หลายเรื่องราวที่แม่ผู้เป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ได้เล่าได้สอนเรื่องต่างๆผ่านบทกลอน คำพังเพย คำสุภาษิต คำคล้องจอง ตามสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เห็นในหมู่บ้าน

        มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเห็นผู้ชายคนหนึ่งมาบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านแทบทุกวันทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นมาเลย ผู้เขียนก็พูดกับแม่ว่าชายคนนี้ไม่รู้มาบ้านนั้นทำไมทุกวัน ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยเห็นมาเลย แปลกจริง แม่พูดว่า ไม่มีอะไรสักสิ่ง (สักสิ่งคือสักอย่าง) ตลิ่งไม่พัง  ไม่มีหวังมาทำไหร (ไหร ภาษาใต้ หมายถึง มาทำอะไร หรือมาทำไม) ท่านกำลังบอกว่า ผู้ชายคนนี้ต้องหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งจึงเป็นเหตุให้เขามาบ้านนี้ทุกวัน เช่นเดียวกับคำเปรียบเปรยของท่านที่ว่าตลิ่งที่พังย่อมมีสาเหตุ อาจจะเป็นเพราะน้ำเซาะตลิ่ง หรือจากการขุดของคน ฯลฯ และการที่ผู้ชายที่เขามาบ้านนั้นบ่อยๆเขาย่อมต้องหวังผลอะไรอย่างแน่นอน ถ้าไม่หวังอะไรจะมาทำไม และเท่ากับแม่สอนให้ เราต้องรู้เท่าทันโลก โดยใช้หลักเหตุ-ผลนี้

       เมื่อย้อนมาดูคำสอนทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์สอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากเหตุ เมื่อเหตุดับทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับ และในอริยสัจ 4 ที่พระพุทธองค์ค้นพบ สมุทัย-มรรค เป็นเหตุ ทุกข์-นิโรธ เป็นผล

       ต่อมาปรากฏว่า ผู้ชายที่มาบ้านนั้นบ่อยๆ ได้แต่งงานกับผู้หญิงบ้านนั้น ผลคือความหวังที่อยากจะแต่งงานกับผู้หญิงบ้านนั้น วิธีการก็คือหมั่นไปหาบ่อยๆ(จากผลสืบสาวไปสู่สาเหตุ หรือจากเหตุไปสู่ผลก็ได้)

       ผู้เขียนก็ประยุกต์ใช้วิธีการสอนแบบของแม่ด้วยเหมือนกัน ใช้สถานการณ์สอนและเทียบกับคำพังเพย สุภาษิต บทกลอน สร้างสีสันการสอนไม่น้อย

       แต่ผู้ที่บอกผู้เล่า คือแม่ หญิงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ที่สอนเรื่องเหตุ-ผล หลักธรรมขั้นสูงอย่างไม่ธรรมดาจริงๆ แม้มิใช่คิดขึ้นมาเองแต่รู้จักหยิบยกสิ่งที่มีอยู่มาสอนได้ถูกเวลาจังหวะและสถานการณ์