ยิ้มละไม นั่งรถไฟฟรี เที่ยวปราณบุรี-หัวหิน ความสุขคนเดินเท้า กินข้าวข้างทาง

 

ลูก ๆ สองคนรู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อครูอิงบอกว่า จะพานั่งรถไฟไปเที่ยวหัวหิน ซึ่งก็พอ ๆ กับครูอิงที่รู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยนั่งรถไฟ แต่ส่วนใหญ่จะจองตั๋วตู้นอน เพราะมักเดินทางไกลไปหาดใหญ่ จะแตกต่างกันอย่างไรบ้างนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ คิดเสียว่าฝึกลูกให้ก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำทางด้านสังคมก็น่าจะไม่ผิด

เมื่อเข้าแถวซื้อตั๋วรถไฟ ครูอิงก็ควักธนบัตรใบละ 100 บาทมาเตรียมไว้สองใบ แต่ต้องหน้าแตกเมื่อพนักงานขายตั๋วบอกว่า ฟรีครับ ครูอิงและลูกจึงได้นั่งรถไฟฟรีโดยไม่ทราบมาก่อนเลยค่ะ

เมื่อขึ้นบนรถไฟ ซึ่งเป็นรถขบวน หลังสวน - ธนบุรี ปรากฏว่าคนแน่นมาก ไม่ค่อยมีที่ว่าง ครูอิงและลูก ๆ ต้องนั่งห่างกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะเมื่อผ่านไปประมาณสองสามสถานี

ก็มีที่ว่างเพราะมีคนลง บทเรียนที่จะสอนลูก ๆ จึงได้เริ่มขึ้นทันทีเมื่อได้มีโอกาสนั่งใกล้กัน

          การเดินทางครั้งนี้แม้จะไม่ได้จ่ายค่าพาหนะ แต่เรื่องอาหารการกิน กินกันระเบิดเทิดเทิง เนื่องจากว่าบนรถไฟมีของขายสารพัด ไม่เว้นแม้แต่พริกสด สะตอ มีแม้แต่ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง นอกจากนี้ข้าวราดแกงบนรถไฟก็มีเสน่ห์ไม่หยอก ตอนแรกลูก ๆ ไม่สนใจนัก แต่พอเห็นแม่ค้าตักข้าวใส่กระทงใบตองเท่านั้นแหละ ก็รีบแจ้งความจำนงทันทีว่าจะรับแกงอะไร

          ครูอิงมีโอกาสได้สัมภาษณ์แม่ค้า และคนที่นั่งใกล้ ๆ ที่เขาใช้บริการรถไฟทุกวันเป็นเวลาติดต่อกันนับสิบปี เขาเล่าให้ฟังว่า แม่ค้าเกือบทั้งหมดที่เดินขายอาหารบนรถไฟ มาจากที่เดียวกัน คือ จากอำเภอทับสะแก เรียกว่าเป็นกิจการของครอบครัว  เขาจะขึ้นรถไฟขบวนนี้พร้อมกับอาหารที่จะขายที่อำเภอทับสะแก เดินบริการผู้โดยสารไปตลอดเส้นทาง ไปจนถึงหัวหิน ก็จะลงจากรถขบวนนี้ รอขึ้นรถไฟขบวน ธนบุรี-หลังสวน  ที่มักจะมาสวนทางกันที่ หัวหิน (ถ้ารถไม่เสียเวลา) และเขาก็จะเดินขายตลอดเส้นทางจากหัวหินถึงทับสะแก เป็นอย่างนี้มาตลอด

          ครูอิงสงสัยเรื่องข้าวกระทงอย่างมาก จึงซอกแซกถามรายละเอียดทำให้ทราบว่า มีขายมานับสิบปี แรก ๆ ก็จะมีพะแนงเนื้อ และแกงเขียวหวาน ทอดมัน

หอยทอด ปลาทอด เป็นที่ขึ้นชื่อลือชาในรสชาติ ผู้โดยสารหลายคนไม่รับประทานอาหารก่อนขึ้นรถไฟ เพราะหวังมารับประทานข้าวแกงบนรถไฟนั่นเอง ปัจจุบันนี้เปลี่ยนรายการอาหาร มีกับข้าวให้เลือกมากขึ้น แต่แกงที่มีประจำทุกวันเป็นหลักได้แก่ แกงกะทิหัวมะพร้าว  เหม็งมะพร้าว และแกงกะทิเหม็งตาล(ถ้าไม่เข้าใจถามท่านวอญ่านะคะ ครูอิงก็อธิบายไม่ถูกค่ะ) นอกนั้นก็มีคั่วกลิ้ง  ราคาก็แสนถูกค่ะ กับข้าวสองอย่างแค่ 20 บาทเองค่ะ

          ครูอิงและลูก ๆ รู้สึกสดชื่นกับบรรยากาศสองข้างทางอย่างมาก มีทั้งสวนเขียนชอุ่ม โดยเฉพาะช่วงตำบลคลองวาฬ ก่อนถึงเมืองประจวบ มีชาวสวนเช่าที่ของการรถไฟปลูกมันเทศ เป็นแนวยาว ตอนรถไฟผ่านไปครูอิงเห็นชาวสวนกำลังถอนมันเทศ แบบดึงเถาขึ้นมา ก็จะมีหัวมันติดต้นขึ้นมาเป็นยวง เสียดายที่ถ่ายรูปไม่ทัน

          จากทับสะแกถึงหัวหิน ใช้เวลาในการเดินทางเพียงสามชั่วโมง พอ ๆ กับนั่งรถทัวร์ ลูก ๆ ขอไม่ไปเที่ยวทะเลเพราะเพิ่งไปทะเลมาแล้วตอนไปสงขลา สามคนแม่ลูกจึงพากันไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า เห็นลูก ๆ มีความสุข ครูอิงก็มีความสุขไปด้วย เขาได้ในสิ่งที่เขาอยากได้  ได้เล่นเกม  เข้าร้านหนังสือ ซื้อของเล่นนิดหน่อยจบลงด้วยการดูหนังหนึ่งเรื่อง

          แวะไปเยี่ยมบ้านที่หัวหิน ทักทายกับคนเช่าบ้านนิดนึง งานเข้าแล้วซิไม่มีที่พัก อิ..อิ...อิ... ตัดสินใจโทรศัพท์ไปขอใช้สิทธิ์ที่บ้านปราณบุรี ซึ่งครูอิงก็มีสิทธิ์พอๆ กับเจ้าของบ้านคนนึง ปรากฏว่านอกจากจะได้ที่พักถึงแม้จะรกไปหน่อย แต่ก็มีรายการแถม ด้วยการขับรถไปรับที่หัวหิน และเลี้ยงข้าวมื้อค่ำ 1 มื้อ

          เช้าออกจากที่พักไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าที่ปราณบุรี ตั้งใจจะกลับโดยรถทัวร์ แต่ลูก ๆ บอกว่าอยากกลับโดยรถไฟมากกว่าสนุกดี เมื่อถามไถ่ใคร ๆ ต่อใครแล้วทำให้ทราบว่าจากห้างไปไม่ไกลมีสถานีรถไฟ เจอสุภาพสตรีที่มีน้ำใจงาม อาสาไปดูให้ที่สถานีรถไฟว่ารถไฟจะมาถึงกี่โมง ทำให้ทราบว่ากว่ารถไฟจะเทียบชานชาลา ครูอิงและลูก ๆ ยังมีเวลาเดินเล่นได้อีก 3 ชั่วโมง ทำให้กระเป๋าสตางค์พร่องไปเยอะเลย  ครูอิงรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจที่งดงามของชาวปราณบุรีท่านนั้นเหลือเกิน

          การเดินทางครั้งนี้ครูอิงและลูก ๆ เจอแต่คนดีมีน้ำใจทั้งสิ้นจนยากที่จะบรรยาย และคนที่มีน้ำใจงามที่เจอ ล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นกรรมกร เกษตรกร ที่เขามักจะเรียกกันว่า รากหญ้า นั่นเอง

          มีอยู่อย่างเดียวที่ไม่ประทับใจเอาเสียเลย ก็คือพนักงานการรถไฟสถานีวังก์พง ใกล้ถึงเวลารถไฟเทียบชานชาลาแล้วก็ยังไม่เปิดขายตั๋ว ผู้โดยสารก็รอไปบ่นไป พร้อมกับแซวกันเองว่า อย่าบ่นมากไป รถไฟฟรี ก็เป็นอย่างงี้แหละ เวลาผ่านไปครูอิงอดรนทนไม่ไหวจึงถามว่าทำไมไม่เปิดขายตั๋ว เขาบอกว่า รถเสียเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แหม....ก็น่าจะประกาศให้ผู้โดยสารทราบสักนิดนึงไม่ใช่ปล่อยให้กระวนกระวายโดยไม่รู้สาเหตุ เฮ้อ...สงสัยต้องเอาพนักงานรถไฟไปลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมซะหน่อย จะได้มีจิตสำนึกที่จะเห็นใจคนอื่นเค้าบ้าง

                                 " คนนั่งรถไฟฟรี  ก็มีหัวใจนะจ้ะ"