ละครดงผู้ดีจบลงแล้วอย่างมีความสุข หลังจากฝนกระหน่ำลงมาแล้ว ท้องฟ้าก็แจ่มใส ชีวิตของขมในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ตั้งแต่เด็กช่างขมขื่นเหมือนชื่อ เราจะเห็นความเหลื่อมล้ำในละครเรื่องนี้อย่างมากมาย
ในเบื้องต้นที่ขมถูกชวาลนำมาฝากไว้กับรังสรรค์นั้น เมื่อถึงเวลาที่ขมจะต้องไปโรงเรียน รังสรรค์ไม่ให้ขมไปโรงเรียนเพราะรู้สึกสิ้นเปลืองเพราะความเกลียดชังขม การที่ขมไม่ได้ไปโรงเรียนในเบื้องต้นเพราะถูกผู้ใหญ่กีดกันทำให้ขมเข้าไม่ถึงแหล่งความรู้ เกิดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ทั้งๆที่เด็กๆอยู่ในวัยเดียวกันก็น่าจะได้เรียนด้วยกัน แต่งงละครเรื่องนี้อยู่นิดหนึ่งตรงที่รติรสเป็นพี่แท้ๆของขม เรียกว่าพ่อเดียวแม่เดียวกันอันเกิดจากรังสรรค์และแขนภา ส่วนพจนีย์เกิดจากรังสรรค์กับบุปผาพี่สาวของบุหงา แต่ทำไมรติรสจึงมาเรียนชั้นเดียวกับน้องก็ไม่รู้แฮะ.....
แต่ความเหลื่อมล้ำทางความรู้ของขมก็หมดไปเมื่อคุณไพลินมารู้เรื่องเข้านำความไปบอกคุณหญิงรัตนเดชากร ทำให้ขมได้ไปโรงเรียน และการเรียนของขมเป็นเด็กเรียนดี ขมจึงได้เรียนจนจบปริญญาตรีด้วยความอุปถัมภ์ค้ำจุนของคุณหญิงฯ แสดงว่าความเหลื่อมล้ำทางความรู้สามารถแก้ไขได้ หากมีผู้เข้าใจและให้การอุปถัมภ์และเจ้าตัวไขว่คว้าหาความรู้ด้วย
ในละครเรื่องนี้นอกจากมีความเหลื่อมล้ำทางความรู้แล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องเหลื่อมล้ำทางความรักอีกด้วย แขนภาแม่ของขมถูกเข้าใจว่ามีชู้กับชวาล จึงถูกรังสรรค์เกลียดชังพาลมาถึงขม ทั้งๆที่เด็กควรได้รับความรักความเมตตาจากคนทั้งโลก บุหงาที่แสดงความรักพจนีย์ลูกของบุปผาพี่สาวของตัวมากกว่ารติรส และแถมด้วยความจงเกลียดจงชังเด็กขม แต่ยังดีที่คุณหญิงรัตนเดชากรกับคุณไพลินเป็นผู้ดีแท้ ให้ความรักความเมตตาคนที่อยู่ในบ้านทุกคน ความเหลื่อมล้ำในส่วนนี้จึงถูกเกลื่อนกลืนไปได้บ้าง
กฎหมายในละครที่ผมเขียนในแต่ละเรื่องและนำมาลงในอินเทอร์เน็ต ในเบื้องต้นเขียนด้วยความอยากเขียนและด้วยความสำนึกว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านได้เข้าใจเรื่องกฎหมายอย่างง่ายๆและสนุก เมื่อนำมาลงในอินเทอร์เน็ตก็แน่นอนครับว่ามีคนส่วนหนึ่งเข้ามาอ่าน ทั้งที่ในเวบไซต์ของสำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต ในG2K สังเกตได้ว่ามีผู้สนใจติดตามอ่านบันทึกสไตล์นี้ใน G2Kประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ คนเศษ และในลานปัญญาอีก ๑๐๐ คนเศษ แต่ชาวบ้านที่มีความเหลื่อมล้ำทางการสื่อสารและคอมพิวเตอร์ Digital Divide อีกมากล่ะ เขาไม่มีโอกาสได้อ่านบันทึกของผมทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ Knowledge Divide ผมจึงได้ผลักดันให้มีการรวบรวมบทความที่ผมเขียนจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มแล้วแจกจ่ายให้ชาวบ้านที่มาเข้ารับการอบรมความรู้ทางกฎหมายกับสำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต หลายครั้ง ต่อมาขยายไปที่พังงา และกระบี่ จนถึงปัจจุบันมีพิมพ์แจกจ่ายที่สำนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าว แม้จะยังไม่สามารถจะลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความรู้ได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องถือว่ายังดีที่พยายามใช่ไหมครับ...
ทำความเข้าใจกับเรื่อง Digital Divide กับ Knowledge Divide แล้ว ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า แล้วมันเป็นหน้าที่ใครที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ล่ะ ผมพยายามตอบว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ในใจก็ค้านว่าจะให้รัฐบาลรับผิดชอบทุกอย่างโดยสถาบันครอบครัวไม่ช่วยกันพยายามเข้าให้ถึงความเหลื่อมล้ำบ้างหรือ แล้วเจ้าตัวเขาล่ะอยากเข้าถึงอยากเรียนรู้จริงหรือไม่ เพราะเท่าที่สังเกตดูในปัจจุบันเด็กส่วนหนึ่งซึ่งจำนวนมากพอสมควรไม่ค่อยสนใจค้นคว้าหาความรู้ ชอบแต่เรื่องสนุก ถามเรื่องดาราจะรู้ดี ถามวิชาการไม่รู้ แถมครูบอกให้ไปทำรายงานส่งแทนผลการสอบที่ไม่เอาไหน ก็ไม่สนใจ แถมผู้ปกครองบางคนก็ยังมานั่งทำรายงานแทนเด็กจนเสร็จแล้วให้เอาไปส่งครูเพื่อจะได้จบๆไป ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ยิ่งกว้างออกไปเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็ยังต้องมีหน้าที่จัดการให้ลดความเหลื่อมล้ำเหล่านี้อย่างปฏิเสธไม่ได้
สิ่งที่จะช่วยได้อีกส่วนหนึ่งก็คือสังคมครับ ผู้คนในสังคมเราสามารถที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำตรงนี้ได้ หากคนในสังคมรู้และเข้าใจถึงความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ ผมเห็นหลายๆแห่งที่หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้พยายามทำ จัดทำศูนย์คอมพิวเตอร์ให้เด็กมาใช้งานค้นหาข้อมูลและอินเทอร์เน็ตได้ฟรี ผมเห็นผู้คนในสังคมบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กับสถานศึกษาต่างๆเพื่อให้เด็กได้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ และที่เราได้เห็นทุกวันนี้ก็คือ gotoknow นี่แหละที่ผู้คนในสังคมต่างนำความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้ผู้คนได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและความรู้เพื่อก่อให้เกิดปัญญา ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่เราจะช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ได้
ผมได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ ในบันทึก กฎหมายในละคร และ การเสริมสร้างสังคมสันติสุข ส่วนหนึ่งแล้วครับ แล้วท่านล่ะ วันนี้ได้ช่วยเหลือสังคมโดยการลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้โดยให้ความรู้กับผู้อื่นแล้วหรือยัง
สวัสดีคะท่านอัยการชาวเกาะ
ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ blogger สุดคะนึง
อ่านได้ง่ายและเขาใจนะคะ
สวัสดีค่ะท่านอัยการชาวเกาะ
ขอบคุณสำหรับบันทึกดี ๆเช่นนี้ค่ะ
ขอบคุณน้องประกายครับที่มาร่วมแสดงความยินดีและติดตามผลงานครับ
สวัสดีครับคุณเมียวดี
ขอบคุณที่เข้ามาทักทายครับ ดงผู้ดีจบไปแล้วอยากอ่านเรื่องอะไรเป็นพิเศษไหมครับ ที่นี่ขอได้ครับ อิอิ
สวัสดีครับท่านอัยการมาเรียนกฎหมาย"ดูละคร" ย้อนมาดูกฎหมายครับ
สวัสดีค่ะ คุณอัยการชาวเกาะ
ขอบคุณ ที่ให้ความรู้ทางด้านกฎหมายค่ะ
ติดตามอ่านบทความของท่านค่ะ
โชคดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
ได้ดู "ดงผู้ดี" ตอนจบ ไม่ได้ดูมาตั้งแต่ต้น แต่ก็ประทับใจที่จบแบบมีความสุข
กลไกลที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ อยู่ที่ผู้แสวงหาความรู้ด้วยมั๊งค่ะ แม้จะมีเครื่องมือ เช่น อินเตอร์เนท เด็ก / เยาวชน เขาไม่สนใจที่จะเรียนรู้และศึกษาสิ่งที่มีสาระ เขาไปสนใจอะไรก็ไม่รู้ จะโทษใครดีค่ะนี่ ครู ผู้ปกครอง สังคมรอบข้าง หรือตัวเด็กเอง...
สวัสดีค่ะ ท่าน
สวัสดีครับท่านวอญ่า
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม
ว่างๆเมล์ไปคุยกันเรื่องเข้าลานไม่ได้หน่อยนะครับ
สวัสดีครับครูจิ๋ว ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ
มีโอกาสไปปัตตานีจะแวะไปเยี่ยมถึงที่เลยครับ เพราะผมคงต้องลงพื้นที่ไปทำ peace talk ครับ
แฮ่ะๆ ท่านเบดูอิน ผมล้อเล่นกับท่านได้ ถ้าไปล้อกับคนอื่นเดี๋ยวดีไม่ดีหาว่าผมไปดูถูกเขาแล้วก็ยุ่งอีก
ปัญหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เป็นหนึ่งในปัญหานั้นและเป็นปัญหาหลัก การแก้ปัญหาที่ถูกปลูกฝังกันมายาวนานเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง ปัญหาการตีความทางศาสนาที่สอนแบบให้เกิดผลตามที่ต้องการมิใช่สอนตามหลักศาสนาที่แท้จริงและมันฝังมาเป็นเวลานานก็แก้ลำบากยากยิ่ง
ผมเคยนำเสนอให้ใจเย็นๆในการแก้ปัญหา ค่อยทำค่อยไปจะให้เห็นผลในทันตานั้นไม่มีทาง และการแก้ไขต้องแก้ไขในเชิงป้องกันด้วยโดยเฉพาะกับเด็กเล็กเพราะมิฉะนั้นวงจรใหม่ก็จะเกิดขึ้นอีก ๑๕-๒๐ ปีข้างหน้าอีก
เหนื่อยเหมือนกันนะบังนะ...
สวัสดีครับครูคิม
สิ่งที่ครูคิมทำให้กับเด็กเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุด ครูคิมเป็นคนหนึ่งที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในทางสังคม การเรียนรู้ การสื่อสาร และด้านคอมพิวเตอร์
ครูคิมเหมาะสมที่จะเป็นครูมืออาชีพ เพราะเป็นครูด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู ซึ่งอย่างนี้แหละครับที่ผมเคารพ..
สวัสดีครับคุณจินตนา
ถ้าจะโทษ ถ้าเป็นผมผมโทษตัวผมเอง โทษในฐานะเป็นพ่อแม่ที่เป็นพรหมของลูก โทษในฐานะที่เป็นครูคนแรกของลูก แต่ไม่ใส่ใจที่จะให้ลูกได้รับโอกาสที่จะเข้าถึงความรู้ หรือเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะพ่อแม่ยุคปัจจุบันจะโทษคนอื่นก่อน แล้วลูกหลานเห็นอย่างนั้นเวลาทำอะไรผิดขึ้นมาก็จะไม่โทษตัวเองแต่จะไปโทษคนอื่น เช่น ไปติดยาเสพติด แทนที่จะโทษตัวเองที่จิตใจอ่อนแอแต่กลับไปโทษเพื่อนชวน ทั้งๆที่หากตัวเองไม่เสพก็ไม่มีปัญหา ถ้ามีปัญหากับเพื่อนที่ชวนก็ไม่เคย/ไม่รู้จักวิเคราะห์ว่าเพื่อนคนนั้นเป็นเพื่อนดีหรือเพื่อนเลว ถ้ามันโกรธที่ไม่เสพยาควรจะคบมันหรือเพื่อนอย่างนี้ อย่างนี้เป็นต้น
ทีนี้เด็กไม่สนใจเรียนรู้ ผมก็โทษพ่อแม่อีกนั่นแหละ ถ้าพ่อแม่ทำตัวเป็นตัวอย่างของการเรียนรู้ ทำไมลูกจะไม่เรียนรู้ ผมตอบจากประสบการณ์ชีวิต พ่อชอบอ่านหนังสือ เวลาว่างก็อ่านหนังสือ ลูกของพ่อทั้งห้าคนชอบอ่านหนังสือ พอพี่สาวผมมีลูก ผมมีลูก ลูกของเราก็ต่างชอบอ่านหนังสือเพราะเห็นพ่อแม่อ่านหนังสือ ถ้าพ่อแม่คนใดเฉ่งครูว่าสอนลูกยังไงทำให้เด็กขี้เกียจ พ่อแม่คนนั้นโดนผมเฉ่งทันทีครับในฐานะประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานฯ อิอิ
สวัสดีครับคุณครูพยอม
ขอบคุณที่มาทักทาย จะตามไปดูครับ
สวัสดี ครับ คุณ
สวัสดีครับคุณแสงแห่งความดี
ขอบพระคุณมากสำหรับกระเช้าดอกไม้ครับ
สวัสดีค่ะ ท่านอัยการชาวเกาะ
ตามมาอ่านดงผู้ดี
ใช่แล้วค่ะมันเป็นการเหลื่อมล้ำกันในด้านความรู้ แล้วนอกจากนี้สถานภาพภายในบ้านที่ขมอยู่อาศัย บางทีหนูว่าขมโดนกดขี่มากเลยนะ การะกระทำที่รังสรรค์พูดจาว่าร้ายแม่ของข่ม รังแกตบตีขม
ดูเรื่องนี้แล้วได้แง่คิดอีกอย่างคือ เรื่องกรรม ไม่ต้องรอชาติหน้า แล้วใครทำดีก็ได้ดี
สวัสดีครัยคุณ berger0123
ในเรื่องดงผู้ดี ขมถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวผู้กระทำ(รังสรรค์) ทำผิดกฎหมายครับ แต่นั่นแหละ ใครทำกรรมอะไรก็รับกรรมอันนั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว