เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ผมได้รับเกียรติจากไปบรรยายเรื่อง“วิกฤติเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ณ โรงแรมบันยันทรี สาทร ให้คนทำงานด้านการโรงแรมโดยตรง ซึ่งเป็นระดับผู้บริหารในส่วน Front Office ของโรงแรมชั้นนำในประเทศไทย สิงที่ผมเน้นคือเรื่องการหาโอกาสใหม่ๆ โดยให้มองปัญหาเรื่องการจัดการและปัญหาเรื่องคน เพื่อเป็นแนวทางในการรับมือกับวิกฤตและผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจการโรงแรมและการท่องเที่ยวของไทยในอนาคต ประเด็นหลักที่ได้ร่วม Share กันคือรายได้ต่อปีที่มีผลมาจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวในเมืองไทย ซึ่งมีหลายตัวแปรหลักในการตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวคือ ผลกระทบทางด้านการเมืองที่ไม่นิ่ง, ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจโลก และ ปัญญหาเรื่องโรคระบาด ปัญหาเศรษฐกิจโลกก็กำลังจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเพราะตอนนี้มีธุรกิจที่กำลังจะแตกหน่อขึ้นมาอีก (Green Shoot) ในเรื่องของโลกระบาดเราเคยมีประสบการณ์จากโรค Sars และ Bird Flu มาแล้ว ตอนนี้ทุกฝ่ายก็ร่วมมือกันควบคุมและดูแล H1N1 อย่างใกล้ชิด ผมว่าปัญหาที่แก้ยากที่สุดคือเรื่องการเมืองเพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เมืองไทยมีภาพเชิงลบและไม่มีความเชื่อมั่นในความปลอดภัย และสิ่งที่ผมอยากฝากไว้คือต้องมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง จีระ หงส์ลดารมภ์
วิกฤติเศรษฐกิจท่องเที่ยว
การพัฒนาคนทางด้านการท่องเที่ยวจำเป็นต้องทำ และทำอย่างต่อเนื่อง
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
pmp · 1 มิ.ย. 2552
คิม นพวรรณ · 1 มิ.ย. 2552
natsuko · 1 มิ.ย. 2552
sha-รพร.ด่านซ้าย · 31 พ.ค. 2552
พุท ธ รักษา · 31 พ.ค. 2552
ประเด็นคำถามที่น่าสนใจ
1. ในประเทศไทยมีคนเก่งเยอะแต่ทำไมประเทศถึงพัฒนาช้า ถ้าเทียบอย่างสิงคโปร์
ต้องดูที่โครงสร้างพื้นฐานก่อน ประเทศเราถือได้ว่าเป็นประเทศที่มั่งคั่ง ประเทศไทยเปลี่ยนอยากเพราะเราเคยเป็นอยู่กันอย่างสบายมีทรัพยากรพอกินพอใช้ ถ้าเทียบอย่างสิงคโปร์หรืออิสราเอลเขาต้องพัฒนาคนให้เก่งเพื่อความอยู่รอด
2. การใช้หลักการ Blue Ocean มาจัดการกับการท่องเที่ยวจะทำได้อย่างไร
จริงๆแล้วหลักการณ์ Blue Ocean ไม่ใช่เรื่องการตลาดแต่เป็นเรื่องการพัฒนาศักยภาพคนโดยตรง คือพัฒนาตัวเราเอง เราต้องเข้าใจสถานการณ์ก่อนว่าตอนนี้เป็นอย่างไร แล้วต้องมีความคิดสร้างสรรคที่ต่างจากคนอื่น (Creativity) เราถึงจะอยู่รอด แต่ที่น่าเป็นห่วงจริงๆคือธุรกิจโรงแรมตั้งแต่สามดาวลงมาเพราะโดยมาจะมีการบริหารแบบ Family Business แต่ถ้าสามารถปรับให้เป็น Model Organization และที่สำคัญต้องทำอะไรให้ต่อเนื่องอย่าทำแบบดาวกระจาย
ต้องขอขอบคุณท่าน ศจ.ดร.จีระ ที่ท่านมีความจริงใจที่จะช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคธุรกิจโรงแรม ท่านให้เกียรติมาบรรยายให้กับสมาชิกชมรม Front Office Manager นับว่าเป็นบุญของพวกเราชาวโรงแรม ที่ท่านให้ความเมตตา และสนับสนุน
งานนี้ยังไม่จบครับ เพิ่งเริ่มต้น สมาชิกที่ได้เข้าร่วมฟังมีความตื่นเต้น และเกิดแรงบันดาลใจที่จะเริ่มศึกษาเรียนรู้เพื่อสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ท่านได้จุดประกายให้ผู้รับฟังเกิดความเชื่อมั่นและมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อให้มีความสามารถจนเป็นที่ไว้วางใจของเจ้าของโรงแรม และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารมือหนึ่งของโรงแรมชั้นนำในประเทศไทย
หัวใจของธุรกิจบริการอยู่ที่คน คนไทยมีความอดทน มีทักษะและความสามารถไม่แพ้คนชาติใดในโลก สิ่งที่คนไทยขาดคือการได้รับการสนับสนุนและการเอาใจใส่ในด้านการพัฒนาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
คนทุกคนมีคุณค่า เพียงแต่มีคนไม่กี่คนที่มีโอกาส และคนที่มีโอกาสก็ไม่ค่อยให้โอกาสกับคนอื่น ท่าน ศจ.ดร.จีระ ท่านเป็นผู้ที่มีโอกาสและให้โอกาสกับคนอื่น ผมจึงมีความเคารพและนับถือท่านเป็นอย่างสูง ผมไม่เคยพบท่านผู้ใดที่มีความจริงใจและให้โอกาสคนอื่นได้สร้างคุณค่าของตัวเองเช่นเดียวกับที่ท่าน ศจ.ดร.จีระได้ทำกับหลายๆคน
การที่ผมได้มีโอกาสได้พบกับ Front office Managers ที่โรงแรมบันยันทรี เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ได้แนวทางหลาย ๆ อย่าง
ประเด็นก็คือ ผมกระตุ้นให้ผู้บริหารระดับกลาง ได้มองอนาคตของตัวเองค้นหาตัวเองว่าต้องการอะไร ขาดอะไรว่า จะทำงานในอนาคตอย่างไร? อย่าไปยอมแพ้ผู้บริหารชาวต่างประเทศ ต้องคิดว่าตัวเองก้าวไปเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดได้
อีกประเด็น ใครบอกคนในวงการโรงแรมไม่สนใจเรื่อง ทุนมนุษย์ เขาสนใจมากแต่ที่ผ่านมาไม่มีใครมาจุดประกาย
สุดท้าย ชอบมาก ๆ ก็คือ ที่ถามผมว่า…ดร.จีระ บอกว่า การเมืองสำคัญต่อความอยู่รอดของการท่องเที่ยว ไหน ๆ ผม พัฒนาคนมาเยอะแล้ว ทำอะไรเพื่อพัฒนานักการเมืองบ้าง คำถามแบบนี้ งงแต่ต้องคิดเลย
สรุปก็คือ ต้องทำมากขึ้นครับ ผมสัญญาจะทำมากขึ้นครับ
ปัจจุบัน นักการเมืองมี 2 ประเภท
ประเภท 1 ไม่ชอบพัฒนาตัวเองคิดแต่ได้งบเพิ่มและกลุ่นฉันได้อะไร
ประเภท 2 ประเภทไม่ชอบการเรียนรู้
จีระ หงส์ลดารมภ์
ผมนำบทความจาก นสพ.แนวหน้าที่เขียนเมื่อวันเสาร์ 6 มิ.ย. มา Share เพราะเป็น Idea จากการที่ได้ไปพบกับกลุ่ม Front Office Managers Alliance
ใครจะพัฒนาจิตสำนึกของนักการเมืองไทย
สัปดาห์นี้ผมมีเรื่องสำคัญที่ต้องมาแบ่งปันข้อคิดเห็นกับท่าน ใน “บทเรียนจากความจริง” ของผม
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม ที่โรงแรมบันยันทรี กลุ่มโรงแรมชั้นหนึ่งในกรุงเทพฯ ประชุมประจำเดือนผู้ฟังส่วนมากจะเป็นผู้จัดการ Front Office ของโรงแรมชั้นน้ำในกรุงเทพฯ อายุ 30 – 40 ต้น ๆ ผมได้รับเชิญไปพูดเรื่อง”วิกฤติเศรษฐกิจการท่องเที่ยว”
ผมให้ฟังว่าวิกฤติ 2540 ยุคต้มยำกุ้ง โรงแรมไทยได้ประโยชน์เพราะทั่วโลกยังรวย แต่เอเชียยากจน เงินบาทอ่อนตัว การท่องเที่ยวได้รับประโยชน์
แต่คราวนี้ทั่วโลกจนพอๆ กัน รายได้ของคนในโลกตกจากการล่มสลายของระบบการเงินทั่วโลก ธุรกิจโรงแรมถูกกระทบมากเพราะคนต่างประเทศไม่เดินทาง
การท่องเที่ยวของไทย เจอเรื่องไข้หวัด H1N1แล้ว เรื่องการเมืองในประเทศ ทั้งปิดสนามบินและสงกรานต์เลือด สีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน ขัดแย้งกันรุนแรง
ผมเลยฟันธงว่า การท่องเที่ยวไทยจะอยู่รอดได้ถ้า การเมืองไทยสงบ ผมมั่นใจว่าประเทศไทยยังมีโอกาสเรื่องการท่องเที่ยวสูง เพราะเศรษฐกิจโลกค่อยๆฟื้นตัว
มีผู้บริหารโรงแรมท่านหนึ่งถามว่า
“อาจารย์พัฒนาคนสำเร็จมาหลายสาขาอาชีพ แต่อาจารย์ได้เข้าไปพัฒนานักการเมืองบ้างหรือไม่?”
ผมฟังแล้ว คิดว่าผมยังทำงานพัฒนานักการเมืองไม่พอถึงแม้จะรู้จักนักการเมืองในประเทศไทยหลายคนแต่ยังทำหน้าที่เหล่านี้ได้ไม่พอ จึงคิดว่า จะพัฒนาค่านิยมและจิตสำนึกของนักการเมืองเหล่านี้อย่างไร? คำถามง่ายๆนี้ทำให้ผมอึ้งไปนาน
นักการเมืองไทยส่วนมากชอบเรียนสถาบันพระปกเกล้า สถาบันทำหน้าที่กล่อมเกลาจิตสำนึก เรื่องการเป็นนักเมืองที่ดีได้จริงหรือไม่? สถาบันพระปกเกล้าคล้าย ๆ วปอ.หรือ วปรอ. ดึงดูดคนที่ต้องการมีสร้างเครือข่าย อยากมีหน้าตาในสังคม ไม่ค่อยมีใครคิดถึงประเทศส่วนรวมนัก จึงอาจจะพูดได้ว่า คงจะพึ่งสถาบันพระปกเกล้าได้ไม่มากนัก
มหาวิทยาลัยหลายแห่ง นักการเมืองที่มักจะเรียนระดับปริญญาตรี คือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำอะไรเพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องคุณภาพ จริยธรรมของนักการเมืองหรือไม่? ผมยังไม่แน่ใจนัก
ระดับปริญญาโท ที่นักการเมืองชอบเรียน คือธรรมศาสตร์ และนิด้า ธรรมศาสตร์น่าจะปลูกฝังค่านิยม Core Value ดี ๆมีจริยธรรมได้บ้างระดับหนึ่งแต่ยังไม่พอ ส่วนนิด้าคงช่วยได้บ้างในเรื่องวิชาการแต่เรื่องจิตสำนึกไม่แน่ใจ
ระดับท้องถิ่น ซึ่งผมเคยเล่าให้ฟังว่า กรมปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าปลอดการเมือง น่าจะช่วยยกระดับนักการเมืองท้องถิ่น ให้มีจิตสำนึกต่อส่วนรวมได้บ้าง
เรายังมีเรื่องน่าจะทำอีกมาก แค่คำถามเรื่องพัฒนาจิตสำนึกนักการเมือง ผมยังสอบตก จะทำได้อย่างไรถ้านักการเมืองไทย ส่วนมากยังไม่ชอบการเรียนรู้ ที่ผมทำสำเร็จอยู่บ้างก็เพราะได้รับเชิญไปพัฒนากลุ่มต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย
§ ข้าราชการ
§ รัฐวิสาหกิจ
§ ธุรกิจเอกชน
§ NGO
§ ต่างประเทศ เช่น ลาว พม่า เขมร จีน
ถ้านักเมืองไม่เอาจริงกับการเรียนรู้ คงช่วยอะไรได้ไม่มากนัก
ผมอาจจะลำดับความสำคัญผิดคือ นักการเมืองไม่ดีไม่มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม สังคมทั่วไปก็อาจจะได้รับผลกระทบทางลบแต่ผมไปเน้นว่าสังคมทั่วไปดีขึ้นก่อนการเมืองอาจจะค่อยๆดีขึ้น เรารอได้หรือเปล่า?
จาก เหตุการณ์เมื่อวันพุธ การประชุมที่ ครม. การเช่ารถ 4,000 คัน ซึ่งสื่อมวลชนและสว.กลุ่มหนึ่ง และพลังต่อต้านทางสังคมกลุ่มหนึ่ง จะสร้างแรงกดดันให้การเมืองต้องฟังและปรับตัว แต่พลังแค่นี้พอหรือเปล่า
ย้อนมาดูยุคคุณทักษิณ ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่เปิดข้อมูลให้สาธารณชนทราบ สื่อบางฉบับถูกซื้อไปแล้ว อะไรเกิดขึ้นกับการเมืองไทยที่ขาดจิตสำนึกในยุคนั้น
เรื่องการประมูลข้าวและข้าวโพดในกระทรวงพาณิชย์ ผู้รู้หลายรายเล่าให้ฟังว่า รัฐบาลก่อนๆไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเช่นนี้ให้สาธารณชน การอนุมัติไปหลายครั้ง โดยประเทศชาติเสียหายเป็นหมื่นๆล้าน เพราะชงเอง อนุมัติเอง ยุคคุณอภิสิทธิ์เปิดข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ การทุจริตก็อาจลดลงไปบ้าง
เรื่องใครจะพัฒนานักการเมืองน่าสนใจ
สิ่งแรก คือ ถ้านักการเมืองยังชอบปริญญามากกว่าปัญญา คิดไม่เป็น คงไม่มีใครไปช่วยเขาได้มากนัก
นักการเมืองที่ผมรู้จักหลายคน กำลังเรียนปริญญาเอกกันหลายท่าน อยากรู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร ควรไปถามดร.เฉลิม อยู่บำรุง ลูกศิษย์ผมสมัยมหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ดู
ยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน เคยเชิญ Pacrim นำโดยคุณพรทิพย์มาสอนหลักสูตร 7 อุปนิสัย ทั้งคุณชวน คุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพ คุณหญิงกัลยา เรียนกัน 3 วันเต็ม เสียเงินคนละไม่น้อย ก็เป็นตัวอย่างที่ดี
ถ้านักการเมืองไม่สนใจจริงๆ มีอีกวิธีเดียวคือ บังคับให้ผ่านประกาศนียบัตรหลักสูตร ธรรมาภิบาล ของนักการเมือง เช่นตลาดหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน ถ้าเป็นกรรมการต้องผ่านหลักสูตรธรรมาภิบาล ผมคิดว่า ประธานสภาชัย ชิดชอบหรือประธานสว.น่าจะนำไปคิดดูครับ
ผมยังทำหน้าที่ไม่สำเร็จครับ เรื่องการพัฒนาแก่นนิยมหรือธรรมาภิบาลของนักการเมืองเพราะนักการเมืองเขาอาจยังไม่สนใจหรอกครับ ส่วนใหญ่ต่างคิดว่าเป็นนักการเมืองแล้วฉันจะได้อะไร ไม่ใช่คิดว่าถ้าเป็นแล้ว ประชาชนจะได้อะไร เราติดนิสัยระบอบทักษิณมากไปหรือเปล่า? แต่ผมยังไม่ยอมแพ้ครับ
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
[email protected]
เรียนท่าน ศจ.ดร.จีระ ที่นับถือ
ความจริงผมไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนักการเมือง เพราะทุกครั้งที่ผมได้ชมและฟังถ่ายทอดการอภิปรายในรัฐสภา ทำให้ผมเครียดและหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง ตัวแทนของประชาชน ที่ควรจะเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชนโดยรวมของประเทศโดยเฉพาะเยาวชนที่จะเป็นกำลังของชาติในอนาคต
ผมไม่สามารถทนฟังและชมได้อีกต่อไปเพราะผมเห็นแต่คนโกหก พูดเอาแต่ได้ ไม่เกรงกลัวและละอายต่อสิ่งใดๆทั้งสิ้น ดูถูกประชาชนอย่างร้ายแรงที่สุด แต่ผมไม่โทษคนเหล่านั้น ผมโทษสังคมและประชาชนคนไทยโดยส่วนใหญ่ ที่เราเลือกและหลงงมงายเลือกคนที่ไม่เหมาะสมเข้าไปเป็นตัวแทนของเรา
คนไทยที่ดีมีอีกมาก แต่เรามีคนดีให้เลือกน้อย จึงเลือกคนไม่เอาไหนเข้าไปเป็นผู้แทน เพราะอะไรครับ เพราะคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีโอกาส แต่คนดีๆขาดโอกาส ผมและเพื่อนๆจึงได้จัดตั้ง "ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์" ขึ้นมา เพื่อสร้างโอกาสให้กับคนดีๆที่ไม่มีโอกาสได้มีบทบาทที่จะเป็นผู้ได้รับเลือกหรือเป็นผู้เลือกคนดีเข้าไปเป็นผู้แทน
ผมไม่คิดว่าในชีวิตที่ผมเหลืออยู่จะได้เห็นสิ่งที่ผมได้ตั้งเป้าไว้หรือไม่ สิ่งที่พวกผมได้ร่วมกันทำเป็นส่วนเริ่มต้นของการบูรณาการเพื่อสร้างให้คนไทยมีคุณค่า ท่าน ศจ.ดร.จีระเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับคนไทยเป็นจำนวนมาก เวลามีน้อยอย่าไปสนใจกับพวกที่เขาคิดว่าเขาเหนือกว่าคนอื่นเลยครับ เสียเวลาและเหนื่อยเปล่าๆ ท่านทุ่มเวลาให้กับคนที่เขาต้องการเรียนรู้ และสร้างความรู้และปัญญาให้กับกลุ่มคนที่เขาด้อยโอกาสดีกว่าครับ เขาเหล่านั้นจะเห็นคุณค่าของท่านมากกว่าพวกนักการเมือง สร้างคนด้อยโอกาสมากๆและทำให้เขารวมกันเป็นพลังที่บริสุทธิ์เพื่อช่วยกันเปลี่ยนแปลงสังคมจากระบบทุนนิยม ให้เป็นสังคมระบบความพอเพียงดีกว่าครับ
ค้นหาพวกที่มีทัศนคติที่ดี เข้าใจและปฎิบัติตนตามแนวพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง" ให้ความรู้และปัญญาแก่พวกเขา สร้างเครือข่ายให้เข้มแข็ง จึงจะสามารถเปลี่ยนสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้ สังคมไทยในปัจจุบันเป็นสังคมของทุนนิยมแบบสุดโต่ง คนส่วนใหญ่เห็นแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพร้อง ไม่เคยคิดและคำนึงถึงสังคมและประเทศชาติ มีแต่การแข่งขันเอารัดเอาเปรียบกันอยู่ตลอดเวลา ไม่มีการเสียสละเพื่อส่วนรวม ขาดศีลธรรม และความละอายต่อบาป