วันสองวันนี้มีคำเชิญที่ใจหนึ่งอยากจะรับ แต่อีกใจหนึ่งอยากปฏิเสธครับ คำเชิญแรก เมื่อวานครับ ผมเรียนท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งไปว่า ผมจะลาศึกษาต่อสักหนึ่งปี เพื่อเข็นให้วิทยานิพนธ์และงานวิจัยมันเดินหน้าแบบต่อเนื่องสักทีหนึ่ง เนื่องจากคำนวนดูแล้วว่า ถ้ายังไม่ลาศึกษาต่อ เฉพาะวันสอนก็สี่วันไปแล้ว งานที่ต้องรีบอีกสองเรื่องก็ต้องชะงักอีกเหมือนเดิม แต่พอเจอคำถามรุกจากท่านผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคำถามที่ว่า "คนไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะกับคนอื่นจะเป็นหัวหน้าได้หรือ?" ฮือ จนใจจะตอบครับ ผมเลยต้องโลเลว่าจะยื่นไปลาดีหรือเปล่า ลำบากใจจริงๆ ครับ

ส่วนเช้าวันนี้ ท่านผอ.สถานพินิจฯ ปัตตานี เพื่อนร่วมชั้นเรียน ป.เอก โทรมาว่า ท่านรับงานบรรยายไว้งานหนึ่งเกี่ยวกับพหุวัฒนธรรมในสังคม แต่บังเอิญมีประชุมด่วนวันนั้นพอดี เลยมาขอให้ผมไปบรรยายแทน หัวข้อนี้ไม่มีปัญหาครับ ถ้าจะให้ไปพูด แต่เป็นประเด็นที่ไม่ค่อยอยากพูดนักครับ ถ้าเป็นพหุวัฒนธรรมในชั้นเรียนอันนี้ไม่บ่ายเบี่ยงแน่นอนครับ ฮิฮิ

แต่พอได้คำอธิบายเพิ่มว่า ไปบรรยายในเรือนจำปัตตานีนะ ฮา อันนี้ความสนใจเพิ่มขึ้นทันทีครับ ก็ใครจะมีโอกาสแบบนี้บ้างละ (คิดไปได้) แต่พอบอกว่า คนที่ฟังคือ คนที่ต้องคดีด้านความมั่นคง อือ อันนี้คิดหนัก ไม่ใช่อะไรหรอกครับ แค่เสียวๆ นิดหน่อยเท่านั้นเอง

เช็คตารางงานดู ก็พอดีว่าว่างครับ เลยไม่รู้จะให้เหตุผลอะไรในการปฏิเสธ จึงรับปากไปเรียบร้อยแล้วครับ เมื่อตอนเย็นทางเรือนจำก็โทรมาขอรายละเอียดสำหรับส่งหนังสือเชิญเรียบร้อยแล้วครับ

สิ่งที่อดถามไม่ได้คือ ผมจะเข้าคุกทางไหนครับ ฮาฮา แล้วกว่าจะเข้าไปถึงห้องบรรยายต้องมีกระบวนการ ขั้นตอนอะไรบ้าง ขอย้ำว่า เข้าคุกนะครับ ไม่ใช่ติดคุก ฮิฮิ (ยืนยันว่า ต่างกันนะครับ)

ทีแรก ตั้งใจว่าจะพูดเกี่ยวกับอิสลามกับพหุวัฒนธรรมครับ แต่คิดไปคิดมา เอาแบบกลางๆ ดีกว่า นำเสนอภาพของความขัดแย้งทางได้วัฒนธรรมและผลของมัน โดยใช้คำสอนจากศาสนาเป็นข้อสรุป ฮือ รายละเอียดเก็บไว้ก่อนครับ เพราะคืนนี้งานวิจัยระบบและกลไกการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน กำลังมีงานเร่งอยู่ครับ กำหนดจัดสัมมนาอีกครั้งในวันที่ 23 นี้ครับ สถานที่ยังไม่ลงตัวครับ เอกสารสำคัญที่ต้องใช้ในการสัมมนาก็ยังไม่เสร็จครับ งานอื่นเลยยังเดินหน้าไม่ได้ คืนนี้ต้องให้เสร็จสักเรื่องครับ

ขอตัวไปลุยงานต่อแล้วครับ