วันนี้ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ที่โกทูโนนี้ ในเรื่องต่างๆไปเรื่อยๆ เป็นปกติ ที่นานๆที ก็จะมีคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้มีมุมมองที่กว้างขึ้น พร้อมทั้ง ได้รับคำแนะนำ ที่มีประโยชน์เพิ่มเติมมาเสมอ


วันนี้คุยกันเรื่องของ อาหาร
เลยทำให้นึกถึงประสบการณ์
การทำอุตสาหกรรมอาหารที่ทำมาหลายปีอยู่
และก็ได้ประสบการณ์มากมาย จากการทำงานช่วงนั้น
แต่ไหนแต่ไร จนกระทั่ง บัดนี้ ดิฉันเองทำกับข้าวไม่เก่ง
แต่อยากทำ พยายามทำตามสูตรในตำรา ดีบ้างไม่ดีบ้าง
ไม่มีความสม่ำเสมอ แต่หลังจากการทำงานที่เกี่ยวกับอาหารนี้
ดิฉันเข้าใจเลยว่า คนที่มีพื้นความรู้ด้านเคมี
มักจะทำกับข้าวได้ดีกว่า
จะมีตัวช่วยเพิ่มอีกหน่อย เพราะการปรุงอาหาร
เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเกิดปฎิกิริยาเคมีในอาหารเป็นอย่างมาก
ซึ่งถ้าเรามีความรู้พื้นฐานง่ายๆเบื้องต้นแล้ว การทำกับข้าว
ดูจะง่ายขึ้นเยอะเลย เนื่องจาก Chemistry
คือการศึกษาปฎิกิริยาที่เกิดขึ้น
จากสิ่งของที่มาอยู่รวมกันหรือผสมเข้าด้วยกัน
ในสภาพลักษณะต่างๆกันนั้นเอง
เคมี
มีความสัมพันธ์กับอาหาร เพราะ ในอาหารของเรา มีส่วนประกอบของ
chemical compounds อยู่มาก ทุกอย่างที่เรากิน
ประกอบขึ้นด้วย Oxygen, Nirtogen, Hydrogen, และ
Carbon และก็ยังมีปฎิกิริยา ต่อเนื่องไปถึงระบบการย่อยและ
metabolism ภายในร่างกายเราด้วย
ซึ่งความรู้พื้นฐานบางอย่างของดิฉัน
ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจาก บรรดานักวิทยาศาสตร์อาหาร
ประจำที่ทำงานเดิมของดิฉันอีกที แต่จะอร่อยหรือไม่
เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะก็จะเกี่ยวกับ รสมือ
เคล็ดลับเฉพาะและความชำนาญด้วย
ในบันทึกนี้
จึงจะแค่ขอแชร์ประสบการณ์ที่เกี่ยวกับการปรุงอาหารและถนอมอาหารบางประการดัง
นี้ค่ะ...
ตัวอย่าง
เรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่เกี่ยวกับ การทำกับข้าว
และนำความรู้พื้นฐานทางเคมี
มาช่วย
อย่างเช่น....
1.
ถ้าเราจะผัดแอสปารากัส ต้อง ผัดเร็วๆ
ถ้าใช้เวลามากไป
แอสปารากัสจะเหี่ยวหมดและยังจะเปลี่ยนจากสีเขียว
เป็นสีน้ำตาลเทาๆด้วย
โดยที่การเปลี่ยนแปลงสีของอาหารและการสูญเสียวิตามินซี
จะเนื่องจากการเกิดปฎิกิริยาอ็อกซิเดชั่น (
แต่ถ้าเราจะถนอมผักแอสปาการัสในขวดแก้ว เราต้องใส่
กรดแอสคอร์บิกแอสิด
ลงไป สีจะเขียวเหมือนเดิม)
2.ถ้าจะผัดกะหล่ำปลีสีม่วง เมื่อเทลงไปในกะทะ
เม็ดสีแดงของกะหล่ำ โดนความร้อนเข้า เปลี่ยนสภาพจากกรดเป็นด่าง
จะเปลี่ยนสีไปด้วย ต้องเหยาะน้ำส้มสายชูไปนิดหนึ่ง
สีกะหล่ำจึงจะเปลี่ยนมาเป็นสีม่วงแดงอีกที
การประกอบอาหารที่เป็นผัก
ต้องใช้เวลาเร็วๆ ถ้าใช้เวลานาน ผักจะเหี่ยว แล้วจะกลายสภาพเป็นกรด
และสีสันของอาหารก็ไม่น่ากิน
3. ถ้าช่วงใด ที่แม่บ้านหยุด
และ ดิฉัน อยากจะเก็บไก่ชุบแป้งทอดไว้หลายๆวัน
โดยไม่่ให้มีกลิ่นหืน ดิฉันมักเก็บไว้ในกล่องสุญญากาศ
และเก็บไว้ในช่องแข็ง เพราะเมื่อไก่ผ่านการทอด ที่มีอุณหภูมิสูง
จะมีปฎิกิริยาอ็อกซิเดชั่นเกิดขึ้น
และจะดำเนินไปเรื่อยๆ แม้อยู่ในช่องเย็นธรรมดาก็ตาม
ถ้าทอดไก่หมู ที่ความร้อนสูง ในน้ำมันซ้ำๆกันหลายครั้ง จะอันตราย
เพราะจะเกิด สารโพลิเมอร์ และทำให้น้ำมัน
มีสีเข้มขึ้น แล้วทั้งไก่และหมูก็จะอมน้ำมันมากขึ้น
คุณภาพและรสชาติจะเปลี่ยนแปลงไป เสียคุณค่าทางโภชนาการ
4. ปลาถ้าไม่สด
ไม่ควรซื้อมาทำกับข้าว เพราะจะไม่อร่อย
เนื่องจากปลามีฮีโมโปรตีนสูง
และจะไปเร่งปฎิกิริยาอ็อกซิเดชั่นของไขมัน ทำให้เกิดกลิ่นหืน
โปรตีนในเนื้อปลา ไม่ค่อยเสถียร ไม่เหมือนโปรตีนในเนื้อสัตว์
เกิดการเสียสภาพธรรมชาติได้โดยง่าย

เรื่องของการกินปลาสดหรือกุ้งสด
ส่วนตัวแล้ว ไม่ชอบเลย เพราะ อาหารพวกนี้ จะมีเอนไซม์ชนิดหนึ่ง
ที่ทำลายวิตามิน บี 1 จึงควรทำให้สุกก่อน
5.
เมื่อจะลวกแครอท แต่ยังให้มีสีส้มสวยอยู่
ให้ลวกด้วยความร้อนไม่เกิน 100 องศา เป็นเวลานาน 5 นาที ถ้านานกว่านี้
จะเป็นสีออกน้ำตาล
6.ผักทั้งหลาย เช่นกะหล่ำปลี
ถั่วต่างๆ จะมีสาร antioxidant
สูง แต่จะสูญเสียไป เมื่อโดนความร้อนสูง ดังนั้น
แม้จะชอบต้มจับฉ่ายอย่างไร ก็พยายาม กิน
ไม่ให้บ่อยนัก เพราะเกรงว่า
จะได้แต่ไฟเบอร์อย่างเดียว
จะมีแต่กระเทียมและผักพวกหัว เท่านั้น
ที่ยังคงไว้ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระนี้ได้
หลังจากผ่านความร้อนสูงๆ
7.ถั่วลิสง เป็น
เครื่องปรุงอาหารอย่างหนึ่ง แต่จะไม่ซื้อมาเก็บไว้นานๆ
เพราะไขมันจะทำปฎิกิริยากับอ็อกซิเจนในอากาศ
ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ เกิดสารชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ถั่วลิสง
มีกลิ่นหืน
8.
โดยปกติ ดิฉันไม่ชอบตุนอาหาร
โดยเฉพาะอาหารสุก แม้จะเก็บไว้ในตู้เย็น
เพราะอาหารจะมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีอยู่ตลอดเวลา
บางครั้งมีจุลินทรีย์ที่สร้างสารพิษเกิดขึ้น
เช่น รา และแบคทีเรียต่างๆ ซึ่งจะเกิดสารพิษขึ้น ก่อให้เกิดโรค
แม้จะนำอาหารเหล่านี้ ไปทำให้ร้อน เซลล์ถูกทำลายไปก็จริง
แต่สารพิษไม่ถูกทำลาย โดยเฉพาะเห็ดต่างๆ
ค่อนข้างอันตราย เพราะเห็ดมีสปอร์หุ้ม ทนความร้อนสูงมากๆได้
สารพิษไม่หมดไปง่ายๆ
แต่ก็มีแบคทีเรีย บางประเภทที่มีประโยชน์เช่นกัน
อาทิ แบคทีเรีย ที่สร้างกรดแลกติก (Lactic acid
bacteria) ใช้สำหรับการดอง แตงกวา กะหล่ำปลี มะกอก
ผักกาดขาว หมักเนื้อสัตวและนม เป็นต้น ส่วนน้ำส้มสายชู
ได้มาจากกรดอะซีติก( Acietic acid
bacteria)

9. พยายามจะไม่ใช้
pressure-cooking หรือ พวกหม้อตุ๋น slow
cooker บ่อยๆ เพราะจะ
ไม่ค่อยจะมีคุณค่าหรือประโยชน์อื่นใดจากอาหาร เหลือถึงเราแล้ว
นอกจากความอร่อย และเคี้ยวง่ายๆ ยกเว้น พวกน้ำซุป
ที่เรากินแต่น้ำ แต่ผักที่ต้ม จะกลายเป็นกากไป
แม้ว่า
วัตถุดิบในการมาประกอบอาหาร จะใหม่สด
วิธีการปรุงจะถูกต้องตามสูตร และสะอาดอย่างไรก็ตาม
ก่อนที่จะถึงเวลาอาหารจริงๆ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี
เกิดขึ้นแล้ว ทุกวินาที ทันทีที่อาหารนั้น
สัมผัสกับอากาศ น้ำ เครื่องปรุง และจุลินทรีย์ต่างๆที่มีอยู่ทั่วไป
ความสด ใหม่ จะน้อยลงไปเรื่อยๆ
10.
ในเรื่องของ วิตามิน
มี 2 ประเภท คือ 1.
ที่ละลายในไขมัน โดยมากมีในเนื้อที่มีไขมันของสัตว์
ทนความร้อนได้ดีกว่า ประเภท2. ที่ละลายในน้ำ
วิตามินบางชนิด เช่น วิตามิน บี 1 บี 2 บี6
และวิตามินซี วิตามินประเภทหลังนี้ จะสูญเสียวิตามินได้ง่าย
จากขั้นตอนการล้าง การลวก ดังนั้น วิตามินพวกนี้ เราจึงควรกินทุกวัน
จึงสรุปว่า พวกผักต้มเละๆ ทั้งหลาย
ไม่มีวิตามินอะไรเหลืออยู่แล้วแน่นอน
ปัจจุบัน
มีการตื่นตัวกันเรื่อง อาหารธรรมชาติมาก เพราะคำว่า
ธรรมชาติ
ทำให้คิดถึง ความสด ปลอดภัย และการผ่านกระบวนการต่างๆมาน้อยที่สุด
แต่ ทางอุตสาหกรรมอาหาร
อาจต้องมาตีความกันอย่างละเอียดอีกที ว่า
คำว่า ...ธรรมชาติ นั้น
กินความหมายแค่ไหน
ในงาน IFT Annual Meeting and Food Expo 2008 งาน
แสดงผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการอาหารที่ถือว่าใหญ่ที่สุด
ของโลก ซึ่งจัดโดย Institute of Food Technologists
เป็นประจำทุกปี โดยในปีที่แล้ว จัดขึ้นที่รัฐนิวออร์ลีนส์
ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน จนถึงวันที่ 2 กรกฏาคม
พ.ศ.2551 ภายใต้แนวคิดว่า "The Best of Food
Thinking
2008"
the U.S. Food and Drug Administration
(FDA) discourages the food industry from using
"natural" ทางองค์การ
อาหารและยา สหรัฐอเมริกา ไม่อยากที่จะให้ใช้คำว่า natural ใส่ลงไปในฉลาก เพราะเหตุผลดังนี้....
For a product to be called natural, it must be
free of artificial or synthetic ingredients or additives,
including color, flavor or any ingredient "not normally
expected." Hence, lemonade flavored with beet juice cannot
be called natural. In addition, any food enhanced with caramel,
paprika or color (consider bright orange cheese) cannot be called
natural.
คือ
ทาง อย.อเมริกา ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ที่แจ้งว่า
เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ต้องแสดงไว้ที่ฉลากด้วยว่า เป็นธรรมชาติ
เพราะเหตุผลใด
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ส่วนใหญ่
อาหารดิบที่เราซื้อมา หรือ อาหารที่อยู่ในขั้นตอนการ ปรุง
ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน และต้องมีการใส่
เคมีอาหารบางชนิด ในปริมาณที่เหมาะสม ตามที่
อย.กำหนดอยู่แล้ว ดังนั้น ทาง องค์การอาหารและยาของอเมริกา
(FDA ) จะอนุญาตให้ใช้ คำว่า อาหารธรรมชาติ
ที่ฉลากได้ จะเป็นเฉพาะ กรณีๆไปเท่านั้น ( continue to judge
products "on a case-by-case basis,")
แต่ในรูปข้างล่างนี้ เรียกว่า อาหารธรรมชาติได้
เต็มปาก เพราะผักสลัดและกล้วยน้ำว้าที่เห็น
ไม่มีสารเคมีอื่นใดแม้แต่ปุ๋ย มาใส่เลยแม้แต่อย่างเดียว
ปลูกในที่ๆมีดินอุดม ที่บนภูเขาสูงแห่งหนึ่ง
แต่เจริญงอกงามดีมาก กินได้สนิทใจดีจริงๆ


หมายเหตุ :: ความรู้พื้นฐานที่เกี่ยวกับ เคมีอาหารนี้ ได้มาจากประสบการณ์ ระหว่างการทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์อาหาร ที่ทำงานร่วมกัน อยู่เป็นเวลานาน
บางคนชอบ กินไข่ขาวดิบๆ จะมีสารอยู่ชนิดหนึ่ง ชื่อ อไวดิน เป็นตัวห้ามการทำงานของเอนไซม์ในร่างกาย ทำให้เกิดการขาดวิตามิน บี ดังนั้น การลวกไข่ให้สุกก่อน จึงจะปลอดภัย และได้ประโยชน์สูงกว่า
การทำอาหาร เป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์นะคะ ^^ ต้อมชอบทำโน่นทำนี่ หยิบโน่นมาใส่นี่ หยิบนี่มาทำนั่น แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะทำหรือไม่อย่างไร ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าการทำอาหารนั้น จะต้องทำให้อาหารของเราผ่านกระบวนการโน่นนี่ แสดงให้เห็นว่าต้อมไม่รู้เรื่องอะไรเล้ย..ย..ย
สงสัยต้องทบทวนตัวเองใหม่ และสนใจเรื่อง "เคมี" บ้างแล้วนะคะ ^^
เป็นคนชอบทำกับข้าวค่ะ และมักคิดสูตรเอาเอง
เดี๋ยวนี้เริ่มให้ลูกชายช่วยคิด อาจได้มาจากคุณแม่ของน้องเองค่ะ ที่จดจำได้ในความทรงจำ แม่ชอบประยุกต์สูตรอาหาร และประยุกต์วิธีปรุง..มักให้ง่ายขึ้น ประหยัดเวลา เนื่องจากแม่มีอาชีพเป็นแม่ค้า และยังรับเลี้ยงดูลูก ๆ อีกมากคน เวลาจึงรัดตัว
บ๊ะจ่าง ซึ่งมีเทศกาลของคนจีน ไหว้เทพเจ้าด้วยขนม(หรือเรียกว่า อาหารชนิดหนึ่งดีคะ?)เครื่องคาว นี้ แม่ยังเคยประยุกต์ทำโดยไม่ห่อ แต่คงกลิ่นใบไผ่ด้วยการเอามาปิดไว้บนอาหาร เวลาจะนึ่ง
อย่างไรก็ตาม น้องยังห่อแบบดั้งเดิมเป็นนะคะ
ขนมอี๋ ขนมเทียน ขนมเข่ง ของจีน...จนกระทั่งระยะหลัง ลูกเริ่มโตแม่จึงเริ่มหัดทำอาหารไทย
น้องคิดว่าเป็นเพราะอาหารไทยต้องใช้ เครื่องปรุงหลายสิ่ง การประดิษฐ์และเวลา เช่น ตำน้ำพริกครั้งหนึ่งใช้ พริกขี้หนูสวน กะปิดี น้ำปลาดี มะนาวสด กระเทียมกลีบเล็ก หอมแดงไทยแท้ ๆ จึงจะหอม
แต่แม่ก็ทำได้นะคะ เห็นแม่เรียนรู้จากเพื่อนบ้านไทยแท้น่ะค่ะ
นึกทบทวนแล้วในวัยเด็ก น้องโชคดีที่อยู่ติดแม่ จึงได้เห็นสิ่งละอันพันละน้อย เช่นนี้
ขอบคุณบันทึกพี่ศศิ ค่ะ
ชอบค่ะ ชอบอ่านเรื่องเกี่ยวกับอาหาร
You are what you eat.
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ศศินันท์
บันทึกนี้นอกจากจะได้ความรู้เรื่องเคมีในอาหารแล้ว ยังได้เทคนิค เคล็ดลับในการปรุงอาหารให้คงคุณค่าและมีรูปลักษณ์ที่น่ารับประทานอีกด้วยค่ะ...
น้องชอบทำอาหารค่ะ แต่ไม่มีวาสนาจะได้ทำ เพราะแม่และพี่ ๆ ทำอาหารเก่ง ครั้นจะขอทำบ้างก็ไม่ทันอกทันใจพี่ ๆ ค่ะ จึงได้แต่เป็นผู้คิดรายการอาหารและช่วยเดินตลาดหาซื้อวัตถุดิบ ...
แม่ (เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่) จะสอนเคล็ดลับการทำอาหาร เลือกวัตถุดิบในการทำอาหาร ให้อย่างไม่รู้ตัว เพราะน้องชอบคลุกคลี ฟังแม่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ขณะทำอาหาร ช่วยเด็ดผัก หยิบของส่งให้แม่และยายค่ะ พอปรุงใกล้เสร็จก็ได้ชิมก่อนใคร ๆ ....^_^....
เคล็ดลับการปรุงอาหารต่าง ๆ ที่จำได้ เช่น ทอดปลาไม่ให้ติดกระทะต้องเลือกปลาสด ๆ (ดูที่ตาต้องใสและเหงือกปลาต้องไม่ซีดคล้ำ) คลุกเกลือไว้ก่อน หรือ ใส่เกลือลงในกระทะเล็กน้อย
วิธีลวกผักให้คงสีเขียวน่าทาน ให้เหยาะเกลือ หรือ น้ำมันพืชลงในน้ำลวกผักก่อน ลวกเร็ว ๆ อย่าแช่ไว้นาน หรือใช้กะทิราดผักที่ลวกแล้ว
แกงสัมปลา ต้องใส่เนื้อปลาหลังน้ำแกงเดือด ไม่คนน้ำแกงเมื่อใส่ปลาลงไปแล้ว ไม่เช่นนั้นจะมีกลิ่นคาวปลา
การปรุงกุ้งอบวุ้นเส้นให้อร่อย ต้องใช้มันหมูรองก้นหม้อพร้อมขิงแก่ ๆ จะทำให้วุ้นเส้นระอุ หอม และไม่มีคาวกุ้ง... ฯลฯ....
บันทึกนี้ทำให้ระลึกถึงแม่ ด้วยความสุขค่ะ
ขอบคุณพี่นะคะ
(^___^)
และที่ทำไม่เป็นแต่ชอบทานมาก จึงต้องซื้อหามาคือ น้ำยา น้ำพริก ขนมจีนค่ะ...
สวัสดีค่ะ
*** ได้เรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยทำเลยค่ะ
*** ขอขอบคุณ
สวัสดีค่ะ อ.ศศินันท์
ปกติแล้วเอไม่ค่อยได้ทำกับข้าวค่ะ แหะๆ (เป็นแม่บ้านที่ไม่ค่อยได้เรื่อง)
เข้ามาอ่าน blog อาจารย์แล้วเกิดไอเดียค่ะ
ปกติงานที่ทำอยู่จะต้องจัดค่ายวิทยาศาสตร์ให้เยาวชนด้วย
อาจารย์คงไม่สงวนลิขสิทธิ์นะคะ หากเอจะไปประยุกต์จัดค่ายเคมีในห้องครัว
หากมีโอกาสคงได้เสนอทีมงานที่จัดค่ายด้วยกันค่ะ
และขอถือโอกาสนำ blog ของอาจารย์ส่งไปให้เพื่อนพ้องด้วยนะคะ
ขอบพระคุณค่ะ
มาเรียนซ่อมวิชาเคมี กับพี่ศศินันท์ ดีกว่าค่ะ :)
ท่าทางน่าสนุก ได้อิ่มไปโตย ได้ความรู้ไปนำ
หากนักเรียนรุ่นใหม่ๆ ได้เรียนแบบนี้คงไม่น่าเบื่อนะคะ
ปูชอบผัดหน่อไม้ฝรั่งมากๆ ค่ะ ...
ไม่แน่ใจว่าคุณพี่เคยทาน ผัดมันแกวกับกุ้งไหมคะ อร่อยนะคะ :)
สวัสดีค่ะคุณต้อม เนปาลี 2.
ดีใจจังที่แวะมาอ่านค่ะ พี่เอง เป็นคน ชอบเรื่อง อาหาร แต่ทำไม่เก่ง ไม่มีรสมือ เรียกว่า พอทำได้เท่านั้น และก็แปลกใจว่า เราก็ทำตามตำรา ทุกอย่าง ทำไม เดี่ยวดี เดี๋ยวไม่ดี
ต่อมา ทำงานในด้านอุตสาหกรรมอาหาร จึงเข้ามาเรียนรู้ และบางที ได้คำตอบค่ะ ว่า มันมีปัจจัยอีกหลายอย่าง ที่ทำให้อาหาร รสชาติ ไม่คงที่เท่าที่ควร
นี่ ไม่นับ เคล็ดลับส่วนตัว หรือ รสมือ ของแต่ละคนนะคะ คนเก่า คนแก่ ที่ทำอาหารอร่อยตลอดเวลา อาจเป็น เพราะ ของสด บวกด้วยกรรมวิธีการทำ ที่เรียนรู้ขึ้นมา อย่างที่เรียกว่า Know How น่ะค่ะ บางที ถือเป็นความลับประจำครอบครัว กันเลยค่ะ เขามีคำอธิบายกันค่ะ แต่ไม่ได้อธิบาย เชิงวิทยาศาสตร์
เคมี มีความสัมพันธ์กับอาหาร เพราะ ในอาหารของเรา มีส่วนประกอบของ chemical compounds อยู่มาก ทุกอย่างที่เรากิน ประกอบขึ้นด้วย Oxygen, Nirtogen, Hydrogen, และ Carbon และก็ยังมีปฎิกิริยา ต่อเนื่องไปถึงระบบการย่อยและ metabolism ภายในร่างกายเราด้วย วันนี้ มีซุปกามาฝากค่ะ ทำง่ายมากค่ะ แต่อร่อย
สูตรวิธีทำเท่าที่อ่านพบมา คือ ผงดาชิ 1 ชต. (หรือแบบซองต้มกับน้ำ 1 ซองกับน้ำเปล่า 2/12 ถต.) เกลือตามชอบ
ปูอัดหั่น ตามชอบ ลูกชิ้นญี่ปุ่นหั่น ตามชอบ เห็ดหอมสด 2-3 ดอก ฝานบางๆ มะนาว ตามชอบ
ใส่น้ำเปล่าผสมผงดาชิ ต้มจนเดือด หรี่ไฟอ่อน แล้วใส่ทุกอย่างลงไป(ยก เว้นเกลือกับมะนาว) ทิ้งไว้สัก 5 นาที ใส่เกลือปรุงรสตามชอบใจ ตักใส่กา หรือ ใส่ถ้วย แล้วบีบมะนาวใส่ตามชอบ แต่บางร้าน ก็อร่อยทีเดียว คงเป็นเพราะ มีเคล็ดลับพิเศษแน่ๆ
สวัสดีค่ะ คุณหมอคะ ภูสุภา3.
ดีใจจริงที่เข้ามาอ่าน เพราะทราบว่า คุณหมอ ชอบทำกับข้าว เราเคยคุยกันในอนุทินบ่อยๆ เรื่องนี้นะคะ
ตุณแม่ของคุณหมอ ทำกับข้าวเก่ง เรียกว่า มีศิลปะเฉพาะตัว ในเรื่องนี้มาก เป็นแบบคนมีรสมือน่ะค่ะ และต้องเป็นคนช่างสังเกต และมีประสาทสัมผัสดีด้วยนะคะ
ในอุตสาหกรรมอาหาร มีการวิเคราะห์อาหารด้วยประสาทสัมผัส Sensory เป็นการวัดปฎิกิริยาตอบสนองของคนต่ออาหาร โดยในทางวิชาการ เขาอธิบายว่า เป็นการพัฒนา มาจากทฤษฏีทางกายภาพ Physiology และจิตภาพ Psycology ค่ะ ต่อมา เป็นทฤษฏี บอกความแตกต่างของผลิตภัณฑ์
The Weber-Fechner law attempts to describe the relationship between the physical magnitudes of stimuli and the perceived intensity of the stimuli.
คนที่มีประสาทไวลักษณะนี้ พอไปกินอาหารที่ไหน ก็จะบอกได้เลยว่า มีส่วนผสมอะไรมากน้อยอย่างไร และนำมาประยุกต์ทำเองได้สบาย บางที อร่อยกว่า ต้นตำหรับอีกนะคะ เหมือนอย่างที่คุณแม่เรียนรู้จากเพื่อนบ้านไทยแท้ค่ะ
น่าภูมิใจนะคะ ที่มีคุณแม่ ที่ทำอาหารเก่ง ยังไงๆ คุณลูกก็ ได้ มาบ้างละน่า...
มีผัดคะน้าหมูกรอบมาฝากค่ะ พี่ชอบ แต่ต้องหาซื้อ คะน้า ที่มีรูๆมา กลัว ยาฆ่าแมลงจะเยอะเกินไป และผัดร้อนๆ เสิร์ฟเลย อร่อยมากค่ะ
บันทึกนี้น่าอ่านมากเลยค่ะ (น่าดูแบบละเลียดด้วย) เดี๋ยวต้องกลับมาอ่านให้ละเอียดอีกรอบ ขอบคุณพี่ศศิฯมากๆค่ะที่ไปชวนให้ได้มารื่นรมย์ กำลังเขียนบันทึกที่เนื่องมาจากความ "มีชีวิต" ของบันทึกใน GotoKnow อยู่ค่ะ
สวัสดีค่ะ . pa_daeng 4.
ที่ป้าแดงบอกว่า...ทำอะไรก็ตาม หากมีหลักการทฤษฎีรองรับ ผลงานจะออกมาดีได้ จนในที่สุดจะเกิดเป็นทักษะที่น่าจะเป็นแบบอย่างได้ (tacit knowledge)
เห็นด้วยอย่างมากค่ะ...แม้ว่า ความชำนาญ ความช่างสังเกต ความขยันในการฝึกฝน จนเกิดประสบการณ์ แต่บางครั้ง ไม่สามารถบรรยายเป็นถ้อยคำ ถ้อยความ หรือสูตรได้ แต่ความรู้นั้น นำไปใช้ได้จริง ทำให้มีผู้เชื่อถือ เชื่อมั่น และรับการถ่ายทอดต่อๆกันมา
แต่ถ้า ได้มี ผู้ที่มีความรู้ทางทฤษฏีมารองรับ มาเชื่อมต่อ และนำไปขยายผล ต่อยอด ก็จะทำให้เป็นความรู้ใหม่ ที่ดีขึ้น ได้ประโยชน์กว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิมนะคะ
อย่างเช่น ตัวอย่าง ที่ง่ายที่สุด ที่มีประสบการณ์นะคะ คือเรื่องการทำมะม่วงกวน ด้วย by product ของมะม่วงในน้ำเชื่อม ปรากฏว่า นักวิทยาศาสตร์อาหารทั้งจบใหม่ และจบมาเป็น 10 ปี ทำให้ดีสู้ชาวบ้าน ไม่ได้ ไม่แฉะไป ก็แห้งไป น้ำตาลเกาะเป็นเกล็ดๆ ดูไม่จืดเลย
ในที่สุด ต้องไป ขอความรู้ จากชาวบ้านค่ะ ทำให้ถึง บางอ้อ แล้ว ว่า เขามีเคล็ดลับอะไร แล้ว มาวิเคราะห์ด้วย หลักการ ทางวิทยาศาสตร์อีกที ทำให้การทำมะม่วงกวน ครั้งต่อๆไป ประสบความสำเร็จได้ และสมารถ ทำออกมาเป็นสูตรได้
สวัสดีค่ะ คุณครูคิม ครูคิม 5
พี่มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับอาหารมาพอควรค่ะ และก็ได้เรียนรู้ เรื่องที่เกี่ยวกับทางวิทยาศาสตร์อาหารมาบ้าง เลยสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ค่ะ และก็ทราบเหตุผลว่า ทำไม สูตรอาหารเขาก็ดี แต่พอเรามาทำบ้าง บางทีไม่ค่อยอร่อยเลย
สำหรับพวกของสดๆ เช่นกุ้งสด ปลาสด บางคน ชอบกิน แต่ส่วนตัวพี่ คิดว่า การทำให้สุกก่อน น่าจะดีกว่า เพราะนอกจาก เอนไซม์ไทอามิเนส จะไปทำลายวิตามิน บี 1 แล้วยังมีความไม่สบายใจ ในเรื่อง พยาธิ์ บางชนิดด้วยนะคะ
Thiaminase is an enzyme that metabolizes or breaks down thiamine into two molecular parts.
มีสปาเก็ตตี้แบบไทยๆ มาฝากค่ะ ใส่กุ้ง น่าหม่ำมากๆค่ะ
สวัสดีค่ะน้อง คนไม่มีราก6.
ขอบคุณสำหรับเคล็ดลับการปรุงอาหารให้อร่อย และยังคงคุณค่าของอาหารไว้นะคะ
รู้สึกจะตรงกันทุกเรื่อง ตั้งแต่การใช้ความร้อนกันการทำอาหารพวกผักให้น้อยที่สุด เรื่อง การซื้อปลามาทำอาหาร ถ้าปลาไม่สด รับรองไม่อร่อย ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทำกับข้าวเก่งๆ จะบอกกันอย่างนี้ทุกคน เป็น Fact สุดๆนะคะ
แต่พอเรามารู้เรื่องทางเคมีอาหาร เราจะยิ่งเข้าใจยิ่งขึ้นมาก เพราะมีเหตุผล ทางวิทยาศาสตร์รองรับจริงๆ ไม่ใช่ แค่เชื่อตามที่บอกเล่าต่อๆกันมาเท่านั้น
บางกรณี เราซื้ออาหารดิบพวกไก่หมู มา เราก็จะเอาใส่ ช่องแข็ง เพื่อป้องกันการเน่าเสีย น้ำที่อยู่ในเนื้อสัตวืจะแข็งเป็นน้ำแข็ง ซึ่งต้องมาทำให้ละลายก่อนจะนำมาทำเป็นอาหาร แต่สังเกตไหมคะว่า เนื้อเยื่อของอาหาร จะฉีกขาดไป เพราะน้ำที่เป็นน้ำแข็ง ไปดันเซลล์เนื้อเยื่อให้มีบริมาตรมากขึ้น ทำให้เนื้อพวกนั้น แห้งไป ไม่นุ่มนวลอย่างปกติ
พี่เคยคิดว่า คุณค่าทางโภชนาการ น่าจะเสียไปด้วย แต่ในความเป็นจริง ถึงแม้ว่า เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อปลา เนื้อหมู จะมีลักษณะ แห้งและเหนียวขึ้น แต่คุณค่า ยังคงเหมือนเดิมค่ะ
แต่ถ้านำปลาไปตากแห้ง ปลาจะแห้ง แข็งตัว หดตัว เพราะโปรตีนเสียสภาพไป และคุณค่าทางอาหารจะเสียไปค่ะ พี่ชอบปลาสลิดแห้ง เอามาทำกับข้าวได้มาก แต่คุณค่า ไม่เหมือน ปลาสดแน่นอนค่ะ
มีแกงจืดลูกรอกมาฝากค่ะ พี่ชอบมากเลย เป็นแกงโบราณ การทำยุ่งยากนิดนึง แต่อร่อย
สวัสดีค่ะคุณ แม่นีโอ .8
สวัสดีค่ะ ที่คุณ บอกว่าคงไม่สงวนลิขสิทธิ์นะคะ หากเอจะไปประยุกต์จัดค่ายเคมีในห้องครัว และขอถือโอกาสนำ blog ส่งไปให้เพื่อนพ้องด้วย
ไม่สงวนสิทธิ์ค่ะ ถ้าพอจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง เพราะสิ่งที่เขียน คือ ประสบการณ์ ที่ได้จากการทำงานล้วนๆเลย เป็นคนลงลึก ในการทำงานกับพนักงาน ดังนั้น ข้อมูลต่างๆ ที่ควรทราบ ก็จะทราบและเข้าใจ เพราะคนทำ การตลาด คือ เราเอง ถ้าเรา ไม่รู้เรื่องที่เราทำ คงไปขายอะไรใครเขาไม่ได้ และคงไม่มีใครเชื่อถือ อีกอย่าง มีที่ปรึกษาเป็นทางการหลายคน ที่สถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรฯ เวลามีปัญหา หรือ จะต้องมีโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อะไร ต้องมีการพูดคุยกันใกล้ชิดอยู่แล้วค่ะ
ปัจจุบัน ครู เป็นหัวใจของการพัฒนาการศึกษา มีคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และสื่อการสอนใหม่มากมายที่ช่วยครูทำงานได้ดีกว่าเดิมมาก
เด็กและเยาวชนก็มีช่องทางการเรียนรู้ที่กว้างขวางและเรียนรู้ด้วยตนเองได้ มากขึ้น แต่ทั้งหมด ก็ไม่ได้หมายความว่า สื่อจะมาทดแทนครูได้
ครูยุคใหม่นอกจากต้องมีความรู้ในเนื้อหาเป็นอย่างดี ต้องมีความสามารถในการใช้สื่อการสอนแบบใหม่ได้เกิดประสิทธิภาพ
ครูต้องมีวิธีการสอนที่เปลี่ยนไป กลายเป็นผู้ชี้แนะการเรียน มากกว่าไปยืนหน้าชั้นแล้วสอนๆอย่างที่ผ่านมา
แต่ ณ ปัจจุบัน เท่าที่ได้สัมผัส การสอนมีมาตรฐานดีขึ้น มีสื่อและวิธีการสอนใหม่ๆ ที่แต่ก่อน ไม่เคยเห็นมาก่อน เด็กๆ รู้สึกสนุกในการไป เรียนนะคะ
สวัสดีค่ะคุณ poo 9.
ดีใจจัง ที่เข้ามาอ่านค่ะ คุณปูหายไปนะคะ คงจะยุ่งมาก คิดถึงจังค่ะ
การสอนเด็กๆ เดี๋ยวนี้ ดีขึ้นมากค่ะ เดี๋ยวนี้ แม้แต่เด็ก 2.5 ขวบขึ้นไป ก็มีการสอนทำอาหารง่ายๆแล้ว เพื่อนำไปสู่เรื่อง Chemistry เมื่อหลายเดือนก่อน ทางโรงเรียนสอนทอดไข่เจียว ในกะทะ ไม่มีน้ำมัน ซึ่ง เป็นการปูพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้เด็กนั่นเอง เพราะนั่น คือการ เกิดปฎิกิริยาทางเคมี ซึ่ง เมื่อไข่ดิบ กลายมาเป็นไข่เจียวแล้ว ก็ไม่สามารถ กลับคืนสู่ สภาวะเดิมได้อีกเลย
เคมี มีความสัมพันธ์กับอาหาร เพราะ ในอาหารของเรา มีส่วนประกอบของ chemical compounds อยู่มาก ทุกอย่างที่เรากิน ประกอบขึ้นด้วย Oxygen, Nirtogen, Hydrogen, และ Carbon และก็ยังมีปฎิกิริยา ต่อเนื่องไปถึงระบบการย่อยและ metabolism ภายในร่างกายเราด้วย
ที่บ้านพี่นะคะ พี่ไม่นิยม ซิ้อผัก ผลไม้มาตุนไว้ค่ะ ซื้อมาพอ แค่ 3 วัน เพราะผัก มีส่วนประกอบ เป็นน้ำส่วนใหญ่ และยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ เป็นอาหารที่สำคัญ ของการเจริญเติบโต ของจุลินทรีย์ นอกจากนี้ ผัก จะนิ่ม ก่อให้เกิดความช้ำและเน่าเสียง่าย
ส่วน ผลไม้มีความเป็นกรดมากกว่าผัก มีปริมาณคาร์โบรไฮเดรดสูงกว่า จึงเน่าสียเก่ง จากยีสต์และเชื้อรา ที่บ้านพี่ ปอกมะละกอไว้ เผลอไป ไม่ได้กิน รายังขึ้นเลยค่ะ
ดังนั้น เวลาเราซื้อผลไม้ ต้องเลือก อย่าหยิบลูกที่มีรอย ขีดข่วนและเน่ามานะคะ จะทำให้ราเข้าไปทำลาย ได้ง่ายมากค่ะ และผัก ผลไม้ ก็ต้องระวัง ดินที่ติดมาด้วยค่ะ มักจะมีแบคทีเรียติดมา ที่สำคัญ เป็นแบบที่สร้างสปอร์ ตายยากมากค่ะ
สวัสดีค่ะคุณโอ๋ โอ๋-อโณ 12.

ดีใจทีคุณโอ๋เข้ามาอ่าน แต่ก็เหมือนเอามะพร้าวห้าว ไปขายสวนนะคะ คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเคมีวิเคราะห์อยู่แล้ว ช่วยชี้แนะพี่ด้วยค่ะ
เร็วๆนี้ ที่บ้านพี่ มีคนเอาผลไม้แช่อิ่ม กับผักดอง มาฝากจากทางเหนือ เวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ ก็ยังไม่ได้เริ่มต้น กินกันเลย จึงเอามาสำรวจดู แล้วนำไปแจกเพื่อนบ้าน เหลือไว้สำหรับเราเอง นิดหน่อย เพราะอาหารแช่อิ่ม อาหารแห้งพวกนี้ ถ้าเก็บไว้นานๆ อาหารจะชื้นขึ้น จนเกิด รา และแบคทีเรียได้นะคะ พี่เป็น คนไม่ชอบตุนอาหารเลยค่ะ มีผักสลัด สดๆมาฝากคุณโอ๋ค่ะ
มีอาหารจานไข่ มาฝากคุณ แม่นีโอ .8
ค่ะ ปกติ ไข่สด มีสารเคลือบผิวไข่ หลังจากไปซื้อมาแล้ว ไม่ต้องนำไข่ไปล้าง ควร เก็บใส่ตู้เย็นเลย เพราะถ้ามีการไป เช็ด ล้าง เปลือกไข่ จุลินทรีย์ภายนอก จะทะลุผ่าน เข้าไปในไข่ ได้มาง่ายขึ้น และทำให้ ไข่เน่าเสียเร็วขึ้น แต่ไข่ที่สะอาด มาจากเล้าไก่ ที่สะอาด และมีการเก็บรักษาอย่างถูกวิธี ก่อนจะนำมาขาย จะมีการเน่าเสีย หรือเสื่อมคุณภาพได้น้อยมากค่ะ
ปกติ เป็นคนชอบกินโยเกิร์ต
ถึงขนาดไปซื้อเครื่องมาทำเองที่บ้าน แต่ไม่เคยอร่อยได้เท่ากับที่เขาวางขายอยู่ ทำได้แค่ พอกินได้ ต่อมา จึงทราบว่า โยเกิร์ต มีการทำ 2 แบบ คือ แบบกวน และแบบคงรูป ซึ่ง แบบที่ 2 คือ การนำโยเกิร์ตหลังการเติมเชื้อเริ่มต้น มาบรรจุในภาชนะ และให้มีการบ่ม ในภาชนะนั้นๆ
โยเกิร์ต ที่เขาทำขาย เป็นแบบที่ 1 อร่อยกว่าแบบที่ 2 เพราะเนื้อเนียนกว่า รสชาติเข้ากันดีกว่า เนื่องจากมีการเติม Stabilizer และส่วนประกอบอื่นๆด้วย