เดิมทีวันนี้ผมมีนัดประชุมที่มหาวิทยาลัยครับ แต่เมื่อวานหลังจากที่ดูงานและดูความต้องการของลูกๆ แล้ว ก็เลยโทรไปหาหัวหน้าทีม (ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ ท่านคณบดีศิลปศาสตร์ฯ) ขอเปลี่ยนที่ประชุมได้ไหม เพราะสมาชิกส่วนใหญ่อยู่ปัตตานีกันหมด ที่สำคัญลูกๆ ผมก็อยากจะไปปัตตานีด้วย ขอเปลี่ยนไปประชุมที่ปัตตานีจะได้ไหมครับ ซึ่งท่านก็โอเคครับ ผมเลยได้ยกขบวนกันไปปัตตานีทั้งบ้านครับ
นัดกันสี่โมงเช้าที่ใต้ถุ่น jfk มอ.ปัตตานีครับ ซึ่งที่น่าประทับใจแรกคือ ทุกคนตรงเวลากันจริงๆ ผมจอดรถ ท่านอาจารย์สุกรีก็จอดรถเหมือนกัน (ฮา) งานนี้ที่ต้องให้ประชุมกันก็เป็นโครงการวิจัยใหม่ครับ ซึ่งท่านคณบดีรับปากคนจะให้ทุนไว้ว่าทำโครงการนี้ ท่านเลยให้โอกาสผมเข้าร่วมโครงการใหญ่ๆ อย่างนี้ครับ ซึ่งผมอาสาท่านหัวหน้าทีมเป็นคนยกร่างโครงการให้ครับ อันเนื่องจากประเด็นที่คุยกันนี้ ผมเขียนบทความมาหลายครั้งแล้ว และเคยเดินงานวิจัยมาครั้งหนึ่งแล้วครับ แต่พับเก็บไว้ก่อนที่จะเห็นเป็นรูปร่าง หัวหน้าทีมให้เวลาผมสองวันครับสำหรับการร่างโครงการ ซึ่งผมก็ทำได้สำเร็จ (อัลฮัมดุลิลลาห์)
การประชุมเริ่มด้วยการปรับความเข้าใจให้ตรงกันเกี่ยวกับโครงการที่จะทำ แรกเริ่ม หัวหน้าทีมแจกกระดาษหนึ่งแผ่น ซึ่งท่านวาดเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัยครับ ตอนแรกผมก็เดาว่า งานที่ผมทำคงไม่ตรงคอนเซปท์หรือเปล่า ปรากฏพอคุยไปคุยมา สรุปได้ว่า ผมยังคงเดาใจท่านคณบดีคนนี้ได้ถูกเหมือนเดิม เพียงแต่ในโครงการที่ผมเขียนนั้นมันไม่ได้ระบุในรายละเอียดมากนัก ที่สำคัญผมยังไม่ได้ทำกรอบการวิจัยให้ชัด คืนนี้เลยต้องนำกลับมาแก้ไขใหม่ครับ ท่านหัวหน้าทีมให้เวลาปรับปรุงเพียงคืนนี้คืนเดียวครับ ฮือ (หัวหน้าดุครับ โครงการนี้ ฮิฮิ)
ประเด็นที่คุยกันถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือ ก็คงเป็นประเด็นค่าตอบแทนนักวิจัย หัวหน้าท่านว่า ผมใส่ค่าตอบแทนของหัวหน้ามากไปหน่อยหนึ่ง แต่ผมว่า ไม่มาก มันเป็นปกติแล้ว ที่ต้องลงไม้ลงมือ คือ ต้องเอาค่าตอบแทนมาคำนวณใหม่ครับ โดยเปรียบเทียบกับงบประมาณโครงการทั้งหมด สุดท้ายผมก็เลยต้องลดยอดลงมานิดหนึ่งครับ งานนี้ต่างคนต่างใช้ประสบการณ์ของตัวเองมาอ้างอิงครับ ผมเลยต้องยกตัวเองอีกเช่นกันครับว่า ครั้งแรกที่ทำโครงการของบนอกสถาบัน ท่านให้ค่าตอบแทนเดือนละ 2900 บาทครับ (อันนี้หัวหน้าโครงการได้รับนะครับ) แต่ลืมบอกท่านไปว่า โครงการหลังจากนั้น ผมลืมใส่ค่าตอบแทนนักวิจัย เลยไม่มีงบส่วนนี้ จึงใช้เป็นเบี้ยเลี้ยงในการปฏิบัติแต่ละกิจกรรมแทน (ฮา แสดงให้เห็นว่า พัฒนาขึ้นเยอะ)
ผมว่าประเด็นนี้สำคัญครับ ไม่ใช่ว่ามากหรือน้อยสำคัญ แต่บางทีตัวนี้มันเป็นเรื่องของการยอมรับในงานของนักวิจัยด้วยครับ เหมือนกับการที่เราไปสมัครงานนั่นแหละครับ บริษัทส่วนใหญ่ก็จะถามว่า จะเรียกเงินเดือนเท่าไร ซึ่งถ้าคนไหนขอน้อยๆ ผมก็จะต้องตั้งข้อสงสัยในความสามารถของผู้สมัครครับ ดังนั้นผมชอบให้เขาขอเยอะ แล้วค่อยมาเจรจาต่อรองกัน (ฮา)
ท่านถามผมว่า โครงการหลังสุดของผม ตั้งค่าตอบแทนโดยพิจารณาจากอะไร? ผมตอบว่า ผมถามเพื่อนอาจารย์ท่านอื่น แล้วก็ทำให้เท่ากับเพื่อนๆ นั่นแหละครับ ไม่ได้คิดอะไรมาก
ประเด็นหนึ่งที่คุยกันคือ ดูเหมือนว่า กิจกรรมที่ทำในงานวิจัย มันเป็นกิจกรรมที่เหมือนๆ กันกับทุกโครงการ และไม่เห็นภาพความต่างเลย อันนี้ต้องยอมรับครับว่า ผมมักจะติดกับกรอบการเขียนโครงการวิจัย แล้วผมก็ไม่กล้าจะแหวกแนวในการเขียนกิจกรรมการวิจัย จำได้ว่าเคยอ่านโครงการวิจัยชาวบ้านชิ้นหนึ่ง ชอบมากๆ เลยครับ เขาเขียนตัวกิจกรรมการวิจัยโดยอิงกับสิ่งที่เป็นเป้ากิจกรรม เช่น จิบแตออสร้างสามัคคี เป็นต้น ดังนั้นเมื่อหัวหน้าทีมคุยเรื่องนี้ ใจหนึ่งก็อยากตั้งชื่อกิจกรรมการวิจัยใหม่ครับ แต่สุดท้ายก็เรียนท่านไปว่า เอาแบบที่คนอื่นๆ โดยทั่วไปเขาเขียนกันดีแล้วละครับ ฮาฮา
ประเด็นต่อมาเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเขียนรายงานวิจัย อันเนื่องจากงานวิจัยเชิงคุณภาพ บางทีผลของการวิจัยอาจจะเป็นประเด็นนอกเหนือคำถาม ซึ่งนักวิจัยหลายคนมักจะละเลยที่จะนำเสนอไว้ในผลการวิจัย ซึ่งแน่นอนครับบางทีผลการวิจัยดังกล่าวอาจจะมีคุณค่ามากกว่าการตอบคำถามการวิจัยที่ตั้งไว้ ผมเลยนำเสนอประสบการณ์ผมครับว่า เวลาผมเจอผลการวิจัยลักษณะนี้ ผมจะเน้นมากเวลาผมเขียนบทความวิชาการ และผมว่าท่านคณบดีเป็นคนที่พูดนำประเด็นประเภทนี้ในเวทีต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจมาก (ด้วยคารมท่านคณบดีแล้ว การนำประเด็นประเภทนี้มาเสนอยิ่งดูสำคัญและยิ่งใหญ่ ฮิฮิ เลยแซวท่านว่า คารมขนาดนี้ ไม่ทราบว่า ภรรยาจะไว้วางใจอยู่ได้ยังงัย ฮาฮา (ภรรยาท่านร่วมประชุมอยู่ด้วยครับงานนี้เลยเป็นการจุดไฟเผาบ้านท่านหัวหน้าทีมครับ ฮา)
ความรู้ใหม่สำหรับผมรอบนี้ คือ กระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์เพื่อการเปรียบเทียบครับ เนื่องจากหัวหน้าทีมท่านทำการบ้านเรื่องนี้มาละเอียดมากครับ ท่านนำเสนอว่า ในต่างประเทศมีงานวิจัยเชิงเปรียบเทียบที่เราจะทำนั่น มีโมเดลการเปรียบเทียบที่ต่างกัน ท่านประมวลไว้ว่า งานวิจัยนี้น่าจะมีรูปแบบการเปรียบเทียบเป็นสี่ขั้นตอนครับ ยอมรับครับว่า ผมไม่เคยทำงานวิจัยเชิงเปรียบเทียบอย่างนี้ ตรงนี้ผมเลยตีโจทย์ให้ออกมาเป็นกระบวนการวิจัยไม่แตกครับ
สรุปจากการประชุมครั้งนี้ได้ว่า การเริ่มงานวิจัยนี้น่าประทับใจมากครับ ผมได้เรียนรู้งานวิจัยในอีกมิติหนึ่งจากผู้มีประสบการณ์การวิจัยที่โชกโชน อย่างท่านคณบดีครับ แต่จนถึงตอนนี้ยังหวั่นๆ อยู่ครับว่าจะช่วยงานวิจัยชิ้นนี้ของท่านได้สักเท่าไร (กลัวมือไม่ถึง)