โอ...สงสารหมอแต้..

                                   

บันทึกแรกของการเปิดตัว sha-รพร.ปัว  ขอเบิกโรงด้วยเรื่องราวมุมมอง 2 คน ที่แตกต่าง..."ใครรวย ใครจน"...                          

 

 

          เหมือนทุกครั้ง หลังฉีดยาชา ก่อนจะทำการถอนฟันให้คนไข้ ช่วงที่รอให้คนไข้ชา ก็มักจะชวนคนไข้คุย วันนี้ก็เช่นกัน คนไข้เป็นผู้หญิงอายุประมาณ 30 ต้นๆ แต่ใบหน้าน่าจะผ่านการทำงานหนักพอสมควร เพราะบนแก้มทั้ง 2 ข้างของเธอ มีฝ้าหนาสีคล้ำ แต่เมื่อชวนคุย ถามสารทุกข์สุกดิบ บ้านอยู่ไหน มาโรงพยาบาลยังไง  ดูเธอผ่อนคลาย ลดอาการ กลัวการถอนฟัน และเล่าว่า

          บ้านอยู่บนดอย จ้างมอเตอร์ไซค์ของคนในหมู่บ้านมาส่ง ลงมาทำฟัน ปวดมาหลายวันแล้ว แต่ยังยุ่งเรื่องเก็บเกี่ยวข้าวอยู่ เลยเพิ่งว่างได้ลงมาวันนี้

          เออ! น้ำมันขึ้นราคา ที่ในหมู่บ้านเขาคุยกันว่ายังไงบ้างจ๊ะ หมอเปิดประเด็นตามสถานการณ์บ้านเมือง

          ก็ไม่ค่อยรู้สึกอย่างไร เพราะข้าวเราก็ปลูกกินเอง ผักก็ปลูกเอง ปลาก็หาในห้วย ไม่ได้ซื้ออะไร นอกจากค่ามอเตอร์ไซค์ ลงมาหาหมอ ขึ้นมานิดหน่อย จาก 30 บาท เป็น 40 บาท

       ดีเนอะ หมอนะ ข้าวสาร แต่ก่อนหมอซื้อถุงละ 105 บาท ตอนนี้ ถุงละ 220 บาทแน่ะ ถุง 5 กิโลนะ น้ำมันรถก็แพ้ง แพง

       โอ๊ะสงสารหมอแต้ เอาอย่างนี้หมอ หมอได้ขึ้นบนดอยมั้ยช่วงนี้ หมอเอารถใหญ่ขึ้นไป ไปบ้านข้าเจ้า ข้าเจ้าจะเอาข้าวปั๋นให้หมอมากิ๋น

หมอจึงวางคีมที่กำลังจะเตรียมถอนฟันลง ยกมือพนมและแหงนหน้าขึ้นมองรูปพระเจ้าอยู่หัวในปฏิทินบนหลังตู้เย็นด้วยดวงตาที่เริ่มชื้นไปด้วยน้ำใสๆ  นี่ไงเศรษฐกิจพอเพียงที่เกินพอจนเหลือแบ่งปันและหันมาไหว้คนไข้ และกล่าวว่า

          ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ ทำไมใจดีจังเลย วันหลังหมอว่างหมอจะไปเที่ยวที่บ้านนะ ชารึยังคะ

       คนไข้พยักหน้า ชาแล้วเจ้า

       มือที่บิดคีมถอนฟัน นำฟันออกมาอย่างนุ่มนวล แต่ก็คงน้อยกว่าความซาบซึ้ง และสิ่งดีๆที่หมอได้รับในวันนี้ที่ทำให้หมอภูมิใจและพอใจที่จะเป็นหมอฟันบ้านนอกต่อไปอย่างมีความสุข

          แม้จะไม่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมที่บ้านตามคำเชิญชวน แต่คำพูดของเธอผู้นั้นก็ได้หัวใจหมอพองโตตลอดไป

***

ขอขอบคุณผู้บอกเล่าเรื่องราวดีๆ... ทันตแพทย์หญิงมยุเรศ เกษตรสินสมบัติ