ถอยหลังไปเมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว กรมอัยการมีแนวความคิดที่จะนำการชะลอการฟ้องมาใช้ แต่ถูกคัดค้านจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งๆที่บรรพอัยการยุคนั้นเริ่มมีความคิดก้าวหน้าเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชน และลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล ซึ่งหน่วยงานอื่นยังไม่มีใครพูดถึงยุติธรรมทางเลือก แต่เราคิดจะทำ และถูกคัดค้านจนหงายเก๋งไม่เป็นท่า...

        ผมทำงานช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ มาจนถึงปัจจุบัน ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางแนวคิดของอัยการที่มีต่อประชาชนหลายเรื่อง เดิมเขาเรียกอัยการว่า ลูกอีช่างฟ้อง (ขออภัยที่ใช้คำไม่สุภาพ) แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะแนวคิดของคนเป็นอัยการถ้าพยานหลักฐานห้าสิบห้าสิบ อัยการจะเลือกสั่งฟ้องไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เพราะเมื่อไหร่ที่สั่งไม่ฟ้อง สังคมรอบข้างจะมองอัยการด้วยสายตาที่ไม่มีความเชื่อมั่นเอาเสียเลย นึกไปก่อนว่าสั่งไม่ฟ้องเพราะมีการทุจริตคอรัปชั่น

        ผมเสนอสำนวนโดยทำความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องเพราะพยานหลักฐานที่จะนำไปเสนอชั้นศาลไม่หนักแน่นพอที่จะให้ศาลลงโทษจำเลยได้ ไม่ใช่วิเคราะห์เพียงแค่ว่าพอฟ้องหรือไม่พอฟ้อง แต่ผมเห็นว่าเมื่อฟ้องแล้วต้องนำเสนอข้อเท็จจริงให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้ถึงจะฟ้อง ไม่งั้นเสียเวลาเปล่า และที่สำคัญคนที่ถูกฟ้องเขาไม่ได้รู้สึกมีความสุขที่ถูกฟ้อง ถ้าพยานหลักฐานยังเป็นที่สงสัย ต้องมองผู้ต้องหาบริสุทธิ์ไว้ก่อน แรกๆเพื่อนๆก็มองเหมือนกับว่าผมมีผลประโยชน์กับสำนวนเหล่านั้น แต่ผมก็ไม่ยี่หระที่จะทำความเห็นตรงไปตรงมา จนระยะหลัง พี่ๆเพื่อนๆรู้ว่าเราเป็นอย่างนี้

        ต่อมาสำนักงานอัยการสูงสุดในสมัยที่ท่านเรวัต ฉ่ำเฉลิม เป็นอัยการสูงสุด ท่านมีแนวคิดนี้ท่านบอกว่าท่านจะไม่ให้ความสนใจคดีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องสักเท่าไหร่แต่ท่านจะให้ความสนใจคดีที่สั่งฟ้อง เพราะนั่นคือสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่อยู่ในมืออัยการ ถ้าเราสั่งฟ้องชุ่ยๆคนที่เดือดร้อนคือประชาชน

        บรรพอัยการในอดีต ที่มีแนวคิดว่าถ้าคดีห้าสิบห้าสิบให้สั่งฟ้องไว้ก่อนนั้น เป็นรูปแบบการทำงานที่วิเคราะห์ข้อเท็จจริงว่ามีพยานหลักฐานพอฟ้องหรือไม่ ถ้าพอฟ้องก็สั่งฟ้อง ซึ่งเป็นไปตามยุคสมัยและแนวความคิดของสังคมในยุคนั้นๆ พอมาถึงปัจจุบันมองแค่นี้ไม่พอแล้ว เพราะเราต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาและรวมไปถึงสิทธิของผู้เสียหายด้วย

        ถอยหลังไปเมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว กรมอัยการมีแนวความคิดที่จะนำการชะลอการฟ้องมาใช้ แต่ถูกคัดค้านจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งๆที่บรรพอัยการยุคนั้นเริ่มมีความคิดก้าวหน้าเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชน และลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล ซึ่งหน่วยงานอื่นยังไม่มีใครพูดถึงยุติธรรมทางเลือก แต่เราคิดจะทำ และถูกคัดค้านจนหงายเก๋งไม่เป็นท่า...

        แต่พอมาถึงยุคปัจจุบัน ตั้งแต่ช่วงที่มีการระบาดของยาเสพติด ผู้ต้องขังในเรือนจำส่วนใหญ่เป็นนักโทษคดียาเสพติด แถมคดีอื่นๆก็เพิ่มปริมาณมากขึ้น อัยการหอบสำนวนไปศาลคนละห้าหกเรื่อง ศาลก็แทบไม่ต้องเงยหน้าจากบัลลังค์ เพราะคดีเยอะมาก บางทีเรื่องเล็กๆน้อยก็ฟ้องกัน พอเศรษฐกิจไม่ดีก็จะมีคดีเช็คเยอะมาก นอกนั้นก็จะมีคดีเกี่ยวกับการจราจร จนต้องมีการรณรงค์เมาไม่ขับ และคดีอื่นๆอีกมากมาย ฉ้อโกง ยักยอก ลักทรัพย์ ทั้งๆที่บางเรื่องหากจะว่าไปแล้วฟ้องไปก็ไม่แน่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่ เช่น มะม่วงเขาไปลักทรัพย์ของลำไยในเวลากลางคืน ลำไยรู้สึกตัวตื่นเห็นมีคนเข้ามาในบ้านตะโกนถามแล้วก็เฉย และไม่รู้ว่าคนที่บุกรุกมีอาวุธหรือไม่ก็เลยใช้ปืนยิง มะม่วงพยายามหลบหนีจึงถูกลำไยยิงเข้าที่กระดูกสันหลัง กลายเป็นคนพิการช่วยตัวเองไม่ได้ไปไหนมาไหนไม่ได้ ใช้กรรมที่ตนก่ออยู่/หรือลิ้นจี่ ขับรถไปทำงาน ทุเรียนถีบจักรยานพาลูกไปโรงเรียน แต่จักรยานเสียหลักลิ้นจี่เฉี่ยวชนเข้าให้ ทำให้ทุเรียนขาหัก แต่หลังเกิดเหตุลิ้นจี่ก็ช่วยพาทุเรียนไปส่งโรงพยาบาลรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด และมาแจ้งเหตุที่โรงพัก แสดงความรับผิดชอบ ท่านคิดว่าคนอย่างลิ้นจี่รู้สำนึกในความผิดของตัวหรือไม่ มีความรับผิดชอบต่อสังคมหรือไม่ คนอย่างนี้ควรถูกฟ้องหรือไม่

        เหตุเหล่านี้ เราก็รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดกฎหมาย แต่ฟ้องคนพวกนี้แล้วมันก่อให้เกิดประโยชน์ใดแก่สังคมบ้าง กรณีมะม่วงจะไปศาลทีก็ต้องมีคนพาไป ศาลตัดสินจะลงโทษจำคุกก็ไปลำบากเรือนจำเขาอีก  หรือกรณีลิ้นจี่ จะให้ศาลพิพากษาลงโทษเพื่ออะไร เพื่อให้รู้สำนึกความผิดหรือ ท่านคิดว่าลิ้นจี่รู้สำนึกแล้วหรือไม่

        เมื่ออัยการเสนอยุติธรรมทางเลือกในการชะลอการฟ้อง เรารับฟังเสียงจากประชาพิจารณ์ทุกอย่างดูดีมากเลยครับ สื่อมวลชนก็สนับสนุน ประชาชนที่มาฟ้งเหตุผลจากอัยการก็ต่างพูดกันว่าอัยการทำดี ส่งร่างกฎหมายชะลอการฟ้องไป ครม.ก็เห็นด้วย ส่งไปกฤษฎีกาเพื่อให้ตรวจร่างกฎหมาย ออกมาเป็นคนละเรื่องกับที่อัยการเสนอ เพราะของกฤษฎีกาจะให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าจะชะลอการฟ้องหรือไม่ ถ้าเป็นยังงั้นแล้วเราจะสั่งชะลอการฟ้องไปเพื่ออะไรในเมื่อเรากำลังหาวิธีการใช้ยุติธรรมทางเลือกเพื่อลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล ถ้าเสนอศาลอีกแล้วมันจะลดปริมาณคดีสู่ศาลตรงไหน งง จริงๆ

        พออัยการเสนอเรื่องชะลอการฟ้อง ทำไมเขาถึงได้สงสัยกันนักว่าอัยการกำลังอยากจะได้อำนาจเพิ่มหรืออย่างไร การชะลอการฟ้องเหมือนกับที่ศาลรอการลงโทษไหม ทำไมเขาคิดถึงแต่เรื่องเหล่านี้ ทำไมไม่มองว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างหรือไม่ หรือมองอัยการในแง่ดีบ้างได้ไหม เพราะอัยการรุ่นใหม่เขามองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก

        ผมเขียนเรื่องนี้ เพราะวันนี้เราสัมนาเชิงปฏิบัติการในเรื่องการใช้ยุติธรรมทางเลือก การชะลอการฟ้องเป็นส่วนหนึ่ง แต่เรายังพูดกันถึงการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทในคดีอาญา แพ่ง และคดีปกครอง บทบาทของพนักงานอัยการ วิธีการ ร่างระเบียบ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น พรุ่งนี้จะมาเล่าให้ฟังว่า เราพูดเรื่องอะไรกันบ้างครับ