ผู้หญิงไปกันเองโดยลำพังต้องระมัดระวังให้มาก ผู้หญิงญี่ปุ่น 4 คน ไม่มีผู้ชายมาด้วย > เดี๋ยวผมจัดให้พี่หนึ่งคน ไกด์มีสิทธิ มีอำนาจสั่งคนญี่ปุ่นได้ขนาดนั้นหรือ และ " จัดให้ "ที่ว่าหมายถึงอะไร.....ไกด์ล้วงกระเป๋าสะพายดึงของออกมาสองซอง ฉีกแล้วเทลงขวดเหล้าที่เหลือครึ่งขวด ผมเห็นแบบนั้นนึกย้อนกลับไปถึงคำพูดของไกด์ทันที "ผู้หญิงญี่ปุ่นสวยด้วย " " พี่มาคนเดียว ค่ำนี้พักที่นี่ เดี๋ยวผมจัดคนญี่ปุ่นให้หนึ่งคน")

> ผู้หญิงไปกันเองโดยลำพังต้องระมัดระวังให้มาก
> > อันตรายครับ
> > Date: Sat, 14 Mar 2009 02:19:52 +0000

 
> > เที่ยวนี้ผมเข้าลาวเป้าหมายไปหลวงพระบาง> > - วังเวียง> > โดยเวียงจันทน์เป็นทางผ่าน
> > ผมเข้าลาวตั้งแต่หัวค่ำวันที่> > 1 กพ .> > พักที่วียงจันทน์ก่อน> > รุ่งขึ้นเข้าหลวงพระบาง

> > ผมซื้อความสบายหวังว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีมีความปลอดภัย> > ไม่ต้องดิ้นรน>
> หนึ่งวันจะประกอบด้วย      นั่งห่วงยางลอดถ้ำน้ำ> > เลี้ยงอาหารกลางวันมีข้าวผัด> > บาบีคิว> > กล้วยน้ำว้าสองใบน้ำดื่มให้หนึ่งขวดใหญ่> > พายเรือคะยัค> > กระโดดน้ำ > >  และพายเรือคะยัคต่อหรือล่องห่วงยางถึงวังเวียง> > แล้วแต่เวลา
> > 1day trip ผมซื้อในราคา 90000 กีบ> > ในคืนวันที่ 4 กพ .> > ที่ไปถึงวังเวียง> > เช้าวันต่อมา 5 กพ . 52 > > คนของทัวร์มารับยังที่พัก> > 9.30 น .> > พาขึ้นรถบรรทุกตะเวนรับนักท่องเที่ยวตามที่พักหรือสำนักงานขายทัวร์รวมกันไปด้วยรถบรรทุกสองคัน> >  ช่วงที่รับคนญี่ปุ่นขึ้นรถได้ยินชาวลาวคุยกันว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นสวยด้วยแล้วก็หังเราะกัน ( ภาษาลาว แต่พอฟังออก ) ทั้งหมดรวมกันประมาณ 24-27 คน 
> >  ใน trip นี้มีผมเป็นคนไทยคนเดียวนอกนั้น ผู้ชายชาวอินโดฯ 1 คน ชายชาวเกาหลีหนึ่งคนมากับผู้หญิงชาวลาว ( คาดว่าเป็นผู้หญิงกลางคืน)  สาวญี่ปุ่น 4 คน นอกนั้นฝรั่งทั้งนั้นหลายชาติหลายภาษา
> >  หลังจากเสร็จจากถ้ำน้ำก็ทานข้าวกลางวันกันที่นั่น ไกด์มากัน 6 คน ก็ช่วยกันแจกข้าวกล่อง บาบีคิวคนละสองไม้  ขนมปังแบบฝรั่งเศส 1 ชิ้น กล้วยน้ำว้า 2 ใบ เมื่อทานเสร็จไกด์ก็เรียกนักท่องเที่ยวบอกเราจะไปถ้ำช้างกัน
> > ช่วงนี้เองเริ่มมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น > เรื่องผิดปกติคือเมื่อไกด์เรียกนักท่องเที่ยวไปต่อ ผมเดินขึ้นไปก่อน> > ส่วนคนอื่นๆก็เก็บข้าวของทยอยตามมา ช่วงที่รอคนอื่นผมก็ยืนคุยกับไกด์ชาวลาว สะดุดตรงคำพูดที่ว่า 

> " ไกด์ : พี่มาคนเดียวหรือ กลับพรุ่งนี้หรือป่าว ค่ำนี้ค้างแถวสไลด์เดอร์เช้าเขาจะไปส่งที่พัก
> > ผม : มีอะไรหรือ ถึงให้ค้างที่นั่น
 > ไกด์ : ผู้หญิงญี่ปุ่น 4  คน ไม่มีผู้ชายมาด้วย > เดี๋ยวผมจัดให้พี่หนึ่งคน
           ( สาวญี่ปุ่นมากันสี่คนยังเด็กทั้งหมดเรียนหนังสืออยู่เพราะได้ทักทายกันบ้างนิดหน่อย)

> > ผม : พยักหน้า แต่ไม่พูดอะไร ( ในตอนนั้นรู้สึกได้ทันทีว่าผิดปกติ ไกด์มีสิทธิ มีอำนาจ
            สั่งคนญี่ปุ่นได้ขนาดนั้นหรือ และ " จัดให้ "ที่ว่าหมายถึงอะไร )" 
> > เสร็จจากถ้ำช้างไกด์ก็เรียกขึ้นรถ  พากลับไปทางที่จะเข้าวังเวียงประมาณ  5 กิโลฯ เพื่อเอาเรือคะยัคลงลำน้ำชอง > ไกด์ก็อธิบายการพายเรือให้นักท่องเที่ยวฟัง แล้วก็จัดให้นักท่องเที่ยว> ใครจะพายคนเดียว  ใครจะพายสองคน
> > ช่วงนี้ไกด์จัดให้คนญี่ปุ่นหนึ่งคนลงเรือคะยัคไปกับผม ผมปฏิเสธบอกพายเรือไม่เป็น ขอไปกับไกด์ดีกว่า
> >  เมื่อเรือคะยัคพายมาได้ช่วงหนึ่ง ถึงตรงกระโดดน้ำก็หยุด แวะให้นักท่องเที่ยวกระโดดน้ำ ผมโดดไปสองหนก็สนุกเที่ยวแรก
> > เข้าใจเองว่าเป็นเหล้าท้องถิ่นของลาวชวนผมกินด้วย ผมบอกกินเหล้าไม่เป็น ผมนั่งคุยกับไกด์ได้สักพัก เหล้าเหลือครึ่งขวด
> > ไกด์ล้วงกระเป๋าสะพายดึงของออกมาสองซอง ฉีกแล้วเทลงขวดเหล้าที่เหลือครึ่งขวด
> > (ผมเห็นแบบนั้นนึกย้อนกลับไปถึงคำพูดของไกด์ทันที "ผู้หญิงญี่ปุ่นสวยด้วย " ตอนเพิ่งขึ้นรถในวังเวียง
> > กับ  " พี่มาคนเดียว ค่ำนี้พักที่นี่ เดี๋ยวผมจัดคนญี่ปุ่นให้หนึ่งคน")
> > 
> > ซองแบบนั้นผมเคยเห็นเมื่อตอนที่ไปแม่สายข้ามไปท่าขี้เหล็ก
      คนที่เคยไปคงนึกภาพออกถึงคนพม่าสะพายตะกร้าห้อยคอขายไวอะกร้าและสินค้าอื่นๆ รวมทั้งซองแบบนี้ด้วย
> > บนซองจะมีภาพพิมพ์รูปผู้หญิง 
> > ผมบอกไกด์ปวดถ่ายเบาลุกเดินออกมา แล้วเดินไปหาที่ถ่ายเบา ในความคิดตอนนั้นเริ่มแน่ใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น
> >  > นี่มันอาชญากรรมแล้ว ผมจะจัดการกับเหตุการณ์นี้อย่างไร
> > ผมยืนและครุ่นคิดในใจจะเอาไงดี จะบอกคนญี่ปุ่นดีหรือไม่ ผมมายืนตรงนี้หลังจากถ่ายเบาประมาณไม่ถึงนาที
> > หนึ่งคนในคณะไกด์ก็เดินมาพร้อมขวดเหล้า ผมไม่ได้หันไปมอง ตาน่ะมองคนกระโดดน้ำ แต่หางตามองไปทั่ว
> > ไกด์รินเหล้าใส่แก้วใสใบเล็กๆให้คนญี่ปุ่นกิน เขาก็กินแฮะ ชิมนิดหน่อย ไกด์กวักมือแสดงท่ากินให้หมด
> > คนญี่ปุ่นก็ว่าง่ายกินหมดแก้ว จนครบ 4 คน ผมเข้าใจว่า คนญี่ปุ่นคงนึกว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของบริการใน tri p
> > ระหว่างทางเดินจากที่กระโดดน้ำถึงเรือคะยัค  ไกด์เดินมาคุยกับผมบอก จะแยกกรุ๊ปทัวร์ออกเป็นสองกลุ่ม
> > > กลุ่มแรกเขากับเพื่อนอีกคนจะพานักท่องเที่ยวพายเรือคะยัคกลับเข้าวังเวียงจบ trip
         แล้วแยกคนญี่ปุ่น 4 คนกับผมออกไปที่สไลด์เดอร์ โดยมีหนุ่มเกาหลีกับสาวกลางคืนชาวลาวและคณะไกด์ที่เหลืออีก 4 คนอยู่ด้วย โดยไกด์บอกผมว่าไปส่งนักท่องเที่ยวกลับแล้วเดี๋ยวจะกลับมา
> > โปรแกรมทัวร์ สไลด์เดอร์ไม่อยู่ในรายการ trip นี้ และคนที่เคยไปคงนึกภาพออกแถวสไลด์เดอร์มีร้านขายเหล้าเบียร์มีดนตรี
> >  และละแวกนั้นมีบังกะโลหรือจะเรียกกระท่อมเป็นหลังๆ ก็แล้วแต่จะเรียก
  > > พอเรือใกล้ฝั่งผมหันไปบอกไกด์ผมเหนื่อยมาก เพลียและเจ็บตัวจากน้ำแล้วผมกลัวไม่สะอาดจะรีบกลับไปทำแผล > > > เขาตอบกลับมาว่าเที่ยวนี้ไม่มีคนไทย อาทิตย์ที่แล้วสิคนไทย ผมได้ยินแบบนั้นก็ทำเฉยๆ
> >  บอกไปอีกว่าผมกลับดีกว่า (ช่วงนั้นผมไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องอื่น คิดอยู่แต่เรื่องจะทำอย่างไรดี เอาไงดี 
      รวมเวลาตั้งแต่ที่แน่ใจว่าจะเกิดเหตุอะไรคือเห็นฉีกซองใส่ขวดเหล้าจนถึงสไลด์เดอร์น่าจะประมาณ15-20 นาที )
> > ไกด์จึงตะโกนบอกเพื่อนให้ชวนหนุ่มอินโดฯอยู่ด้วย หนุ่มอินโดฯก็เลือกที่จะอยู่    ที่ผมตัดสินใจกลับเข้าวังเวียง
> > นึกอยู่ว่า นี่ต่างถิ่น ไกด์ 6 คนและอาจมากกว่า ส่วนผมคนเดียว เครื่องมือสื่อสารก็ไม่มี  
> > ผมตัดสินใจนิ่งเฉยปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไร ฉีกตัวเองออกจากเหตุการณ์
> > > เมื่อกลับถึงที่พักก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมานั่งสั่งข้าวกินที่รีสอร์ท ระหว่างกินไปก็ย้อนนึกถึงเหตุการณ์
> > ลำดับเหตุการณ์ ยิ่งนึกก็ยิ่งไม่สบายใจ ใจอยากกลับเมืองไทยเดี๋ยวนั้น แต่ความจริงกลับไม่ได้หรอก ไปไม่ทันด่านปิดแน่
> >   เช้าวันรุ่งขึ้นผม หารถ minivan ( รถตู้เล็กฮุนได ) กลับเข้าเวียงจันทน์  เช้าวันนั้น 6 กพ . 52  ที่วังเวียงฝนตกหนักด้วย
> > ถึงเวียงจันทน์ที่ตลาดเช้า ผมซื้อตั๋วขึ้นรถเที่ยวบ่ายสองกลับไทยโดยไม่แวะเที่ยวที่เวียงจันทน์แล้ว
> > พูดถึงระยะเวลาของเหตุการณ์สั้นๆ 15-20 นาทีตอนนั้น แต่ในความรู้สึกผมมันช่างยาวนานมากเหลือเกิน > แล้วกับเด็กสาวชาวญี่ปุ่นทั้ง 4 คน คืนนั้นคงเป็นคืนที่ยาวนานมากกว่าผมหลายร้อยหลายพันเท่า
> > ตอนที่คิดกลับไป - มาหลายตลบนั้นมีหลายหนทางเหลือเกิน - ชนเลยดีไม๊  - เลือกอยู่ต่อที่สไลด์เดอร์ดีไม๊> > - เจรจากับไกด์ดีไม๊  - สุดท้ายผมตัดสินใจก่อนเรือถึงฝั่งที่สไลด์เดอร์ว่ากลับเมืองวังเวียง
> > พร้อมทั้งนึกในใจพี่ขอโทษด้วยที่ไม่ได้ช่วยน้องเลย   ที่ผมตัดสินใจกลับวังเวียง เนื่องจากคิดว่าผมไม่ใช่ตัวละครในไดฮาร์ดหรือแรมโบ้> > อยู่กลางเขาสายน้ำชอง> ต่างถิ่น ใกล้ค่ำแล้ว> เครื่องมือสื่อสารก็ไม่มี หากชนผมคงไม่ได้กลับเมืองไทย
> >  อย่างหนึ่งคือ ตอนนั้นผมนึกถึงข้อความที่คุณป้อมโพสไว้ในนี้ว่า

" ที่ลาวให้ระวังคนดีมากกว่าคนร้าย "

       จากเพื่อนส่ง Mail มาให้อ่าน  คิด  วิเคราะห์  แล้วมันจะเป็นประการใด...........???????