วันนี้มีโอกาสได้คุยกับรุ่นน้องที่ได้รู้จักกันสมัยที่ครอบครัวของเรายังอยู่ที่เพิร์ธ ออสเตรเลีย เวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน มาถึงวันนี้ที่เราเรียนจบกลับมา 3 ปีกว่าแล้ว น้องเขาเพิ่งจะกลับมาหมาดๆไม่นานนี้เอง
ระบบการเรียนปริญญาเอกของออสเตรเลียจะต่างจากประเทศอื่นๆ เพราะที่ออสเตรเลียนั้น ในระหว่างช่วงที่เรียนอยู่ เราต้องมีการนำเสนองานในภาควิชา ในคณะ ในมหาวิทยาลัยแบบที่เป็น peer review กันสดๆ และก็ต้องนำเสนองานหลายระดับกันมาเกือบตลอดเวลา โดยไม่มีการสอบปากเปล่าเหมือนบางประเทศ และในขั้นตอนสุดท้ายเมื่อเสร็จงาน เราต้องเขียนวิทยานิพนธ์จนสำเร็จเรียบร้อยออกมาเป็นเล่ม แล้วส่งให้มหาวิทยาลัยเพื่อจัดหาส่งต่อไปยัง reviewers ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวนก็แล้วแต่จะกำหนดของแต่ละมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เราทำวิทยานิพนธ์นั่นเอง ซึ่งการ submit thesis นี้ถือเป็นการสิ้นสุดชีวิตนักศึกษาปริญญาเอกในมหาวิทยาลัย ถ้าเป็นนักศึกษาต่างชาติหรือนักเรียนทุนทั้งหลายแบบเรา ก็คือถึงเวลาเดินทางกลับบ้าน โดยที่ยังไม่ทันจะรู้ผลว่า วิทยานิพนธ์จะผ่านหรือไม่ เราจะได้ปริญญาจริงหรือเปล่านั้นต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยก็ 3 เดือน แต่ส่วนใหญ่จะนานกว่านั้น
พวกเราที่จบจากออสเตรเลีย ต่างก็พบเจอกับสภาวะเดียวกัน ที่โดนใครๆทักว่าเราเป็นจบปริญญาเอกมีดีกรีกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆที่เรายังไม่รู้ผลเลย ระบบนี้มีมาเป็นหลายสิบปีแล้ว แต่พวกเราที่จบจากออสเตรเลียก็ยังคงพบกับคำถามเดิมๆเหมือนๆกันตลอดมา ไม่เป็นที่รู้กันกว้างขวางสักที เป็นที่น่าอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับตัวเอง การได้ปริญญามาด้วยหรือไม่ ดูจะไม่ได้มีผลอะไรเลยต่อหน้าที่การงาน ดังนั้นจึงยิ่งไม่เดือดร้อนอันใด ใครจะทักถามหรือไม่ก็ไม่เดือดร้อน ปริญญาเอกก็เป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น แต่งานต่างๆที่เราได้ทำ ได้เรียนรู้มา ก็ได้มีโอกาสเขียนถ่ายทอดออกมาบ้างแล้วในวงงานที่เกี่ยวข้องก็ถือว่าได้ทำหน้าที่เต็มที่แล้ว
วันนี้ได้คุยกับน้องที่เพิ่งกลับมา ก็เลยได้ระลึกถึงความหลังครั้งนั้นว่า สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดหลังจากจบกลับมา ที่ไม่ใช่ปริญญา ก็คือความเห็นจาก reviewer ที่ทางมหาวิทยาลัยจะนำมาประมวลโดยคณะกรรมการของมหาวิทยาลัย แล้วส่งกลับมาถึงเรา อ่านซ้ำแล้วซ้าอีกด้วยความประทับใจ เพราะท่านที่เขียนได้ละเอียดละออที่สุด วิจารณ์งานเราได้อย่างรู้ลึก รู้จริงนั้น ท่านเขียนได้ดีมาก มีศิลปะในการแนะนำติชมที่ดีมากๆ ดังนั้นในวิทยานิพนธ์ฉบับจริง copy ที่เป็นของตัวเองก็เลยนำไปเย็บรวมไว้ในเล่มด้วย (ฉบับจริงที่ส่งมหาวิทยาลัย เขาไม่ได้ให้ใส่ไว้) บอกตัวเองได้ว่า สิ่งที่มีค่ากว่าใบปริญญา ก็คือ ความมีคุณค่าของงานและพลังที่เราทุ่มเทในงาน จนกระทั่งเล่าเป็นเรื่องออกมาได้เป็นเล่ม แล้วได้รับการยอมรับในคุณค่าของงานจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาแบบนี้ต่างหาก
อาจจะเป็นเพราะระบบของอเมริกาถ้าไม่จบเรียบร้อยจริงๆ ไม่ได้กลับบ้านครับ เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้เราถามคนที่จบจากออสเตรเลียครับ
แหะๆ ผมจำได้ว่าผมก็เป็นคนหนึ่งที่ถามพี่โอ๋ ;-)
สวัสดี ครับ
อ่านแล้ว...ระบบการเรียนการสอนที่นี้...เป็นเรื่องที่ท้าทายความรู้สึก
มาก ครับ...ต่างจาก บ้านเรา(หรือเปล่าผมไม่แน่ใจ...เพราะจบจาก มหาวิทยาลัยนานมากแล้ว...)
คิดนะครับว่า...การเลียนแบบสิ่ง ดีดี แบบนี้บ้าง น่าจะช่วยยกระดับ
ความคิดของคนเรียน มหาวิทยาลัย (บางส่วน...หรือส่วนใหญ่)
ให้ตระหนักว่า ...ใบปริญญา...ไม่ใช่เป้าหมายของการได้ครอบครอง
แต่สิ่งที่ได้...คือความมีคุณค่าของงานและพลังที่เราทุ่มเทในงาน
ชอบบันทึกนี้มาก ครับ
ขอบคุณครับ
ในบ้านเรามักจะหยิบแค่บางส่วนมาใช้ เห็นเขาดีก็เอามาแต่กว่าที่เขาจะผ่านอะไรมาได้เขาใช้เวลามานานมาก อีกอย่างวัฒนธรรมของเขาต่างจากเรา เวลาเราไปเรียนที่บ้านเขาเราก็ต้องปรับตัวอย่างมาก
สวัสดีครับ
แวะมาอ่านแล้วได้ประโยชน์มากๆ
ไม่ทราบจะพูดอย่างไรดี ระบบการศึกษาที่นี่ เกินคำบรรยายครับ
โคตรยาก!ขอโทษครับ อาจใช้ภาษาไทยที่อาจจะไม่เหมาะสมครับ
วศิน
ยินดีด้วยที่น้องวั้น ธมวุฒิ โภคาธิกรณ์ ลูกชายคนเก่ง สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในการเข้ารอบชิงชนะเลิศประกวดเรียงความภาษาอังกฤษ หัวข้อ "How can teens benefit from a multi-cultural world?โครงการชิงทุนการศึกษา "Cultural Crossroad" ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศสจัดโดย NJ Magazine และผ่านเข้ารอบสอบสัมภาษณ์ ซึ่งตอนนี้น้องอาจกำลังเดินทางไปแล้วก็ไม่รู้ เห็นรูปในเวบ ตอนแรกไม่รู้ว่าเป็นน้องวั้น
และขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆที่ให้มาค่ะ