เยี่ยมบ้านเกิด

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.52 ที่ผ่านมาหลังจากที่ขึ้นเวรให้น้องพี่ชาว 3ง ได้หยุดไปเที่ยวสงกรานต์แล้วคราวนี้ถึงตาที่เราจะได้หยุดบ้างละ 8 วันของการพักกิจการงานดูแลคนไข้  เเต่เป็น 8 วันของการทำหน้าที่คุณแม่น้องเเคน

        วันเดินทางกลับคุณพ่อน้องเเคนไม่ว่างเลยต้องนั่งรถทัวร์กลับเอง ไปถึงโทรให้น้องชายก้คือน้าเก่งของน้องเเคนที่ทำงานอยู่ในตัวเมืองสกลฯ ปศุสัตว์จังหวัดสกลนครไกล้ๆนี่เองค่ะทันทีที่สองเท้าเหยียบย่างลงบนผืนแผ่นดินบ้านเกิด หูก็ได้ยินเสียงประกาศประชาสัมพันธ์เชิญชวน

         "สวัสดีพ่อเเม่พี่น้องชาวบ้านป่าปอที่รักทุกท่าน วันนี้เป็นโอกาสดีที่หมู่บ้านของเราจะได้จัดกิจกรรมก่อเจดีย์ทราย ขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นการอนุรักษ์ และสืบสานประเพณีอันดีงามที่มีมาตั้งเเต่ครั้งพุทธกาล  ใครว่าง ญาติโยมที่มีรถไถก็ขอให้มาช่วยกันไปขนทราย"

         ได้ยินดังนั้นฉันรีบวางกระเป๋าและวิ่งขึ้นไปบนบ้านเพื่อเปลี่ยนชุดเป็นผ้าถุงที่ดูเรียบร้อยโดยขอยืมคุณยาย ใส่ก่อน" เเม่ทำไมได้มาตบพระทรายตอนนี้ล่ะ"  ฉันตะโกนถามแม่ "ก่อนนี้ท่านพระครูไม่อยู่" แม่ตอบฉัน "เออทำไมโชคดีจัง ไม่ได้เห็นประเพณีอันดีงามเช่นนี้มานานเเล้ว"

"เเคนไปวัดกับเเม่มั๊ย "  "ไปครับ ไปครับ "แคนตอบแบบไม่ต้องคิด พร้อมกับวิ่งตามฉันมา

         ภายในพริบตาผู้คนหลั่งไหลมา พ่อเเม่ คนเฒ่าคนแก่ ลูกเล็กเด็กเเดงจูงมือกันมา มันเป็นภาพที่ฉันเห็นจนชินตาในสมัยคราที่เป็นเด็กเเต่พอโตขึ้นต้องออกจากหมู่บ้านไปเพื่อก้าวสู่อีกสังคมใหม่ นานๆจะประเหมาะสบโอกาสได้มาเจอบรรยากาศที่อบอุ่นเช่นนี้

ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ปั้นปลาช่อนตัวใหญ่

 

เริ่มสวยงามเป็นรูปเป็นร่าง

                    น้องเเคน และคุณยายช่วยกันตกเเต่งเจดีย์ทรายให้สวยงาม

เกิดชาติหน้าจะได้เป็นคนรูปงามครับ

 

รูปงามอย่างนี้หรือเปล่าครับ

 

          พอเสร็จเเล้วทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ช่วงเย็นเสียงกลองจากท่านพระครูดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกให้พวกเราลงไปพร้อมเพรียงกันที่วัดอีกครั้ง เพื่อทำพิธีกล่าวคำบูชาถวายเจดีย์ทรายเพื่อเป็นสมบัติไว้ในพระพุทธศาสนา

เป็นภาพที่ประทับใจและสวยงามมาก

แสงเทียนเปล่งประกายสว่างโชติช่วง ส่องให้เห็นถึงความงดงามของเจดีย์ทรายยามค่ำคืน แต่สิ่งหนึ่งที่งดงามยิ่งไปกว่านั้น คือคุณค่าเเห่งประเพณีอันดีงามที่วัดและชาวบ้านได้สืบสานอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่สืบไปชั่วลูกชั่วหลาน