วัดเขาอ้อ  อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นแหล่งวิทยาคมทางไสยศาสตร์   ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาแต่อดีต  โบราณกาลมีพระเกจิอาจารย์สืบต่อวิชาทางไสยศาสตร์ตลอดมา พล.ต.ต. ขุนพันธรักราชเดช ก็เป็นศิษย์สำนักวัดเขาอ้อ ที่เลื่องลือเรื่องจตุคามรามเทพ   

     มีพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ที่สำคัญ 4 พิธีที่นิยมประกอบพิธีให้สานุศิษย์ที่ศรัทธา คือพิธีเสกว่านให้กิน   พิธีหุงข้าวเหนียวดำ พิธีเสกน้ำมันงา  และพิธีแช่ว่านยา    พิธีหุงข้าวเหนียวดำ จะทำพร้อมกับพิธีเสกน้ำมันงา   ชาวบ้านเรียกว่า"กินเหนียวกินมัน"      แต่ละปีจะประกอบพิธีกินกัน  สอง  ครั้ง คือขึ้น  15ค่ำเดือน 5  และ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 10  

      พิธีหุงข้าวเหนียวดำหมายถึง   การนำเครื่องยาสมุนไพร หรือว่านชนิดต่างๆไม่ต่ำกว่า  108 ชนิด นำมาผสมแล้วต้มเอาน้ำยามาใช้หุงข้าวเหนีบวดำ  ประกอบพิธีในอุโบสถ เมื่อก่อนประกอบพิธีที่ถ้ำฉัตรทันต์  หม้อและไม้ฟืนทุกอันลงอักขระเลขยันต์กำกับ พระอาจารย์ผู้ประกอบพิธีจะเริ่มปลุกเสกตั้งแต่จุดไฟ จนข้าวเหนียวในหม้อสุก นำข้าวเหนียวที่สุกแล้วไปประกอบพิธีอีกครั้งก่อนกินข้าวเหนียวดำ

     ถ้าศิษย์คนใดไม่บริสุทธิ์ต้องทำพิธีสะเดาะเรียกว่าพิธีเกิดใหม่หรือพิธีบริสุทธิ์ตัว    เมื่อถึงเวลากินข้าวเหนียวดำต้องเปลี่ยนเครื่องกายเป็นผ้าขาวม้าโจงกระเบนไม่ใส่เสื้อ  เข้าไปกราบอาจารย์ สามครั้ง แล้วให้นั่งชันเข่าบนหนังสือ  เท้าทั้งสองเหยียบเหล็กกล้า หรือเหล็กเพชร   ปิดศรีษะด้วยหนังหมี  มือทั้งสองวางบนหลังเท้าตัวเอง  อาจารย์ใช้มือซ้ายกดมือทั้งไว้  พร้อมภาวนาพระคาถา  ส่วนมือขวาปั้นข้าวเหนียวดำเป็นก้อนๆ ป้อนให้ศิษย์ครั้งละก้อน  แล้วปล่อยมือศิษย์ที่กดไว้บนหลังเท้า มือทั้งสองของศิษย์จะลูบขึ้นไปตั้งแต่หลังเท้า จนทั่วตัวจดใบหน้า การลูบนี้เรียกว่า  การปลุก  แล้วลูบลงเอามือทั้งสองข้างไปวางที่หลังเท้าดังเดิม โดยกะประมาณว่ากินข้าวเหนียวก้อนแรกหมดพอดี  ข้าวเหนียวมีรสขม  ต้งกินก้อนแรกให้หมดจนครบสามก้อนแล้วอาจารย์ใช้มือซ้ายกดมือทั้งสองไว้ที่เดิมหัวแม่มือขวากดสะดือศืษย์ทำทักษิณาวัตร  3 รอบพร้อมภาวนาคาถาไปด้วย เป็นการผูกอาคม  

       สำหรับคุณค่าของการกินข้าวเหนียวดำ เชื่อกันว่าถ้าได้กินถึง สามครั้ง  จะทำให้อยู่ยงคงกระพันชาตรี เป็นมหานิยม เป็นยาแก้โรคปวดหลังปวดเอว   เดือนนี้วัดเขาอ้อทำพิธีจึงนำมาบันทึกไว้

  "ถ้าคนรุ่นเก่าไม่บันทึกเรื่องราวในอดีต  คนรุ่นใหม่ขาดการใส่ใจค้นค้วา  กาลเวลาทำลายเรื่องราวแต่หนหลังอย่างน่าเสียดาย"

 (ข้อมูลจากเมืองเพลงตะลุงชัยวุฒิ พิยะมูล)