จะช่วยพ่อแม่หนูอย่างไร....ให้ข่าวร้ายกลายเป็นดี

กลางดึกของคืนวันฝนตกหนัก วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ฉันขึ้นปฏิบัติงานเวรดึก ทันทีที่มาถึง Ward  ก็เห็นว่าทีมการพยาบาลทุกคนกำลังทำงานอย่างขมักขะเม้น ฉันทักทายทีมการพยาบาลที่ปฏิบัติงานเวรบ่ายและประโยคแรกที่ถามขึ้นก็คือ ยุ่งมั๊ยวันนี้   ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่เราชาวพยาบาลจะต้องทักทายถามไถ่กันและกันทุกครั้งที่เจอกัน  ยุ่งมากค่ะคนไข้ชัก ใส่ท่อช่วยหายใจ  1 case  ตอนนี้ส่งตรวจ CT brain  อยู่คนไข้ไม่ดีเลยค่ะพี่กุ้ง  น้องบุตรตอบฉัน  “Case อะไรเหรอ ฉันถามน้อง  “Retinoblastoma  ค่ะ  เคยมารักษาที่เราไม่กี่ครั้ง พึ่งให้คีโม ครั้งที่ 3 นี่แหละค่ะ  หลังรับทราบข้อมูลจากน้องบุตรแล้วฉันหันมองนาฬิกา เอ้า ! ได้เวลารับเวร 6 ทุ่มแล้ว  ฉันอุทานกับตัวเองพร้อมกับมานั่งประจำที่รอรับเวร

                     เมื่อได้รับทราบข้อมูลของคนไข้ทั้ง 10 คนจากการส่งเวรแล้วฉันเดิน round ตามเตียงต่างๆ คนไข้ส่วนใหญ่หลับกันหมดแล้ว จึงเดินกลับมานั่ง round chart  ขณะนั่ง round chart  ได้ประมาณ 5 chart  คนไข้ที่ไปตรวจ CT ก็ถูกส่งตัวกลับมาที่ ward  ไม่นานนัก ฉันเห็นอาจารย์หมออรุณีเดินเข้ามา  คิดในใจว่าคงเป็นเรื่องด่วนเกี่ยวกับ  Case นี้แน่แน่เลย  อาจารย์จึงถูกปลุกมากลางดึกอย่างนี้ อาจารย์หมออรุณี  เป็นหมอที่ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักศึกษาแพทย์โดยเฉพาะในระบบสุขภาพที่เราอยากเห็นหมอที่มีหัวใจที่อ่อนโยนต่อความเป็นมนุษย์  ดูแลรักษาคนไข้ด้วยความมีเมตตา และอาจารย์มักจะให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของทีมทำงานโดยเฉพาะพยาบาลอย่างพวกเราเสมอ

  สวัสดีกุ้ง ช่วยหาห้องให้อาจารย์หน่อย พอดีจะคุยกับคุณพ่อ คุณแม่คนไข้ อาจารย์หมอทักทายฉันพร้อมกับขอความเห็นในการเลือกสถานที่ เพื่อพูดคุยกับครอบครัวคนไข้  ฉันพาอาจารย์เข้าไปที่ห้องพักนักศึกษาแพทย์ที่ดูแล้วเงียบสงบและมีความเป็นส่วนตัว ฉันคงเดาไม่ผิดว่าอาจารย์กำลังหาห้องเพื่อใช้ในการการแจ้งข่าวร้าย ( Breaking bad news ) แน่นอน  หลังจากเชิญทุกคนนั่งลงแล้วฉันเดินออกมาหาแก้วกับพี่สุทินเพื่อนร่วมทีมการพยาบาลวันนี้พร้อมกับแจ้งให้ทั้งสองคนทราบถึงภารกิจที่ฉันกำลังทำอยู่    ตอนนี้กุ้งอยู่ในห้องกับอาจารย์นะคะอาจารย์กำลังจะคุยกับพ่อแม่น้องอาร์ม  ก่อนที่จะเดินกลับเข้าห้องฉันไม่ลืมที่จะหยิบแบบบันทึกการแจ้งข่าวร้าย ที่ทีมได้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการจดบันทึกกิจกรรมการแจ้งข่าวร้าย และทุกครั้งที่มีการแจ้งข่าวร้ายกับคนไข้ พยาบาลคือหนึ่งในทีมการดูแลที่ต้องเข้าไปด้วย

            เวลาประมาณตีหนึ่ง   เป็นเวลาที่หลายคนที่ไม่ได้อยู่ในวิชาชีพให้บริการสุขภาพคงหลับใหลกันหมดแล้ว แต่ฉันและทีมสุขภาพซึ่งประกอบไปด้วยอาจารย์หมออรุณี  หมอเวรวันนั้นคือหมอนิตยาและ หมออุ่นใจ รวมทั้ง นักศึกษาแพทย์ปี 6 หรือที่เราเรียกว่า Extern  กำลังปฏิบัติหน้าที่และหน้าที่ในวันนี้คือการแจ้งข่าวร้ายครอบครัวคนไข้เด็กมะเร็งที่อาการหนักทรุดมากจนเกินจะรักษาเยียวยาได้แล้ว โดยวัตถุประสงค์ของการแจ้งข่าวร้ายคือการพบครอบครัวเพื่อพูดคุยให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคและอาการผิดปกติที่ตรวจพบ ที่สำคัญคือเพื่อขอความเห็นและการตัดสินใจในการเลือกที่จะรักษาลูกของเขาต่อไปอย่างไร

บทสนทนาเริ่มต้นขึ้น หมอนิตยานะคะ และทั้งหมดคือทีมการดูแลรักษาในวันนี้  หมอนิตยาเริ่มต้นทักทายและแนะนำตัวกับพ่อแม่เด็ก  หมอจะขอเล่าอาการของน้องอาร์มให้คุณพ่อคุณแม่ฟังนิดนึงนะคะ คือว่าอาการตอนแรกที่น้องอาร์มมามีอาเจียนแล้วก็มีชักหมอจึงพยายามหาสาเหตุของการชัก คิดว่าน่าจะมีอะไรในสมอง จึงได้ส่ง ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองผลปรากฏว่าน้อง มีเลือดออกในสมองและออกค่อนข้างมากอาการของน้องตอนนี้ถือว่าหนักทีเดียวนะคะคุณพ่อคุณแม่  ฉันนั่งอยู่ข้างคุณแม่อาร์ม ทำให้พอจะมองเห็นดวงตาที่แดงก่ำ บ่งบอกให้ทราบว่าก่อนหน้านี้ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ฉันเอามือแตะไหล่แม่น้องอาร์มเบาๆ

ไม่มีเสียงตอบจาก ทั้งพ่อและแม่  อาจารย์อรุณีจึงพูดเสริมขึ้นว่า หมอจะพยายามเต็มที่นะคะ แต่ด้วยอาการที่เป็นอยู่ตอนนี้คือ เลือดออกทั่วสมอง ซึ่งสมองทำหน้าที่ควบคุมการทำงานทุกส่วนของร่างกาย ตอนนี้จากการตรวจร่างกายน้องอาร์ม น้องไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นใดใด ใช้ไฟฉายส่องตาก็ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ ตอนนี้หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมใจไว้ หากน้องหยุดหายใจกะทันหัน  หมอคิดว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นได้  อาจจะอีกไม่กี่ชั่วโมง  วันนี้ หรือพรุ่งนี้  หมออยากจะถามคุณพ่อ คุณแม่ ถ้าน้องหยุดหายใจ จะให้เราปั๊มหัวใจหรือไม่  ไม่ให้ปั๊มค่ะ นี่คือประโยคแรกที่แม่น้องอาร์มเริ่มสนทนาโต้ตอบกับทีม แต่เป็นประโยคที่ขัดแย้งกันกับผู้เป็นพ่อซึ่งบอกกับเราว่า  ผมคิดว่าจะให้ปั๊มครับ     อันนี้อยู่ที่การตัดสินใจของคุณพ่อ คุณแม่นะคะ ตอนนี้อาจจะยังคิดอะไรไม่ออกและยังไม่ได้คุยกัน เอาไว้ถ้าหากตัดสินใจอย่างไรแล้วจึงค่อยบอกคุณพยาบาล บอกหมอก็ได้ แต่ตอนนี้หมอขอแจ้งอาการน้องให้ทราบตามความเป็นจริง และอยากบอกคุณพ่อ คุณแม่ว่าให้ทำใจเตรียมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามที่หมอได้บอกไว้ด้วย  มีอะไรจะถามหมอเพิ่มเติมมั๊ยคะ อาจารย์หมออรุณีกล่าวประโยคสุดทิ้งท้ายไว้ให้กับพ่อแม่น้องอาร์มได้คิด จากนั้นเราทุกคนก็แยกย้ายออกมาทำงาน  แต่หน้าที่ของฉันยังไม่จบเพียงเท่านี้ ฉันเดินมาหยิบแบบบันทึกการรับทราบข้อมูลสำหรับครอบครัว และแบบแสดงความประสงค์ยุติหรือช่วยฟื้นคืนชีพเพื่อให้หมออุ่นใจบันทึกสิ่งที่เราได้พูดคุยกับครอบครัววันนี้ จากนั้นฉันเดินไปที่เตียงหมายเลข 13เพื่อนำเอกสารที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วให้พ่อแม่น้องอาร์มช่วยเซนต์  ภาพที่เห็นคือเด็กชายรูปร่างผอมนอนแน่นิ่งไม่รู้สึกตัวอยู่บนเตียง  ตาข้างขวาปิดด้วยกล๊อส  หายใจผ่านทางท่อช่วยหายใจ   ฉันค่อยๆนั่งลงข้างๆผู้เป็นแม่ พร้อมกับประโยคคำถามที่เป็นคำถามเดิมที่เราคุยกันในห้อง   แม่น้องอาร์มยังยืนยันว่าจะปั๊มหัวใจน้องอยู่ใช่มั๊ยคะ  แม่อาร์มผงกศรีษะ  บอกให้ทราบว่าคำตอบยังเป็นเช่นเดิม  ดังนั้นฉันจึงยื่นปากกาเพื่อให้ใครคนใดคนหนึ่งเซนต์แสดงเจตนา และก่อนที่จะเดินจากมา ฉันกล่าวประโยคทิ้งท้ายว่า ทุกคนทำดีที่สุดแล้ว  คุณพ่อกับคุณแม่ก็ทำดีที่สุดแล้วดูแลลูกดีมากๆเลย  หากจะเกิดอะไรขึ้นก็ขอให้ตั้งสติให้ดี วันนี้ขอให้ทั้งพ่อและแม่ช่วยกันดูแลลูกอนุญาตให้เฝ้าได้ทั้งสองคนนะคะ เป็นกำลังใจให้นะคะ

ตลอดคืน การดูแลน้องอาร์มเป็นไปตามปกติ แต่ปัญหาของน้องคือความดันโลหิตต่ำตลอดบ่งบอกให้ทราบถึงสัญญาณชีวิตที่ไม่ค่อยจะดีนัก  ทั้งพ่อและแม่ก็นั่งเฝ้าดูอาการของลูกด้วยความห่วงใย ไม่กล้าแม้แต่จะหลับตาลง

จนกระทั่งเช้าหลังจากที่ทำงานในส่วนที่รับผิดชอบเสร็จแล้ว ฉันเดินมาหาพ่อกับแม่น้องอาร์มอีกครั้ง พร้อมกับพูดให้กำลังใจ เห็นใจคุณพ่อ คุณแม่อยู่นะคะ เข้าใจว่าตอนนี้ความรู้สึกเป็นอย่างไร  สงสารน้องเหมือนกันค่ะ แต่โรคและอาการตอนนี้ ค่อนข้างเป็นเยอะ สังเกตว่าน้องไม่รู้สึกตัวเลย หายใจก็หายใจตามเครื่องช่วยหายใจ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะคะ พูดจบแม่หันมามองฉันด้วยสายตาที่เป็นมิตรพร้อมบอกกับฉันว่า   ตกลงฉันคุยกันแล้วกับพ่อเขามีความเห็นตรงกันว่าจะไม่ปั๊มน้องนะคะ เอางั้นเหรอคะคุณแม่  ฉันถามย้ำถึงการตัดสินใจครั้งใหม่ของครอบครัว  ฉันคิดว่าปั๊มไปก็มีแต่จะทรมานลูก ปล่อยให้เขาไปสบายดีกว่าแม่อาร์มยืนยันคำเดิม

ได้ค่ะคุณแม่เดี๋ยวจะแจ้งให้คุณหมอทราบด้วยนะคะ เพราะจะได้เข้าใจและรับทราบแผนการดูแลน้องที่ตรงกัน  พูดจบฉันเดินออกมาแจ้งถึงการตัดสินใจล่าสุดของพ่อแม่น้องอาร์มให้ทีมการพยาบาลที่ดูแลน้องอาร์มคือพี่สุทินรับทราบเพื่อจะได้ส่งเวรให้กับเวรเช้าได้รับทราบตรงกันพร้อมกับแจ้งหมอเจ้าของไข้คือหมออำนวยพรด้วย.......................

จบภารกิจของวันนี้ ฉันถามตัวเองว่าได้อะไรจากกรณีของน้องอาร์ม

1.   การแจ้งข่าวร้าย การพบครอบครัวทันทีที่พบความผิดปกติของผู้ป่วยเป็นสิ่งที่ทีมควรจะทำ เพราะเป็นสิ่งที่รอไม่ได้  เพื่อป้องกันข้อกังขาที่เกิดในใจของพ่อแม่ จึงควรพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม  แต่ไม่ทำลายความหวัง

2.   การตัดสินใจของครอบครัวถือเป็นที่สิ้นสุด เป็นสิทธิที่จะเลือก ทีมมีหน้าที่ให้ข้อมูล ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับตัวโรคและการดำเนินไปของโรค

3.      ลายลักษณ์อักษรควรทำทันทีหลังการพูดคุยกับครอบครัว

4.   การตัดสินใจของครอบครัวอาจเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาได้และทีมควรเคารพการตัดสินใจของครอบครัว

แล้วทุกท่านคิดอย่างไรคะกับกรณีน้องอาร์ม