การที่แต่ละคนถูกเลือกเฟ้นมาเป็นหัวหน้านั้น จึงถือเป็นความเสียสละอันยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

เป็นเวลาร่วมเกือบๆ จะ ๑๓ ปีแล้วที่ผมรับราชการในมหาวิทยาลัยอันเป็นที่รักของตัวเอง  วันนี้มีโอกาสได้หวนกลับไปสำรวจเส้นทางของตัวเองอีกครั้ง  พบเจออะไรมากมาย โดยเฉพาะวิถีของการงานที่ดูเหมือนจะมีแรงลมพัดพาให้ตัวเองกระโดดขึ้นสูงเป็นระยะๆ  แต่บางครั้งบางครา ก็ดูเหมือนว่าชีวิตถูกแรงลมซัดเอาเสียจนเกือบหัวทิ่ม

 

สิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบแบบไม่เข้าข้างตัวเองเลยก็คือ  ผมเป็นทุ่มเทกับงานเอามากๆ  เรียกให้เป็นภาษาพื้นๆ ก็คือ บ้างาน  จนคนรอบข้างแซวๆ หยิกๆ เรื่อยมาว่า  ผมเป็นคนประเภท มนุษย์งาน           

 

ผมไม่เคยโกรธเกลียดกับวาทกรรมหยิกแซวเหล่านั้น  ไม่ว่านัยสำคัญของความหมายนั้นจะบ่งบอกในมุมที่ดี หรือไม่ดีก็ตามเถอะ  เพราะผมรู้ดีว่า  ผมก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ  และที่สำคัญก็คือ  วิถีการดำรงชีวิตของผมวันนี้ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการนำเอา อนาคต มาใช้ล่วงหน้า-ชีวิตจึงค่อนข้างง่ายต่อการพยากรณ์ว่า กำลังเดินทางไปสู่ความผุกร่อนเร็วกว่าปกติ...

 

ปัจจุบัน ผมมีหัวหน้างาน หรือหัวหน้าฝ่ายในการกำกับดูแลจากสองหน่วยงาน จำนวน ๑๔ ฝ่าย  ซึ่งถือว่ามากโขเลยทีเดียว  โดยหัวหน้าฝ่ายแต่ละฝ่าย ก็จะมีทีมงานในสังกัดมากน้อยต่างกันออกไป


ผมทราบดีว่าหัวหน้างานในแต่ละคน  ครึ่งต่อครึ่งนั้น  ไม่มีใครชอบที่จะเป็น
หัวหน้า กันเท่าไหร่นัก 
แต่ถึงกระนั้น  ผมก็พยายามปลุกเร้าเสมอว่า  การเป็นหัวหน้า (
Leader)  นั้น เป็นเสมือนกระบวนการสำคัญของการพัฒนาตัวเอง และสถานะดังกล่าว  ก็เป็นภาพสะท้อนของศักยภาพของแต่ละคนไปในตัว

และที่สำคัญ  ความฝันบางอย่างของชีวิตก็จำต้องใช้สถานะในการขับเคลื่อน
ดังนั้น  ทุกคนควรคำนึงถึงข้อนี้ไว้ให้มาก    หรืออย่างน้อย ก็ถือซะว่า เป็นการช่วยเหลือองค์กรของเราเอง

เพราะแท้จริงนั้นจะว่าไปแล้ว  บรรดาพวกเขาทั้งหมด  ยังมีสิทธิ์ได้เลือกในทาง สถานะ ในองค์กรที่มากกว่าผมอย่างเห็นได้ชัด  

ขณะที่ผมกลับไม่ค่อยมีโอกาสได้เลือกเท่าที่ควร  ถูกจับไปวางตรงนั้นทีตรงนี้ทีอยู่เรื่อยๆ  รู้ทั้งรู้ว่าผมไม่ชอบทำงานบริหารเอาเสียเลย  ลาออกก็หลายครั้ง 

แต่สุดท้ายก็จำนนต่อเหตุผลและสถานการณ์บางอย่าง  จนจำต้องกลับมาจมจ่อมอยู่กับสภาพปัจจุบันที่เต็มไปด้วยตารางการประชุมและแฟ้มกองใหญ่ๆ ...

          แต่ก็อย่างว่า  ในบางเรื่องและบางสถานะ  เราอาจไม่สามารถเลือกอะไรได้ดังใจเสียทั้งหมด
 

ในวิถีการงานก็เช่นเดียวกัน  เราคงไม่สามารถเลือกงานตามความสะดวกกายสบายใจตัวเองได้อย่างเสร็จสรรพ  โดยหันหลังให้กับการงานอย่างไม่อาทร  รวมถึงการไม่คำนึงถึงว่า ขณะนี้องค์กรจำเป็นต้องใช้ พลัง จากมวลสมาชิกในระดับแถวหน้าอย่างเราๆ ท่านๆ  อย่างยิ่งยวด  เพื่อช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปอย่างมีทิศทาง

 

ดังนั้น ในความเป็นจริงที่ผมค้นพบอย่างเข้าใจเลยก็คือ  เป็นเรื่องแสนธรรมดามากๆ  หากเราจำเป็นต้องเลือกหรือถูกบังคับให้เลือกเพื่อทำอะไรสักอย่างให้กับคนอื่น (หรือองค์กรอยู่เรื่อยๆ) บนพื้นฐานของเหตุและผลอันดีงาม

ฉะนี้แล้ว  การที่แต่ละคนถูกเลือกเฟ้นมาเป็นหัวหน้านั้น  จึงถือเป็นความเสียสละอันยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

เป็นการเสียสละที่จะแบกรับภาระอันหนักหน่วง - ทั้งภาระแห่งงาน และภาระแห่งการรับผิดชอบคน

พร้อมๆ กับการมองในมุมดีว่า การเป็นหัวหน้า คือโอกาสอันดีที่ตัวเองจะได้พัฒนาตัวเองไปสู่ความมั่นคงของชีวิต  และที่สำคัญอีกอย่างเลยก็คือ  เป็นโอกาสอันดีของการพิสูจน์ตัวเองว่ามีศักยภาพกี่มากน้อย

หรือเป็นคนที่พร้อมจะวิวัฒน์ไปสู่สิ่งอันดีงามได้มากน้อยแค่ไหนกันแน่

 

แต่สำหรับผมแล้ว 

ผมได้ตอบคำถามในบางคำถามอย่างตื้นๆ กับพวกเขาว่า การเป็นหัวหน้าที่ดีนั้นต้องเป็นอย่างไร...

โดยหลักๆ  ผมตอบตามความรู้สึกของตัวเองว่า  การเป็นหัวหน้านั้นเป็นไม่ยากนักหรอก แต่ความเป็นภาวะผู้นำต่างหาก คือ สิ่งที่ยาก  และ ท้าทาย สำหรับการเป็นผู้นำ หรือหัวหน้าคนมากที่สุด

และคุณลักษณะง่ายๆ  ที่ควรต้องตระหนักไว้ก็คือ  การเป็นผู้นำที่ดีนั้นก็ต้องประกอบด้วยสามส่วนหลัก คือ  นำดี-ตามดี-มีทักษะจัดการกับสถานการณ์

ผมเองก็ยังย้ำกับทุกคนว่า  ผมเองก็ยังไกลนักกับมิติที่ว่านั้น  แต่ก็ยังเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ติดตัวเรากันมาตั้งแต่ในท้องแม่  ทุกอย่างสร้างกันได้ เรียนรู้กันได้  ขึ้นอยู่กับว่า  เรามี ใจ  ที่จะเรียนรู้กี่มากน้อยเท่านั้นเอง

 

อย่างไรก็ตาม  ผมดีใจเป็นที่สุด  ภายหลังการพูดคุยกันแบบง่ายๆ นั้น  มีหัวหน้าฝ่ายท่านหนึ่งบอกกล่าวกับอย่างตรงไปตรงมาว่า  บัดนี้เข้าใจชัดเจนถึงความรู้สึกของผมที่ว่า การเป็นหัวหน้านั้น มันหนักหน่วงแค่ไหน

....เพราะขณะนี้  การรับผิดชอบต่องานของตัวเองก็ใหญ่หลวงนัก
          มิหนำซ้ำยังต้องรับผิดชอบต่อ
คน ในองค์กรที่ล้วนมีพื้นฐานต่างกัน  และยังขาดการตระหนักถึงความเป็นทีมและเป้าหมายที่เหมือนกัน  ยังเป็นเรื่องบั่นทอนสุขภาพจิต  เพราะเมื่อเทียบกับการเป็นลูกน้อง  อย่างน้อยก็แค่รับผิดชอบงานตัวเองเป็นหลัก  ไม่ต้องมาแบกรับภาพรวมของคนอื่นๆ  ทำงานให้ดี ให้เต็มที่ และบกพร่องให้น้อยที่สุด เท่านั้นก็ถือว่า สุดยอด แล้ว...

...แต่ในความเป็นหัวหน้านั้น  ไหนต้องทำงานประจำของตัวเองไปในตัว แต่ไหนต้องรับผิดชอบงานของทุกคนไปพร้อมๆ กัน  พลอยให้บางทีก็แย่ทั้งกายและใจอยู่เหมือนกัน  หากรับมือกับสภาพการณ์ หรือ สถานการณ์ เช่นนั้นได้ ก็ถือว่าโชคดีไป 

ตรงกันข้าม  หากรับมือไม่ไหว  ก็ถือว่าล้มเหลว และเจ็บตัวไปอย่างช่วยไม่ได้  ซึ่งบางทีโชคร้ายหน่อย  ก็กลับไม่มีแม้แต่ใครจะเข้าใจและเห็นใจเลยก็มี

เพราะในวิถีของการกำกับดูแลนั้น ใจดีเกินไป ลูกน้องบางคนก็ได้ใจละเลยงาน

เคร่งไป  ก็ไม่เป็นที่ถูกใจอีกแหละ..จนบางทีก็ยากยิ่งที่จะตอบตัวเองได้ว่า "ทางสายกลาง" นั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร

และการจะที่พาตัวเองไปนั่งในหัวใจของลูกน้องได้นั้น  มันก็ไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วย เพราะต้องไม่ลืมว่าณ จุดที่หัวหน้ายืนอยู่นั้น  มักเป็นเป้าที่ถูกมอง หรือถูกตั้งคำถามอยู่สองเรื่องใหญ่ๆ เสมอ

นั่นคือการถูกมองว่า หัวหน้าคือคนชอบจับผิดลูกน้อง 

และอีกเรื่องก็คือการถูกตั้งคำถามจากลูกน้องว่า หัวหน้ามีดีอะไร ...

นั่นคือความจริงที่คนเป็นหัวหน้าคน รับรู้ได้ และรู้ดีว่ามันยากยิ่งและท้าทายเอามากๆ...

 

ด้วยเหตุดังกล่าว  เมื่อมีคนสรุปประเด็นเช่นนั้นแล้ว  ผมจึงเอ่ยย้ำอีกรอบว่า  ดีใจที่คนเป็นหัวหน้าฝ่าย ได้เข้าใจถึงหัวอกของความเป็นหัวหน้าคนที่ต้องแบกรับทั้ง งานและคน ไปพร้อมๆ กัน

รวมถึงการบอกกล่าวแบบเปรยๆ  ว่าจะให้ดีก็ควรสลับกันเป็นหัวหน้าบ้างก็ได้  ทุกคนจะได้รับโอกาสของการพัฒนาตัวเองอย่างเท่าเทียม และได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีพัฒนาการของการงานและชีวิตแค่ไหน

หรืออย่างน้อย  ลูกน้องที่ก้าวมาเป็นหัวหน้าก็จะได้เข้าใจว่า การเป็นหัวหน้านั้นมันหนักหน่วงยิ่งหนัก  เวลาคืนกลับไปเป็นลูกน้อง จะได้เข้าใจและเห็นใจความเป็น ทีม  ไม่ทำตัวให้เป็นภาระของคนอื่นๆ  ไม่ทำตัวให้เป็นภาระของหัวหน้า...

          ดีครับดี ...หลายคนตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน

          ผมฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มๆ ...และบอกออกไปอีกรอบว่า เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกรอบ

          แต่ที่แน่ๆ ...

          ยังไม่มีความคิดที่จะปรับเปลี่ยนหัวหน้างานกันตอนนี้  แต่ที่แน่ๆ ...ผมอยากลาออกเหลือเกิน

 

         เป็นงั้นไป ....หัวหน้างานอีกคนหลุดปากออกมา
          ขณะที่ผมก็พูดแบบอารมณ์ดี-ทีเล่นทีจริงอีกรอบว่า
ใช่,...ผมอยากลาออก จริงๆ

          ครับ-ผมอยากลาออกจริงๆ แต่มันยังไม่ใช่ตอนนี้  เพราะเรายังไม่สามารถเลือกความสะดวกกายสบายใจของเราเป็นใหญ่ได้  เรายังจำต้องทำอะไรอีกเยอะในสถานะของการเป็นหัวหน้า

          ถามว่าอีกนานมั๊ย...

          ผมไม่รู้หรอกว่านานแค่ไหนผมถึงจะลุกออกไปจากจุดนี้ 

รู้แต่เพียงว่า  ทันทีที่พวกเขาทั้งหลายพร้อม  ผมก็พร้อมที่จะเปิดพื้นที่ตรงนี้ให้พวกเขาขยับขึ้นมาโดยทันที

         

 แน่นอนครับ 
         
ในวิถีการงานของคนเรา  จะมีใครสักกี่คนที่ได้เลือกเป็นอยู่ในสิ่งที่ใจปรารถนาได้ทั้งหมด
          และในวิถีการงานของคนเรานั้น  ผมก็เชื่อว่า  การเป็นหัวหน้า (
Leader)  นั้น เป็นเสมือนกระบวนการสำคัญของการพัฒนาตัวเอง และสถานะดังกล่าว  ก็เป็นภาพสะท้อนของศักยภาพของแต่ละคนไปในตัว
          และที่สำคัญ  การเป็นหัวหน้านั้น  จึงถือเป็นความเสียสละอันยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

(ใครอยากเป็นหัวหน้าบ้าง - โปรดกรุณายกมือขึ้นสูงๆ...ผมจะนับแล้วนะ ครับ)