เนื่องจากเป็นโอกาสที่ดีมากๆ และมีเรื่องราวที่ประทับใจที่อยากบอกเล่า พร้อมรูปภาพมากมาย การบอกกล่าวเพียงครั้งเดียวสั้นๆ อาจทำให้ (คนเล่า) ไม่จุใจ ดังนั้นการเล่าเรื่องราวในบันทึกนี้จึงเป็นตอนต่อจาก เยือนบ้านริมแม่น้ำ...ของคุณนายดอกเตอร์ (1)  ค่ะ

จากตลาดทุ่งขวัญ เราออกเดินทางไปยังบ้านริมแม่น้ำ ของอาจารย์พี่นุช ระยะทางจากเมืองอยุธยาไปยังบ้านในครั้งแรกเข้าใจว่าใกล้ๆ แต่เมื่อนั่งไปก็ไกลพอสมควร น่าจะเกือบหรือ 30 กิโลเมตร ทำให้รู้สึกเกรงใจมากๆ เมื่อรถเลี้ยวเข้าไปในบริเวญหมู่บ้านจะเป็นถนนแคบๆ และค่อนข้างจะค่ำแล้ว แต่ยังไม่ค่ำหรือมืดนัก

เมื่อลงจากรถ และเดินอ้อมจากที่นั่งมายังอีกด้านของรถจึงมองเห็นทางเข้าบ้านของอาจารย์พี่นุช ที่ตกแต่งด้วยเครื่องดินเผา และซุ้มประตู ได้บรรยายกาศแบบศิลป์ๆ เหมือนสมัยโบราณซึ่งไม่ทราบว่าเป็นสมัยใด แต่รับรองสมัยนี้ไม่มีใครเหมือนแน่ๆ ทำให้นึกถึงร้านอาหารร้านหนึ่งที่โอกินาวาที่ตกแต่งด้านหน้าบ้าน และซุ้มประตู เหมือนกับประตูเข้าบ้านของคนสมัยก่อน (ทราบจากตอนไปชมเมืองเก่า) ดูจากภาพนะคะ (สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น)

 ประตูรั้ว ทางเข้าบ้าน

จากนั้นอาจารย์พี่นุชก็พาเดินชมบ้านจากด้านล่างขึ้นไปด้านบน พื้นเป็นไม้มันวาว เรียบ สะอาดสวย กลางบ้านเป็นห้องนอนหนึ่งห้อง รอบๆ ห้องนอนเป็นทางเดิน จากในห้องนอนเดินผ่านห้องสุขา (ไม่กล้าถ่ายภาพน้องนอนและห้องสุขา) และต่อออกไปเป็นระเบียงที่ทำด้วยปูน ซึ่งก็คือ ห้องอาบน้ำแบบ open air คือ ครึ่งหนึ่งของที่อาบน้ำไม่มีหลังคา แถมยังมีต้นโมกต้นใหญ่อยู่ในห้องน้ำด้วย ทำให้นึกถึงบรรยากาศ เวลาที่นั่ง หรือนอนแช่อยู่ในอ่างอาบน้ำ แล้วมองขึ้นบนท้องฟ้า เห็นก้อนเมฆสวยๆลอยผ่าน ฟ้าใสๆสวย พร้อมกับนกสวยๆ ที่พี่นำมาฝากในบันทึก บินโฉบไปมา ในขณะที่มีกลิ่นหอมๆ ของดอกโมกโชยอบอวลนุ่มละมุม...อื้อออ...อะไรก็คงไม่สุขเท่าใช่มั้ยคะ?

 
เป็นบ้านสองชั้น ข้างล่างเป็นห้องทานข้าว ข้างบนที่ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น ห้องนอน สังเกตหน้าต่าง หลากหลายรูปแบบศิลปะ อาจารย์มีช่างทำกรอบหน้าต่างให้ตามที่ออกแบบค่ะ ขวามือชั้นที่สองนี่คือส่วนของห้องอาบน้ำค่ะ

 
เหนืออ่างอาบน้ำซีกนี้จะมีฝักบัวอันใหญ่ ปล่อยน้ำออกมาน่าจะเหมือนฝนตกเลย

 
ส่วนซีกนี้ของอ่างอาบน้ำจะเป็นฝักบัวทั่วๆไป ที่จับมารดอาบได้ แต่ซึกนี้จะเป็นด้านที่ไม่มีหลังคา สังเกตุเห็นต้นโมกมั้ยคะ

ออกจากห้องน้ำ เดินผ่านห้องนอนมาอีกด้านผ่านห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน รวมทั้งเป็นห้องเขียนบล็อกด้วย (อิอิ) ก็มาถึงทางเดินที่จะออกไปยังระเบียงก็พบภาพที่ตกแต่งอยู่บริเวณทางเดินหน้าห้องนอนฟากนี้ ณ จุดนี้เองทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะโบราณเลยค่ะ แต่ที่ต่างคือ พิพิธภณฑ์นี้มีเสน่ห์ มีความสุขและความอบอุ่นค่ะ

 ห้องทำงานค่ะ

 มุมนั่งเล่น หรือ มุมอ่านหนังสือ

 ภาพที่ตกแต่งบริเวณโถงทางเดินหน้าห้องนอน

 จากโถงทางเดินตรงนี้ก็จะเป็นระเบียงที่สามารถนั่งชมวิวแม่น้ำป่าสักที่ผ่านหน้าบ้าน ซึ่งอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำก็เป็นที่ที่อาจารย์คนข้างกายของพี่นุชซื้อไว้ เพราะหากอยู่ในมือของคนที่ไม่รัก หรือเข้าใจบรรยากาศของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม แล้วมาปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างที่ไม่เข้ากับบรรยากาศ ก็จะทำให้บรรยากาศของบ้านศิลปะหลังนี้เปลี่ยนไป

 ระเบียง หรือ ศาลาชมวิว

 ตัวบ้านชั้นสองเมื่อมองจากระเบียง

จากระเบียงอาจารย์พี่นุชพาไปชมห้องพักผ่อนที่ไว้นอนอ่านหนังสือ และมีระเบียงเล็กๆด้วย น่ารักมากๆ แต่ไม่ได้ถ่ายภาพมา ไว้ให้ท่านที่จะไปเยือนบ้านริมแม่น้ำหลังนี้รอบต่อไปเก็บภาพมาอวดนะคะ

หลังจากชมบ้านแล้ว ก็ถึงเวลาชิมอาหารที่แสนอร่อยค่ะ แต่จะว่าไปก็ไม่ใช่ชิมค่ะ เพราะทานจนจุก....อร่อยมากๆๆ ทั้ง แกงผักบุ้ง ผัดเห็ดอ้วนๆ ไก่แช่น้ำปลา ....

หน้าตาอาหารค่ะ อร่อยมาก

ในระหว่างทานอาหาร และหลังจากทานอาหาร อาจารย์คนข้างกายของอาจารย์พี่นุชก็เล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังมากมาย ทั้งเรื่องอาหาร เช่น ทำไมกุ้งแม่น้ำอยุธยาอร่อย ปลาเห็ดทำไมชื่อปลาเห็ด ฟังทีแรกก็งงค่ะ เพราะไม่รู้จักปลาเห็ด จริงๆแล้วหน้าตาก็คือปลาทอดมัน แต่ชาวอยุธยาเรียกปลาเห็ด เพราะ เมื่อ แม่ครัวนำปลามาสับ เป็ดก็นึกว่าจะสับปลาให้ตัวเอง แต่พอเดินมาถึงกลายเป็นว่านำไปทอดเป็นอาหาร...เป็ดก็เลยฮา....ฉะนั้น เป็ดฮา ก็เลยเป็น ปลาเห็ด...ฮ่า ฮ่า 555

  บรรยากาศที่โต๊ะอาหาร

 อาหารหวานค่ะ

เสียดายไม่ได้พกสมุดไปด้วย เลยอดจดบันทึก แต่ก็พยายามจำเรื่องราวไว้ แต่ก็จำได้ไม่ทั้งหมด แต่รับรองค่ะ ว่าทุกเรื่องน่าสนใจ และไม่ใช่มุกค่ะ ...ยกเว้นเรื่องปลาเห็ด.... 

หลังจากนั่งฟังและคุยกันอย่างออกรส ก็ถึงเวลากลับที่พักที่อยุธยาค่ะ ...

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณอาจารย์พี่นุช และอาจารย์อดุลพิชัยมากๆค่ะ การไปเยือนครั้งนี้ นอกจากได้อาหารตา อาหารใจ อาหารสมอง แล้วยังได้อาหารอร่อยๆทั้งที่บ้าน และหิ้วกลับด้วย.....ขอบคุณมากค่ะ