breaking bad newsจะดูแลหนูกับพ่อแม่อย่างไรให้ข่าวร้ายกลายเป็นดี

         เย็นวันที่ 1 พ.ค. 52 วันเเรงงานแห่งชาติ ฉันขึ้นเวรตามปกติ และเป็นเวรบ่าย ( 16.00-24.00 น.)การทำงานในวันนี้ถือว่าเป็นอีกวันหนึ่งที่คนไข้ยุ่งมาก เวลาประมาณ 6 โมงเย็นฉันได้รับแจ้งจากน้องปูเป้ พยาบาลร่วมทีมวันนี้ว่าจะมี case refer จาก ร.พ.สกลนคร สงสัยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมีอาการที่เเสดงว่าอาจลุกลามไปที่สมองแล้วให้พวกเราเตรียมเตียงรอรับด้วย. รับข่าวจากปูเป้ ฉันรีบจัดการงานให้เสร็จ clearให้เรียบร้อย

          คนไข้มาถึงราว 18.45 น.ภาพที่เห็นเป็นเด็กชายวัยรุ่น นอนท่าทางอิดโรย สีหน้าซีดเผือด นอนอยู่บนรถนอนที่เจ้าหน้าที่เวรเปลเข็นมา เมื่อหันไปทางคนเป็นพ่อเเม่ สีหน้านั้นบ่งบอกถึงความวิตกกังวล ท่าทางเหมือนคนอดนอนมาหลายวันทั้งสองคน ฉันเข้าไปทักทายทำความรู้จัก สร้างสัมพันธภาพในเบื้องต้น   ประโยคเเรกที่ฉันบอกกับทุกคนคือ ตอนนี้เรากำลังค้นหาตัวโรคนะคะว่าน้องเป็นอะไร เมื่อรู้เเล้วก็จะได้รักษาให้ถูกทางและเมื่อรู้ว่าคนไข้มาจากสกลนคร ฉันจึงบอกว่า "คนบ้านเดียวกันเด้อ" ประโยคนี้ทำให้ฉันได้เห็นรอยยิ้มของทั้งพ่อเเละเเม่

         เวลาที่มีคนไข้ใหม่มาที่ตึก สิ่งแรกที่ฉันเองจะทำและบอกกับตัวเองเสมอว่าเขามาเเปลกที่อะไรที่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายให้รีบทำ ฉันจำคำหนึ่งที่พ่อสอนผ่านการเขียนจดหมายในช่วงที่ฉันเป็นนักเรียนพยาบาลว่า "คนที่เขามาหาเราเหมือนเขาซมซานมาหาที่พึ่ง คนอีสานเรียกว่าฟางตายมาพ่อขอให้ลูกมีปิยะวาจาต่อเขา พูดกับเขาเหมือนเพื่อนและให้ความเป็นกันเองกับเขาเเค่นี้เขาก็ดีใจแล้ว" คำพ่อสอนฉันเองจดจำและนำมาปฏิบัติต่อคนไข้อยู่เสมอ

              เวลาประมาณ 4 ทุ่มฉันเห็นอาจารย์หมอสุรพลเดินขึ้นมาที่ตึกใจก็คิดเเล้วว่าอาจารย์คงมาดู case นี้เเน่นอน เมื่อคนไข้กลับมาจากตรวจเอกเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ทีมเเพทย์ทำการเจาะหลังต่อเพื่อหาสาเหตุของอาการปวดศรีษะ

           6 ทุ่มตรงอาจารย์สุรพลเชิญ พ่อ แม่ของคนไข้มาคุย เราจะคุยห้องไหนดีจึงจะไม่รบกวนคนอื่น อาจารย์ถามฉัน ฉันเลือกห้องพักนักศึกษาเเพทย์ให้อาจารย์เพราะคิดว่าเป็นมุมสงบและเสียงพูดคุยคงจะไม่ดังออกมาข้างนอกเมื่อทุกอย่างพร้อมฉันเชิญพ่อเเม่นั่งลง ฉันเเอบบ่นให้อาจารย์สุรพลในใจว่า ทำไมต้องมาเเจ้งข่าวร้ายกลางดึกด้วย เเต่เมื่อฉันนั่งฟังจนจบฉันจึงเขาใจในสิ่งที่อาจารย์ทำ

        เราเเนะนำตัวให้ครอบครัวทราบ บทสนทนาการแจ้งข่าวเริ่มต้นขึ้น "พ่อ แม่คือว่าจากผลที่เฮาเบิ่งการย้อมสไลด์หมอกะพอสิสรุปได้ว่า ลูกเฮาเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเน๊าะ แล้วกะชนิดที่ลูกเฮาเป็น มันเป็นชนิดที่รักษายาก แต่ว่าพรุ่งนี้ จะยีนยันอีกเทื่อว่าเป็นชนิดได๋ มะเร็งเม็ดเลือดขาวมีหลายชนิดเด้อ เฮาสิเว้าตามตรง คันเป็นชนิดรักษาได้ มีโอกาสหายกะบอกตามความจริง เเต่จั่งได๋กะตามเฮากะต้องรักษา ส่วนผลการรักษาสิเป็นจั่งได๋ อยู่ที่ว่าโรคสิตอบสนองต่อยาบ่ แล้วกะการรักษาต้องด้วยวิธีให้ยาเคมีบำบัดอย่างเดียว พ่อแม่สิว่าจั่งได๋" ฉันหันไปมองทั้งพ่อเเม่ แววตาบ่งบอกถึงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ฉันจึงเอ่ยขึ้นว่า เฮาต้องสู้เน๊าะมาถึงตรงนี้เเล้ว  " เอาแนวได๋กะเอาครับ รักษาไป บ่ดีกะขอกลับบ้าน บ่ดีกะคือตาย"

นี่เป็นคำพูดที่พ่อบอก ฉันเองรู้สึกและเข้าใจถึงหัวอกความเป็นพ่อแม่เมื่อลูกเจ็บป่วย เพราะตัวเองก็มีลูก ฉันคิดว่าตอนนี้พ่อกับเเม่คนไข้รายนี้คงกำลังหมดหวังในการจะรักษาลูกแล้ว แต่อาจารย์สุรพลก้ยังพยายามต่อว่า

"การรักษาของเฮาจะต้องไปไปมามา โรงพยาบาลค่าใช้จ่ายตรงนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพเพิ่นสิซ่อยเฮา แต่ว่าค่ารถค่ารา ค่ากินค่าอยู่ต้องช่วยเหลือตัวเอง แล้วกะย้ำว่าโรคนี้บ่แม่นโรคพันธุกรรมเด้อ ตัวไผ ตัวมัน มันเกิดของมันมาเอง ตอนนี้ต้องเฝ้าระวังอย่างมากเพราะมีเม็ดเลือดขาวสูงเป็นแสน คนปกติหลักพัน เลือดหนืดมากๆ กรดยูริกกะสูงต้องระวังเรื่องไตวายนำ ต้องให้น้ำหลายๆ มีหยังสิถามบ่ "   "ถ้าตอนนี้ยังคิดบ่ออกเอาไว้สงสัยอิหยังกะถามพยาบาลกะได้ แล้วกะมื้อนี่จะอนุญาตให้เฝ้าลูกทั้งสองคนเพราะว่ายังอยู่ในช่วงวิกฤต เดี๋ยวมื้อต่อไปกะเปลื่ยนกันเอา"  ฉันทิ้งท้ายคำพูดนี้ให้กับครอบครัวก่อนที่จะเดินออกมาเพื่อทำการเจาะเลือดน้องอีกครั้งเพื่อส่งตรวจยืนยันผลพรุ่งนี้เช้า ก่อนเจาะฉันพูดกับน้องว่า  ตอนนี้หมอเริ่มรักษาหนูเเล้วนะ ต้องสู้นะ สู้ไม่สู้ ฉันถาม น้องผงกศรีษะรับคำ

วันนี้กว่าจะได้กลับบ้านก็ตีหนึ่งค่ะ เป็นอันว่าจบข่าวร้ายรอบดึกของวันนี้แล้วนะคะ....จบข่าว สุธีรา พิมพ์รส รายงาน