การที่ผู้นำองค์กรมีความคิดก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบการสื่อสารและคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำทาง Digital Divide

        ผมสองจิตสองใจที่จะเขียนบทความชิ้นนี้ ด้วยรู้สึกว่ามีความรู้น้อยมาก แต่การที่เราไม่รู้ขณะนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่รู้ในอนาคต ผมจึงลองเข้าไปอ่านบทความในบันทึกต่างๆเท่าที่พอมีเวลา ก็คิดว่าพอจะเข้าใจได้บ้างถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเครือข่ายสื่อสารและคอมพิวเตอร์ในยุคสมัยใหม่

        นึกถึงเมื่อปี ๒๕๓๗ ลูกชายจบ ป.๖ จะเข้า ม.๑ ระหว่างที่โรงเรียนกำลังติววิชาสอบเข้า ม.๑ โรงเรียนดัง ลูกชายกระซิบบอกผมว่า พ่อ...เนติ์อยากเรียนคอมพิวเตอร์ที่สถาบันราชภัฏภูเก็ต ผมกำลังสนใจคอมพิวเตอร์เช่นกันเพราะเท่าที่อ่านหนังสือรู้ว่าคอมพิวเตอร์ทำงานได้หลากหลาย เลยอนุญาตให้เขาไปเรียนแต่ก็บอกเขาว่าลูกต้องรับผิดชอบการสอบเอาเอง เขารับปาก ต่อมาพอเรียนจบเขาบอกว่าเขาอยากได้คอมพิวเตอร์ แต่สมัยนั้นคอมพิวเตอร์แพงมาก ซีพียู ยังไม่ถึงเพนเทียม(ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น ๓๘๖) ขนาดความเร็ว ๒๕ แมกกะเฮิร์ซ ยังตั้งเกือบสี่หมื่นบาท แถมเครื่องพิมพ์ดอทเมตริกซ์แคร่ยาว เครื่องหนึ่งตกประมาณ สองหมื่นบาท แต่ผมก็ยอมลงทุนให้ลูก โดยคิดว่าการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆจะช่วยให้ลูกเราเข้าถึงความรู้ใหม่ๆได้เป็นอย่างดี ลูกได้เล่นเกมส์จากคอมพิวเตอร์ ได้พิมพ์เอกสารจากเวิร์ดจุฬา  ก็ได้ใช้งานเอกสารและนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานให้รวดเร็วขึ้นในขณะที่ไม่มีใครสนใจคอมพิวเตอร์

        บ้านผมก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำทางความรู้มาก้าวหนึ่งแล้ว ผมศึกษาเรื่องการใช้แฟกซ์โมเด็มผ่านคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต ซื้อโมเด็มมาใช้ตั้งแต่ความเร็วขนาด 14.4k มาเป็น 28.8  k จนมาเป็น 56k หัดเขียนเวบไซท์ผ่าน geocities ค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆได้มากมาย ได้อ่านบทความดีๆจำนวนมากเพิ่มพูนความรู้สติปัญญาตัวเอง

ต่อมาลูกชายไปเป็นนักเรียนและเปลี่ยนที่อเมริกาเราจึงติดต่อกันผ่านอีเมล์  ผมนึกถึงสมัยผมเรียนหนังสือที่กรุงเทพ พ่อเขียนจดหมายสอนผม แต่ผมเขียนจดหมายสอนลูกเป็นภาษาอังกฤษเพราะเครื่องเขาอ่านภาษาไทยไม่ได้ คำศัพท์ไหนที่คาดว่าเขาจะแปลไม่ออกก็จะพิมพ์ทับศัพท์ ไมโครโฟนด้วยโปรแกรม net2phone ต่อมามีกล้องเวบแคม เราได้มองเห็นหน้ากันคุยกันอย่างมีความสุข ผมกับครอบครัวก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำทางการสื่อสารมาอีกก้าวหนึ่ง แต่จะมีกี่ครอบครัว จะมีคนไทยสักกี่มากน้อยที่มีโอกาสเหมือนผมกับครอบครัว

ผมได้นำคอมพิวเตอร์มาปรับใช้กับการทำงาน จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในสำนักงานหลายเครื่อง ทำให้การทำงานคล่องตัวขึ้น และผมได้ของบประมาณเพื่อใช้อินเทอร์เน็ตในสำนักงาน แต่ในเบื้องต้นไม่ได้รับอนุมัติด้วยเหตุผลว่าไม่มีความจำเป็น แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานก็มีคำสั่งอนุมัติมาใหม่ เข้าใจว่าคนที่ไม่อนุมัติในเบื้องต้นเข้าใจผิดพลาดเรื่องอินเทอร์เน็ต ทำให้สำนักงานของเราสามารถติดต่อกับสำนักงานอัยการเขต ๘ ได้เป็นแห่งแรก เมื่อผมดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดประจำกรม สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนจังหวัด ผมได้รับมอบหมายจากอัยการจังหวัดในขณะนั้นให้จัดระบบเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กับสำนักงานอัยการจังหวัด และมีการนำโปรแกรมบริหารงานเกี่ยวกับสารบบงานของอัยการมาใช้ทำให้การทำงานของสำนักงานเป็นตัวอย่างของที่อื่นๆในภาคใต้ ต่อมาเมื่อผมดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดภูเก็ต ผมได้ดำเนินการให้มีการติดตั้งระบบ wireless ทั้งตึก เนื่องจากอัยการรุ่นใหม่ใช้คอมพิวเตอร์กันมากและต่างใช้งานอินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูล คำพิพากษาศาลฎีกา กฎหมายใหม่ๆ หรือค้นคว้าข้อมูลด้านต่างๆ  และขณะนี้ก็ได้ผลักดันให้สำนักงานคดีแรงงานเขต ๘(ภูเก็ต) ใช้ระบบ wireless ทั้งตึก เพราะที่นี่มีการใช้อินเทอร์เน็ตตั้งแต่อธิบดีลงมาจนถึงเจ้าหน้าที่ธุรการแม้พนักงานขับรถของผมก็ยังเป็นสมาชิก hi5

การที่ผู้นำองค์กรมีความคิดก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบการสื่อสารและคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำทาง Digital Divide