม่มีหลังคากันฝนเหมือนรถยนต์ เมื่อฝนตก หากไม่จอดรถข้างทาง ก็เปียกอยู่ดี จึงต้องมีเสื้อกันฝนติดประจำรถอยู่เสมอ ไม่นำไปเก็บไว้ใต้เบาะ ก็ที่ตะกร้าหน้ารถ

เสื้อกันฝน ผมจะเปลี่ยนปีละครั้ง หมายถึงว่า มันหมดอายุ ครับ ... ขาดบ้าง กรอบบ้าง มีรูรั่วบ้าง

ใส่ชุดทำงานนี่ครับ ต้องพยายามเลือกเสื้อกันฝนให้กันฝนได้มากที่สุด

การแต่งกายประจำหน้าฝน ก็คือ

1. ใส่รองเท้าแตะแบบสวม แทน คัทชู

2. พับขากางเกงขายาวขึ้นข้างบน

3. สวมเสื้อแขนยาว (แจ็คเก็ตกันฝน) ป้องกันเสื้อทำงาน

4. ใช้เป้ใส่ของ แล้วตะพายไว้ด้านหลัง

มีหลายคนคิดว่า คงจะลำบากน่าดู แต่ ... หากเรามีความพร้อมรับสถานการณ์ฝนตก ของในเป้ ในกระเป๋าไม่เปียก ผมก็ถือว่าโอเคแล้วครับ ... ผมมีความสุขดี

 

 

แนวคิดของกัลยาณมิตร ... ทำให้นึกได้เพิ่มขึ้น ครับ

 

ไอ้โม่ง หรือ หมวกไหมพรมคลุมหน้า

ไอ้โม่งที่เป็นหมวกไหมพรมสำหรับกันแดดและความร้อนที่โดนผิวหน้า ครับ ... หลายท่านอาจจะหาว่า ผมเป็นไฮโซที่โดนแดดเลียผิวไม่ได้ แต่ไม่ใช่หรอกนะครับ เมื่อหลายปีก่อนผมก็ไม่ได้ใส่ไอ้โม่งนี่หรอกครับ แต่ผมโดนแดดมากเกินไปจนสีผิวซีดขาวบริเวณที่โดนมาก ๆ หมอบอกว่า อาจเป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังครับ จึงจำเป็นต้องดูแลตัวเองมากหน่อย

ไอ้โม่งก็จะใช้จนกว่าจะพัง ไหมพรมขาดครับ ใบหนึ่งก็สี่สิบบาทจนถึงเจ็ดสิบครับ ซื้อตามกาดนัด (ตลาดนัด) ขายของราคาถูก

 

 

ถุงมือกันหนาว (กันแดด)

ถุงมือกันหนาวสำหรับผมใช้กันแดดและทำให้การขี่รถมันกระชับขึ้น มีตัวช่วยยึดแฮนด์รถครับ ... ผมเป็นคนชอบขี่รถทางไกลบ่อย ทำให้ถุงมือกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญไป แต่สถานการณ์เดียวที่ใช้ไม่ได้ คือ เวลาที่ฝนกำลังจะตกครับ ไม่งั้นเปียก ซักยาก ไม่คืนทรง

ผมจะเปลี่ยนทุกปี มีร้านประจำอยู่ที่งานสัปดาห์หนังสือฯ ของสำนักหอสมุดมอชอ ที่มีเพียงปีละครั้ง ตอนปลายปี เจ้าของร้านจำหน้าผมได้แน่นอน ราคาก็ประมาณสองร้อยถึงสามร้อยบาท ครับ

 

 

เพื่อนอาจารย์ที่ทำงาน ตะโกนบอกผมว่า ทำไมไม่ซื้อรถยนต์สักที สนใจรถกะบะพี่ไหม ? ...

เพื่อนอาจารย์คนอื่น ก็คิดว่า เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยต้องใช้รถยนต์เท่านั้น หลายคนนำเรื่องนี้ไปนินทาว่าร้ายว่า กระจอกเหลือเกิน จนแต่หยิ่ง

นักศึกษาถามว่า อาจารย์ยังขี่รถเครื่องอยู่อีกหรือ ?

 

 

คำตอบง่าย ๆ ที่ผมอยากตอบไป คือ ...

ผมก็แค่ขับรถยนต์ไม่เป็น ... ผมไม่มีเงินผ่อนอะไรอีกแล้ว นอกจากบ้านของพ่อกับแม่ที่ต้องการให้ผมมีสักที หลังจากการเช่าหอพักมายาวนาน ... ผมไม่มีมรดกที่พ่อแม่ได้สร้างให้ไว้ ... ผมต้องพยายามเลี้ยงดูพ่อแม่ของผมให้ดีที่สุด ...

ผมคิดว่า ผมยังมีภาระที่เหนือกว่าการมีรถยนต์เพื่อมีหน้ามีตาในสังคม ให้สมกับเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมเชื่อว่า สักวัน หากผมมีความพร้อมแล้ว เรื่องใด ๆ ที่ผมสามารถทำได้ ผมคงไม่ต้องรอให้สังคมมาบอกว่า ผมควรจะทำอย่างไร

 

ปัจจุบัน ผมจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการมีรถยนต์มากไปกว่าพ่อแม่ผมสบายกว่านี้ อีกทั้งหน้าตาในสังคมของผมอยู่ที่ "ปัญญาและหัวสมอง" ที่จะสอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดี และทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างมีคุณค่า

ผมพอใจในสิ่งที่ผมมี และเลือกมีความสุขในทุก ๆ วัน

 

ขอบคุณมากครับ ;)

 

เชียงใหม่

๓ มิ.ย.๕๒