เรื่องที่จะเล่าในบันทึกแบบนี้มี ๒ เหตุการณ์ต่างสถานที่และต่างบุคคล แต่เป็นเรื่องคล้ายกัน เมื่อประมาณ ๔-๕ ปีที่ผ่านมา เพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่งเธอมีปัญหาครอบครัว  เนื่องจากสืบทราบว่าสามีไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น เธอมาขอร้องให้ฉันพาเธอไปหาหมอดู  เธอสาธยายให้ฟังว่าหมอดูคนนี้แม่นมาก 

       ฉันไม่ตอบตกลงเธอง่าย ๆ พาเธอไปนั่งทานข้าวคุยตามเหตุผลสารพัดเพื่อให้เธอสงบจิตใจ  แต่ในที่สุดก็ไปตามที่เธอต้องการ บ้านหมอดูอยู่คนละอำเภอ  เมื่อไปถึงหน้าบ้านมีชื่อ นามสกุลเจ้าของบ้านติดไว้หน้าบ้าน  ทำให้ฉันพยายามคิดว่า "เคยได้ยินชื่อนี้ นามสกุลนี้ที่ไหน" แต่นึกไม่ออก 

      หน้าบ้านมีพวงมาลัยเป็นพัน ๆพวงทั้งเก่าและใหม่ แขวนไว้ตามต้นไม้ และศาลพระภูมิ   ได้มีหญิงชาวบ้านวัยประมาณ ๕๐ ปีกว่า ๆ มาต้อนรับให้เข้าไปในบ้าน กลิ่นธูปคละคลุ้งไปหมด  ทำให้ฉันนึกถึงรายการโทรทัศน์ของสถานีไอทีวีสมัยนั้นที่กล่าวถึงเล่ห์เหลี่ยมกลลวงของมนุษย์  

     สักครู่มีผู้หญิงแต่งชุดขาวออกมา  ก้มหน้าและทำตาประหลับประเหลือก มองมายังเราสองคนแบบขู่ให้พวกเรากลัว  สังเกตว่าผู้หญิงร่างทรงคนนี้มีความสวยเป็นทุนอยู่แล้ว  แล้วเขาก็พูดสื่อสารในภาษาที่พวกเราไม่รู้เรื่อง  แต่มีผู้หญิงคนแรกที่ให้การต้อนรับเป็นคนแปลภาษาอีกทีหนึ่ง 

     ฉันไม่สนใจที่เขาสื่อสารกันสักเท่าไร  เพราะฉันรู้ดีกว่าเกี่ยวกับสถานการณ์ในครอบครัวของเพื่อนฉัน  ฉันพยายามมองหน้าตาของผู้หญิงร่างทรงแต่เธอไม่สบตากับฉันนัก  ฉันหยิบอัลบั้มภาพออกมาดูแล้วฉันได้พบภาพถ่ายรุ่นที่เราเคยไปอบรมสัมมนาด้วยกัน ฉันจึงนึกออกว่าเธอคือใคร ขณะนั้นเธอได้ลาออกก่อนเกษียณอายุราชการและมาทำอาชีพร่างทรง  

      ขณะนั้นฉันยังไม่คิดจะทำอะไร  แต่ฉันได้ยินคนสื่อสารว่า "เธอเป็นร่างทรงของพระสุพรรณกัลยาเทวี" พระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาษาที่เธอพูดนั้นบอกว่าเป็นภาษาพม่า ฉันจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาร่างทรงและบอกให้เธอหยุดการกระทำ เธอจะอ้างนำของสูงมาเล่นเช่นนี้ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นฉันจะแจ้งตำรวจ  เพราะเธอหลอกลวงเพื่อนฉัน เนื่องจากมีการเรียกเงินทองในการแก้กรรม หรือตัดกรรม มากพอสมควร

      เธอได้ล้มลงนอนทำเป็นไม่รู้สึกตัว ฉันจะเดินไปรอเพื่อนที่รถ แต่บังเอิญลืมหยิบกุญแจ  กลับขึ้นไปอีกครั้ง เธอทำเป็นลืมตาดูพวกเราเพียงนิด ๆ และทำท่าเหมือนหลับจริง ๆ  เรากำลังปรึกษากันว่าจะเอาคืนได้อย่างไร ทันทีหญิงคนที่เป็นผู้สื่อสารนำเงินมาคืนให้พวกเรา และครั้งนั้นฉันจึงได้ทำหน้าที่ดูหมอให้เพื่อนโดยการตั้งคำถาม ๒ ข้อถามเพื่อนว่า "เธออยากจะอยู่หรือเธออยากจะหย่า" เพื่อนย้อนถามว่า "ถ้าอยู่" ฉันก็บอกว่า "ให้อยู่แบบปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและสู้ด้วยใจ" และเพื่อนถามอีกว่า "ถ้าหย่า" ฉันตอบข้อนี้ว่า "ถ้าจะหย่าก็ไม่ต้องไปหาหมอดูที่ไหน  ตัดสินใจเอง" ข้อสุดท้ายเธอถามฉันว่า "ถ้าเป็นเธอจะทำอย่างไร" ฉันตอบโดยเร็วว่า "พ่อ แม่และลูกเลิกเป็นไม่ได้ จะมาเปลี่ยนลูกเปลี่ยนพ่อเปลี่ยนแม่ไม่ได้ แต่สามีภรรยาไม่ใช่พ่อแม่ไม่ใช่ลูก"

      สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง  ความไม่ซื่อสัตย์ต่อกันภายในครอบครัว เกิดความร้าวฉาน ทำให้ผู้คนเสียสุขภาพจิต อ่อนแอทางจิตใจ อ่อนไหวไร้เหตุผล  ขาดความมั่นใจในตนเอง หันไปพึ่งพาหมอดูและการทรงเจ้าเข้าผี เป็นที่พึ่งทางใจโดยขาดการยั้งคิด ทำให้คนบางกลุ่มมีช่องทางและโอกาสในการทำมาหากินที่ไม่เหมือนใคร

      ขอขอบพระคุณอาจารย์ Wasawat Deemarn ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการเล่าเรื่องในบันทึกฉบับนี้

โปรดติดตามสถานการณ์ต่อไป