ต้องทั้ง process และ output oriented

  ติดต่อ

  ต้องจัดการให้เส้นอุปสรรคถูกขจัดออกไปเสีย ซึ่งก็ใช้วิธีง่าย ๆ คือการทำความเข้าใจร่วมกัน ปรับฐานคิดให้เข้าใจกันและกันเท่านั้น   

     จากบันทึกของอาจารย์หมอสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เรื่อง “การเข็นครกขึ้นภูเขาในการทำงาน KM กับนักวิชาการ” ผมได้เข้าไป ลปรร.จนอาจารย์ต่อยอดให้ และนำกันไปออกการทำงานแบบ output-oriented กับ process-oriented จากนั้นผมชักชวนอาจารย์ให้ไปอ่านเรื่อง “เราทำเพื่องานหรือเพื่อตัวชี้วัดกันแน่” ที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้า จนในที่สุดอาจารย์ก็เติมเต็มอีกครั้งด้วยบันทึกเรื่อง “การทำงาน และการบริหารงาน แบบ process-oriented” บันทึกนี้ผมจึงเขียนขึ้นด้วยเหตุผลแรกคือ ปลาบปลื้มกับความมหัศจรรย์ของ GotoKnow.org ที่ก่อให้เกิดการ ลปรร.และต่อยอดความรู้อย่างไม่น่าเชื่อ เหตุผลที่สอง คือ ผมชักสนใจว่าหากจะทำงานหรือดำเนินชีวิตโดยใช้ KM เป็นเครื่องมือ จะต้องมีทั้ง process และ output oriented ไปพร้อม ๆ กัน จึงจะได้ทั้งประโยชน์ อย่างมีความสุข และได้เรียนรู้ไปด้วย ตามที่อาจารย์นำเสนอไว้ ผมลองนำมาสร้างภาพ (หลาย ๆ คนชอบ) ตามที่ผมเข้าใจ ลองดูนะครับดังนี้

     จากภาพจะเห็นได้ว่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติน่าจะมีฐานคิดและความมุ่งหวังในการทำงานโดยเฉพาะในลักษณะงานตามระบบราชการ ซึ่งจะหาความสำเร็จเชิงรูปธรรมได้ยาก ใคร ๆ มักจะเรียกว่า “งานที่ทำไม่เสร็จ” แตกต่างกัน ผมเลยจำลองเส้นอุปสรรคที่ควรจะขจัดออกไปเสีย ซึ่งก็ใช้วิธีง่าย ๆ คือการทำความเข้าใจร่วมกัน ปรับฐานคิดให้เข้าใจกันและกันเท่านั้น แต่จะว่าไปแล้วก็จะยากอยู่ตรงนี้แหละครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ไตรภาคีร่วมพัฒนาสุขภาพชุมชน

หมายเลขบันทึก: 26104, เขียน: , แก้ไข, 2015-03-19 08:31:44+07:00 +07 Asia/Bangkok, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 8, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #กรอบคิดหลัก#process-oriented#output-oriented#poom-model

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (8)

คนดอย(ปูนแก่งคอย)
IP: xxx.121.148.86
เขียนเมื่อ 

ขอสนับสนุนและขอแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมครับ

  • หากคิดและพิจารณารวมทั้งคาดหวังเรื่องความยั่งยืน ที่ความรู้ติดตัวที่ได้มาจากเรียนรู้ ผมว่าเราแนวทางที่เน้น Process น่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้องที่สุด แต่
  • จากการทำงานที่ผ่านๆมาของเรา คาดการทำทบทวนตนเองให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ อย่างจริงจัง ที่นั่นก็คือการทำ AAR นั่นเอง หรือบางระบบเรียกว่า Past performance analysis และที่สำคัญ
  • เราไม่มีการทำและตกผลึกสิ่งนั้นอย่างต่อเนื่องจนเกิดทักษะ
  • สิ่งที่พูดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่เพียงเรา ก็ถูกสร้างและหล่อหลอม จะเรียกว่าติดนิสัย ชอบกินบะหมี่สำเร็จรูป เน้นที่Product ก็ว่าได้ครับ ผมจึงเห็นว่า KM ที่เน้นทั้ง Process และ Product อย่างพี่ชายขอบว่า จะแข็งแรงขึ้นจะต้องเน้นให้สามารถสร้างทักษะของกระบวนการให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดความยั่งยืนครับ

ข้อความจากหนังสือ Toyota way บทที่ 14 (แม้แต่ญี่ปุ่นเองก็ยังมาพูดเรื่องนี้)

 

  • Resulted oriented tends to fail (want to see bottom line too soon) 
  • Process Oriented: More patient. Believe investing in people-process leads to desired result.
  •  Without Hansei,.. impossible for real kaizen (PDCA)
  •  Hansei: Responsibility, Self Reflection, and Organization Learning

ซึ่งน่าแปลกใจและสำนึกพิลึกชอบกล ตอนได้เห็นข้อความนี้ครั้งแรก เหมือนกับเราชอบเอาระบบชาวบ้านมาใช้แบบที่ฐานความรู้และทักษะในเชิงกระบวนการของคน ไม่เหมือนเขา ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราที่จะช่วยปรับเปลี่ยน กรอบความคิด(Paradigm) ก่อน นั่นน่าจะเป็นการอย่างใช้อย่างมีปัญญา แต่ท้ายสุดเราควรสร้างองค์ความรู้ หรือระบบของเราเอง โดยใช้ฐานความรู้ของเราที่มีอยู่จะนำความรู้ที่รับจากภายนอกมาประยุกต์เข้าเพื่อสร้างของเราเองครับ

 

ชายขอบ
IP: xxx.113.16.250
เขียนเมื่อ 

คนดอย(ปูนแก่งคอย)

     ขอบคุณมากนะครับที่เข้ามาสนับสนุนและเติมเต็มให้อีกครั้ง

     ผมเห็นด้วยมากครับที่บอกว่าหากจะใช้ KM ต้องเน้นที่การสร้างทักษะของกระบวนการให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือจะพูดว่าจะได้ทำอย่างใส่ใจ ไม่สุกเอาเผากิน ใช่ไหมครับ

     ผมมองอย่างนี้ครับว่า เวลาเราไปรับอะไรมา เราก็ชอบที่จะลอกมาใช้เลย มักจะได้ผลอยู่ระยะหนึ่งเสมอ ในตอนเริ่มต้น เพราะพลังเงียบโดยกดไว้ แต่พอนาน ๆ ไป ฝ่ายบริหารก็เริ่มชาชิน ผู้ปฏิบัติก็เริ่มเบื่อ ๆ ไหลกลับไปตามธรรมชาติที่เขาเป็น ที่เป็นวิถีเขา แล้วเราก็ไม่ค่อยได้พบเห็นความยั่งยืน หากแต่เราได้นำตัวกรอบคิดมา จากนั้นก็ปรับให้เขากับความเป็นธรรมชาติของ Process ที่เราเป็นอยู่แล้วให้มากที่สุด โดยสมดุลเพื่อการพัฒนา อย่างนี้ครับผมว่าจะยั่งยืน

     ดูอย่างเมื่อเกิดกระแส KM องค์กรต่าง ๆ (หลายองค์กร แต่ไม่ใช่ที่ใดที่หนึ่ง หรือทั้งหมด) ก็สร้างตัวชี้วัดขึ้น เช่น ต้องมีคณะทำงาน KM, ต้องมีคำว่า LO ในแผนกลยุทธ์, ต้องมีการทำ KM workshop เป็นต้น อย่างนี้ครับที่ผมว่ามีไปทำไมเมื่อยังไม่ทราบเลยว่า KM คืออะไร ทำไม อย่างไร ไม่มีไม่ทำได้ไหม

     ผมจึงนำเสนอไว้ที่บันทึก คุณอำนวย (KF) สไตล์ “ชายขอบ” ว่า ต้องเนียนเข้าไปในเนื้อชีวิต ซึ่งจริง ๆ นะมีอยู่ก่อนแล้ว ตอนนี้เลยขอเพียงให้รู้ตัวเท่านั้น ในประโยคที่บอกว่า... ผมเป็นคุณอำนวยของชีวิตตนเอง โดยการใช้ KM Movement เป็น Life Movement ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว กลุ่มเพื่อน ที่ทำงาน หรือเพื่อนบ้าน "ให้เนียนเข้าไปในเนื้อชีวิต อย่าให้ผิดปกติอะไร" เพราะในแท้ที่จริง การจัดการความรู้ หรือ KM ก็คือส่วนหนึ่งของชีวิตอยู่แล้วโดยธรรม(ชาติ) อยู่แล้ว

Handy
IP: xxx.144.143.4
เขียนเมื่อ 
    Output Oriented ผู้บริหารประเภทหนึ่งชอบมาก  เร่งให้ออกมาทันโชว์เขาได้ทันเวลา หรือก่อนใครๆได้ จะถือว่ายอด  Process เป็นเรื่องเล็ก ทำอย่างไรก็ได้ ขอให้มีสิ่งที่เป็นรูปธรรม เช่นถ่ายรูปได้  ออกข่าวทีวีได้ก็แล้วกัน...
     ทำกับมนุษย์  ไม่ว่าเรื่อง การศึกษา หรือ สาธารณสุข มันมิใช่ระบบการผลิตสินค้าในโรงงานที่จะกำหนดให้ชิ้นไหน  ก้อนไหน  ออกมาเวลาใดได้  ถ้าทำได้ก็น่าจะเป็น ของปลอม ที่เป็นเพียง Output ที่พยายามเค้นออกมาเพื่อสนองกิเลสใครบางคนเท่านั้นกระมัง  หาผลกระทบที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์ มั่นคง และ ยั่งยืน น่าจะยาก
      สุดท้าย ถ้าเพื่องานจริงๆ  คงหนีไม่พ้น การเอาผลลัพธ์ และผลกระทบที่คาดหวังเป็นตัวตั้ง  จัดการกับความรู้ อย่างเหมาะสม  ทำไป เรียนรู้ไป เก็บเกี่ยว Process ทั้งหลายไว้เป็นทุนเพื่อทำอะไรให้ก้าวหน้าต่อๆไป
ชายขอบ
IP: xxx.113.16.250
เขียนเมื่อ 

อาจารย์ Handy

     เพราะทำกับมนุษย์นะสิครับ ไม่ใช่สินค้าเป็นชิ้น ๆ แต่การให้อิสระว่าจะเลือกเดินกระบวนการอย่างไรตามวิถีของเขา เขาจะเรียนรู้และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเอง หากจะช่วยก็น่าจะช่วยตรงการสร้างบรรยากาศให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ดีกว่า ทั้งนี้เป้าหมายที่เป็นผลลัพธ์ก็ยังคงมีแต่น่าจะเน้นกันที่การมีตัวชี้วัดกระบวนการดีกว่า เชื่อครับว่าเราจะถึงเป้าหมายแบบไม่หลงทิศ ยกตัวอย่างนะครับสัก 1 เรื่อง
     เป้าหมายผลลัพธ์ที่ต้องการ: ประชาชนมีความปลอดภัยจากการเดินทางบนท้องถนนในช่วงเทศกาลวันหยุด
     ตัวชี้วัด: ช่วง 10 วันอันตราย เทศกาลสงกรานต์ ต้องไม่มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจร
     การควบคุมตัวชี้วัด: รายงานการวันต่อวัน คืนต่อคืนถึงตัวเลขเหล่านี้ นานไปอีก 10 วันหลังช่วง 10 วันอันตราย
     ผลการดำเนินงาน: ในแต่ละจังหวัดมีรายงานผู้ประสลอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตน้องลงมากเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ
     การแปลผล: สามารถบรรลุเป้าหมายที่ได้ดำเนินการให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากการเดินทางบนท้องถนนในช่วงเทศกาลวันหยุด
     ข้อสังเกต: แต่ไม่ทราบว่าที่ไหนได้ดำเนินการอะไร อย่างไร น่าจะเอาอย่างที่ดี ๆ ได้บ้างไหม รวมถึงไม่แน่ใจว่าหลังครบ 20 วันไปแล้ว ยอดจะพุ่งเพราะกระอักตัวเลขไว้ไหม แล้วตกลงว่า(ร้ายมาก) ประชาชนมีความปลอดภัยจากการเดินทางบนท้องถนนในช่วงเทศกาลวันหยุดมากขึ้นจริงหรือ

2T
IP: xxx.113.16.250
เขียนเมื่อ 

ผมเพิ่งได้ยินครั้งแรกครับ อยากติดตามตอนต่อไปอีก

ชายขอบ
IP: xxx.47.247.116
เขียนเมื่อ 

คุณ 2T

     ตอนต่อไปน่าจะมีนะครับ ผมและ Dr.Ka-poom ได้หารือกันและกำลังรวบรวมเพื่อเขียนต่อครับ (จริง ๆ แล้วเพื่อตอบสนอง need ตัวเองนะครับ คืออยากรู้)

แวะตามมาจาก quote from "CAR" ค่ะ

ชอบโมเดลค่ะ ความยากอยู่ตรงการตัดเส้นนั้นแหล่ะค่ะ เพราะเมื่อยืนคนละตำแหน่ง เส้นก็อยู่ต่างองศา ...

ถ้าจะข้ามเส้น(ไม่ใช่ตัดเส้นนะคะ) แล้วทำให้เส้นมันเบลอๆ ต่างผ่ายก็คงจะมองเห็นกันและกันง่ายขึ้น

กระมังคะ

เรียน อาจารย์จันทรรัตน์ ครับ

     ผมชอบไอเดียที่อาจารย์เพิ่มเติมให้จังเลยครับ มาช่วยกันทำเส้นทะแยงนี้ให้เบลอ ๆ ดีกว่า และน่าจะมีวิธีการที่หลากหลายนะครับ สำคัญคงต้องช่วยกันทั้งสองด้านนะครับ