เขามีต้นทุนที่ดี เพราะเขาเติบโตมาจากพื้นที่ของโกทูโน

(๑)

 

ผมชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าการไปร่วมงาน Gotoknow Forum ครั้งที่ 1 นั้น  หลักๆ คือการไปพบปะกับบรรดาบล็อกเกอร์
เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ตามแต่โอกาสจะอำนวยให้  และเหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือ  การไปให้กำลังใจกับทีมงาน Gotoknow  ที่ทุ่มเทสร้างงานนี้ขึ้นด้วยใจล้วนๆ

 

ครับ, กำลังใจจากคนเล็กๆ อย่างผมคงไม่อาจเป็นรูปธรรมอะไรมากนักหรอก  แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังอยากจะยืนยันว่าไปให้กำลังใจจริงๆ  เพราะตัวผมเองรู้และตระหนักเสมอว่า  Gotoknow ได้ปรับแต่งให้ผมเกิดการเรียนรู้ครั้งใหญ่  ผมเห็นโลกและชีวิตกว้างขึ้นโดยมี Gotoknow เป็นพลังหนุนนำ

 

ผมไม่อาจบอกกับใครต่อใครว่าการมาครั้งนี้ คือการมาให้กำลังใจอย่างที่เกริ่นกล่าวข้างต้น  แต่ก็ไม่อาจเก็บงำไว้คนเดียวอย่างลึกเร้น  จึงตั้งหน้าตั้งตาเปิดเปลือยกับน้องสาวแสนเก่งสองคน คือ  มะปรางเปรี้ยวและสี่ซี่ว่า “พี่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยนะ ..พี่มาให้กำลังใจล้วนๆ”

แน่นอนครับ ผมพูดเช่นนั้น  เพราะรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ..


 

 

(๒)

 

บันทึกที่แล้ว  ผมเขียนกลอนสดๆ ในหัวข้อ “เขียนบล็อก...เขียนเพื่ออะไร  อันเป็นแรงขับเคลื่อนภายในที่เกิดขึ้นจากการได้ฟังการบรรยายของรองศาสตราจารย์ ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับมูลเหตุการเขียนบล็อก และการใช้บล็อกให้เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์องค์กร

 

บันทึกที่ว่านั้น  เป็นการสรุปรวมด้วยกลอนง่ายๆ  ไม่เน้นฉันทลักษณ์  หรือรูปแบบใดๆ  คำและความไม่หรูหรา (เพราะมีศักยภาพเท่านั้นจริงๆ)  จึงได้แต่คิดอะไรก็เขียนลงไปอย่างนั้นเลยก็ว่าได้  เรียกได้ว่า เน้นความสดเป็นหลัก  รสชาติแห่งคำและความหมายนั้น  ค่อยว่ากันใหม่เมื่อมีโอกาส

 

ทวนกันอีกทีก็แล้วกัน ครับ...

เขียนบล็อก..เขียนเพื่ออะไร

เขียนเพราะ “ใจ” สั่งให้เขียน

เขียนเพื่อร่ำเรียน
เขียนเพื่อสังคม


โกทูโนสอนให้รู้ (เอง) ว่า
เขียนให้รู้ค่าการสั่งสม
เขียนให้รู้ค่าการชื่นชม
เขียนเพื่อความสุขอุดมแห่งปัญญา

 

เขียนเพื่อชำระตัวตนอันหม่นเศร้า
เขียนเพื่อผ่อนเบาความเหนื่อยล้า
เขียนเพื่อให้รู้การพึ่งพา
เขียนเพื่อศรัทธาของชีวิต


ต่างคนต่างเขียนต่างนิยาม
ต่างเขียนต่างก้าวข้ามพรหมลิขิต
การเดินทางของถ้อยคำย้ำความคิด
สื่อพันธกิจทางใจไร้พรมแดน ...

....

ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติขาดไม่ได้
สุขทุกข์แบ่งปันใจได้ทุกที่
มหัศจรรย์สัมพันธ์อันมากมี
โกทูโน-คือพื้นที่ของ "ชีวิต

 

 

(๓) 

 

ผมประทับใจการบอกเล่าของท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะท่านบอกเล่าว่า  การเขียนบล็อกของท่าน เน้นสั้นๆ กระชับ  หรือเรียกให้ง่ายๆ ก็คือ  เอาแต่เนื้อ-น้ำไม่ต้อง นั่นแหละ

ถึงตอนนั้น  ผมถึงขั้นสะดุ้งราวกับโดนเข็มแหลมเล็กแทงเข้าที่หัวใจแบบไม่ให้ตั้งตัว  พร้อมๆ กับเปรยออกมาให้กัลยาณมิตรข้างกายได้ฟังแบบขำๆ ว่า
“ถ้าเช่นนั้น ผมก็สอบตกเลยสิ  เพราะบันทึกของผมยาวยืด  เป็นประเภทวิชาการสามบรรทัดล้วนๆ” (น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหลงเหลง)

 

แน่นอนครับ  บันทึกของผมเป็นสไตล์นั้นจริงๆ  ผมมันประเภทหมอลำ  เขียนแต่ละทีแต่ละครั้งต้องเกริ่นลากความระโยงระยางราวกับเถาวัลย์ในป่ารก  เหมือนกับหมอลำนั่นแหละ  กว่าจะเต้ยให้คึกคักได้  ก็จำต้องเกริ่นแบบ “โอละหนอ โอละนอ.....”  เสียก่อน

 

ถึงกระนั้น  ท่านอธิการบดีฯ  คนเก่ง  ยังไม่วายผูกโยงมาสู่ประเด็นใหม่ว่า  บางครั้งก็จำต้องเขียนให้ยาวบ้าง  เพราะต้องให้รายละเอียดต่างๆ ให้มากขึ้น  เนื่องจากบางเรื่องจะถูกนำไปขยายผลในโอกาสต่างๆ  หากกระชับมากไปจนเนื้อความไม่ชัดและไม่ครบ  ก็เกรงว่าจะถูกตีความไปแบบคลาดเคลื่อน  จึงจำต้องมีรายละเอียดยิบยับมากเป็นพิเศษ  และที่สำคัญบางเรื่องก็จะกลายเป็น “จดหมายเหตุ”  ของมหาวิทยาลัยฯ  ยิ่งต้องเน้นรายละเอียดให้มากเป็นพิเศษ  พลอยให้เรื่องที่เขียนออกท้วมๆ บวมๆ  หรือยาวกว่าปกติ

 

 

(๔)

 

แน่นอนครับ  พอมาถึงฉากนี้ก็โดนใจผมเข้าอีกรอบ  คราวนี้เหมือนคนได้ใจ  ผมรู้สึกมีพลังขึ้นมาอย่างกระชุ่มกระชวย  เพราะสิ่งที่ท่านบอกเล่านั้น  ก็เป็นสิ่งเดียวกันกับที่ผมกำลังคิดและกระทำอยู่ที่มหาสารคาม

 

มีเหตุผลมากมายสำหรับการเขียนบล็อก  ผมค้นพบสิ่งอันดีงามอย่างมหาศาลในพื้นที่แห่งนี้จนหลุดเป็นวาทกรรมประจำตัวออกมาเมื่อปีสองปีที่แล้วในทำนองว่า “โลกไม่เงียบเหงา เพราะยังมีคนให้เราได้คิดถึง”

 

และจนแล้วจนรอด  เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ  ผมก็แน่ชัดแล้วว่าการเขียนบล็อก หรือเขียนบันทึกของผมนั้นคือการเขียนเพื่อเป็น “จดหมายเหตุของชีวิต”  เป็นจดหมายเหตุของตัวเอง -คนของความรัก-และสังคมรอบตัว

 

เมื่อพิจารณากลุ่มก้อนอันเป็นแนวเรื่องของผมนั้น หลักๆ จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกิจกรรมของนิสิตในมหาวิทยาลัย  โดยเฉพาะเรื่องราวในวิถีกิจกรรมนอกหลักสูตรแทบทั้งสิ้น  ซึ่งผมเคยบรรยายในที่ต่างๆ  ผมก็พร่ำพูดเสมอว่า มหาวิทยาลัยอันโตใหญ่ มากมายด้วยหลักฐานแห่งพัฒนาการของยุคสมัย แต่กลับกลายเป็นว่าวิถีชีวิตนอกห้องเรียนของนิสิตนั้น  กลับมีการจัดเก็บกันน้อยมาก  ผมเองกลับต้องแบกรับค้นหาและจดจำมาบอกกล่าวอย่างไม่รู้จบ 

 

บางครั้งผมก็เป็นเหมือนตู้ประวัติศาสตร์เคลื่อนที่ทางกิจกรรมของคนที่นี่  มันเหนื่อยต่อการแบกรับเรื่องต่างๆ  ดังนั้นการบันทึกเรื่องต่างๆ ไว้ในบล็อกจึงเป็นการทำหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์ของที่นี่ไปในตัว  และเอกสารที่ปรากฏในบล็อกก็จะกลายเป็น “จดหมายเหตุ” ไปโดยปริยาย  ซึ่งบัดนี้ก็เป็นที่น่ายินดีว่า บันทึกหลายเรื่องถูกนำไปขยายผลในแวดวงมหาวิทยาลัยบ้างแล้ว  และเริ่มมีครูบาอาจารย์เข้ามาสืบค้นกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

 

(๕)



ส่วนจดหมายเหตุชีวิตในประเด็น “คนของความรัก” นั้น
ชัดเจนอย่างมาก โดยเฉพาะในบันทึกที่เขียนถึงการ “เปลือยความสุข” ซึ่งบัดนี้ก็เดินทางมาถึงบันทึกที่ ๓๒ แล้ว

 

เรื่องราวทั้งปวงนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนในครอบครัวที่ผมเรียกเองว่า “คนของความรัก”  หากแต่โฟกัสไปยังสองหนุ่มสองมุมมากกว่าผมและเพื่อนชีวิต

 

บันทึกแต่ละเรื่องเสมือนการบันทึกพฤติกรรม หรือนาฏกรรมการใช้ชีวิตของลูกๆ  ว่าเขาทั้งสองพานพบเจออะไรและสำแดงฤทธิ์ต่อเรื่องต่างๆ อย่างไรบ้าง  ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่าวีรกรรมของสองหนุ่มนั้น  กลายเป็นเรื่องชวนสนุกของชาวบล็อกไปก็มากโข  หลายท่านถึงขั้นขันอาสาเป็นพี่เลี้ยงกิตติมศักดิ์ไปแล้วก็หลายคน

 

ผมตั้งใจอย่างแรงกล้าว่าจะนำบันทึกที่เกี่ยวกับลูกๆ มาทำเป็นหนังสือเล็กๆ สักเล่ม และส่งมอบให้กับเขาในวันที่โตพอที่จะอ่านออกเขียนได้  เพื่อย้ำให้เขารู้ว่า  ชีวิตของพวกเขาเติบโตมาอย่างไร  เผชิญทุกข์เผชิญสุขมากี่ชะตากรรม  และที่สำคัญ  ผมอยากให้เขารู้ว่า  ส่วนหนึ่งของชีวิตเขา  ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยผมและเพื่อนชีวิต หรือแม้แต่เครือญาติเดียวกันเท่านั้น  แต่ยังได้รับการกล่อมเกลาและดูแลจากพี่ป้าน้าอาที่เรียกตนเองว่า “บล็อกเกอร์”  อย่างหลากหลาย

ครับ ผมกำลังสื่อสารกับลูกให้รู้ว่า  เขาไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกกว้างใบนี้  เขาได้รับการเลี้ยงดูและใส่ใจจากคนรอบข้างเป็นอย่างดียิ่ง ...เขามีต้นทุนที่ดี  เพราะเขาเติบโตมาจากพื้นที่ของโกทูโน นั่นเอง

 

และเมื่อเขาได้อ่านเรื่องราวของเขาผ่านบล็อกที่จัดรวมเป็นหนังสือเล่มเล็กแล้ว  เขาก็จะรู้เองว่า  นั่นคือจดหมายเหตุเฉพาะกิจของชีวิตของเขาเอง – เขาจะได้รู้และตระหนักถึงจังหวะของการใช้ชีวิตอย่างคนที่มี “ต้นทุน”  ...

หาใช่คนที่เกิดมาแล้วเดินดุ่มๆ อยู่คนเดียวเสียเมื่อไหร่