เราคงไม่มีโอกาสเที่ยวอย่างนี้ที่บ้านเรา

     ผม ภรรยาและลูกสาวไปปรากฏตัวที่ช่องจำหน่ายบัตรผ่านเข้าชม Universal Studios ในเวลาประมาณสิบโมง น้องสาวผมเขามีงานที่ร้านจึงเพียงไปส่งปล่อยให้เราผจญกับบุคคลต่างภาษาและสถานที่แปลกตาเพียงลำพัง (ผมเคยไปมาแล้วเมื่อปี 2545 แต่...คุยกับฝรั่งไม่ค่อยจะรู้เรื่อง)

    

      การเข้าไปซื้อบัตร เขาจะมีคอกให้เข้าแถวก่อนจะถึงคิวผม เราต้องยืนอยู่หลังเส้นที่เขากำหนด จะเข้าไปใกล้ช่องขายตั๋วไม่ได้ พอถึงคิวผม เราก็เข้าไปทั้งสามคน ผมบอกเขาว่าเรามากันสามคนขอซื้อแบบ all access pass  เขาขอดู passport ผมยื่นให้ทั้งสามฉบับ (สามคน) เขามองดูหน้าเราทีละคน แล้วกดแป้นพิมพ์ แล้วบอกผมว่า 231 เหรียญ (คนละ 77 เหรียญ) แพงเอาการ ผมตัดใจควักเงินให้เขา (ไม่ใช่เงินผมหรอก....เงินน้องสาวผมให้ไว้ 300 เหรียญ ฮิฮิ) ที่ผมซื้อแบบผ่านตลอด เนื่องจากเราจะสามารถดูได้ทุกรายการ และที่สำคัญได้บัตรพร้อมกับสายคล้องคอไว้เป็นที่ระลึกด้วย

      พอได้บัตรผมก็เข้าใจที่เขาขอดู passport เพราะเขาต้องพิมพ์ชื่อเราลงในบัตรนั่นเอง แต่ไม่แค่นั้นนะครับ พอถึงประตูทางเข้า เราสอดบัตรเข้าในเครื่องซึ่งคล้ายกับเวลาเราจะเข้าไปในสถานีรถไฟฟ้าบ้านเรา แต่ต่างกันตรงที่นี่จะต้องพิมพ์นิ้วมือหัวแม่มือข้างขวาก่อน เขาจึงจะให้เข้าได้  ขั้นตอนนี้ภรรยาผมเข้าไปเป็นคนแรก ตามด้วยลูกสาว ผมเป็นคนสุดท้ายเพราะมัวแต่เก็บเงินทอนเข้ากระเป๋าสตางค์

      ตอนที่เราผ่านประตูจะได้รับ Studio Map ซึ่งบอกว่าควรไปเริ่มต้นที่ Studio Tour แต่ทั้งสองคนไม่เชื่อคนนำเที่ยวอย่างผม เขาไปเริ่มต้นที่บ้านผีสิง (House of Horrors) พอออกมาก็บอกว่า ไม่เห็นน่ากลัวเลย ผมเลยบอกว่า "ก็เขาเอาไว้หลอกเด็กนี่นา" จริงๆ แล้วก็มีผู้ใหญ่หลายคนเหมือนกันที่กลัว บางคนต้องให้เพื่อนดุนหลังให้เดิน เจ้าผี (คนแต่งเป็นผี) มันก็ชอบ เลยคอยแกล้งแต่คนนั้น 

       เราลงบันไดเลื่อนที่ผมคิดว่าเป็นบันไดเลื่อนที่ยาวที่สุดในโลก เพื่อจะไปดู Jurassic Park ซึ่งผ่าน Apollo 11 เราก็เก๊กถ่ายรูปตามความอยากดัง

    

       เราโชคดี มีคนเข้าคิวดูไดโนเสาร์น้อยมาก แทบไม่ได้รอเราก็ได้นั่งเรือเข้าใน Jurassic Park ข้างในเขาจำลองฉากในภาพยนตร์เรื่อง The Jurassic Park มีน้ำตก ไดโนเสาร์หลายพันธุ์ทั้งกินเนื้อกินพืช เจ้ากินพืชก็ยืนอวดโฉมส่ายคอมองดูเรา ที่กินเนื้อก็ทำท่าจะกระโดดมาตะครุบเรา พร้อมกับส่งเสียงขู่ แก๊กๆ ตอนท้ายมีการแถมให้ตื่นเต้น เรือที่เรานั่งถูกลากสูงขึ้นและเข้าไปในถ้ำมืดมิด มีเสียงบรรยายและมีข้อความข้างผนังถ้ำว่า ให้เตรียมตัว แล้วเรือก็พุ่งลงมาด้วยความเร็ว เสียงหวีดร้องทั้งหญิงและชายทั้งด้านหน้าและด้านหลังผมดังก้อง และบัดดลเหมือนเรือถูกยกขึ้นสูง เราก็ได้ยินเสียงตูม โลกเบื้องหน้าสว่างไสว เรือเราลอยอยู่เหนือน้ำใกล้ท่าที่เราขึ้นเรือนั่นเอง สัมผัสต่อมาที่ได้รับคือเสียงปรบมือของคนดูและเสียงประกาศแสดงความยินดีที่พ้นมาได้ และให้เราชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศรีษะ เพื่อระบายความเครียด 

       เรือเข้าเทียบท่า พวกเราลงจากเรือจะมีเจ้าหน้าที่มาบอกว่า เขาถ่ายรูปเราไว้ให้ไปดูในส่วนขายของที่ระลึกตรงทางออก ลูกสาวผมรีบไปดูแล้วบอกผมว่าสวยมาก ขอให้ผมซื้อ แต่พอผมชี้ให้ดูราคาที่เขาติดป้ายไว้ ลูกสาวผมก็ทำหน้าหงอยเดินออกจากร้านไป ซื้อไม่ลงครับ แผ่นละตั้ง 20 เหรียญ (อาจไม่ตรงเพราะไม่ได้จดเพียงแต่จำ)

          

 

      ไม่มีเจตนาจะถ่ายแหม่มนะครับ แต่นางแบบของผมทั้งสองคน กำลังเพลินกับการดูของที่ระลึก

 

 กับดาราเจ้าบทบาท ฉลามขาว เพชรฆาตแห่งท้องทะเล

ไม่ได้ยืนที่ริมถนนจริงๆ หรอก เขาวาดรูปใหญ่เบ้อเริ่มให้ยืนถ่ายนะครับ

     universal studios ยังคงมีผู้คนเข้าไปเยี่ยมชมจำนวนมาก ยิ่งช่วงบ่ายต้องต่อแถวยาวเหยียดเข้าไปชมโชว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น studio tour (นั่งรถพ่วงเที่ยว) water world, animal actors, terminator (ตื่นเต้นเร้าใจมาก) special effects 

     พวกเราดูไม่ครบครับ ยังเหลือ backdraft และ shrek เพราะหมดเวลาก่อน จึงได้แต่ปลอบใจว่า เรามาวันหลังได้เพราะบัตรผ่านเรามีกำหนดถึง 12/31/09 (นี่แทบไม่ได้กินข้าวกลางวันเลยนะครับ ชนิดที่ว่ารีบกินรีบไป แต่ขอโทษ..กว่าจะได้กินต้องต่อแถวเข้าซื้อยาวเหยียด)

      ขณะที่นั่งรถน้องสาวที่เขาไปรับกลับบ้านพัก ภรรยาเล่าให้ฟังว่าไปเจอคนไทยสามคน ที่ terminator ตอนที่ผมกำลังขึ้นไปเต๊ะท่านั่งบนมอเตอร์ไซค์ของดาราใหญ่ผู้ว่าการมลรัฐแคลิฟอร์เนีย คนไทยคนหนึ่งพูดว่า "เราคงไม่มีโอกาสเที่ยวอย่างนี้ที่บ้านเรา"

      ผมเห็นด้วยและไม่นานผมก็หลับบนเบาะหลังของ BMW 750 LI ก็ผมเหนื่อยมากนี่ครับ