ในภาพรวมมี 3 แบบคือ วงปี่พาทย์ วงมโหรี และวงเครื่องสายนั้นแล.

ช่วงนี้มีเรื่องเล่าถึงศิลปวัฒนธรรมกรุงธนบุรีและต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีดังนี้

1 . ด้านจิตรกรรม  มีปรากฏให้เห็นเป็นภาพเขียนบนสมุดข่อยอธิบายเรื่องราวในไตรภูมิพระร่วงเมื่อปี พ. ศ. 2319 ต่อมายุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์เริ่มมีการวาดบนผนังโบสถ์  วิหาร เน้นประดับยกความศรัทธาทางความเชื่อในคำสอนของพระพุทธศาสนาดังมีที่โดดเด่นเป็นสง่าน่าชวนชมก็ที่ภายในพระอุโบสถวัดพระแก้วนั้นเอง  การวาดเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสมัยนิยมช่วง ร. 3 เริ่มมีศิลปะแบบจีนเข้ามาและนักวาดภาพมือหนึ่ง ( จิตรกรเอก ) คือ ครูทองอยู่ ( หลวงเจษฎา ) ครูคงแป๊ะ  ดังจะเห็นภาพเหล่านี้ที่วัดโพธิ์ ท่าเตียน  วัดพระแก้ว วัดแจ้ง และวัดสุวรรณารามในกรุงเทพ ฯปัจจุบัน 

2 . ประติมากรรม  มามียุคต้นรัตนโกสินทร์เป็นการปั้นพระพุทธรูปเช่นพระประธานในโบสถ์วัดมหาธาตุ ฯ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพ ฯ ต่อมา ร. 2 ก็มีคือพระประธานในโบสถ์วัดแจ้ง  นอกจากนั้นในสมัย ร. 3 ได้เห็นตุ๊กตาหินแบบศิลปะจีนมาตั้งเรียงรายจะเห็นได้ที่วัดโพธิ์ ท่าเตียน

3 . สถาปัตยกรรม  มีให้เห็นคือวังเดิมของพระเจ้าตากสินอยู่ข้างวัดแจ้ง กรุงเทพ ฯ ต่อมายุคสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ. ศ. 2325 โดยทำเหมือนกรุงศรีอยุธยาเห็นได้คือวังวัดพระแก้วเหมือนวัดพระศรีสรรเพชญ์อยู่ในวังเช่นกัน  รูปแบบโบสถ์มองเหมือนเรือสำเภาสื่อถึงการข้ามไปยังฟากโน้น ( ทะเลวัฏฏะสงสาร )

สำหรับนาฏศิลป์นั้นเริ่มเข้ารูปเป็นโขน ละคร  ระบำ  หุ่น  และหนังใหญ่ในตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์

โดยเฉพาะในยุค ร. 2 ทรงพระราชนิพนธ์หลายเรื่องรวมถึงการแก้ไขต้นฉบับเดิมที่นำมาเล่นมี เรื่องอณรุท  รามเกียรติ์  อิเหนา  ดาหลัง  และมีบทละครนอกเช่น สังข์ทอง  คาวี  มณีพิไชย  ไกรทอง  ไชยเชษฐ์  มีสิ่งใหม่เริ่มเข้ามาแสดงคือละครชาตรี (การแสดงมโนห์รา )เมื่อเจ้าพระยาพระคลังลงใต้มาปราบกบฏปี พ. ศ. 2375 แล้วนายโรงโนราและคณะร่วมติดตามขึ้นไปบางกอกด้วยและออกแสดงมีชื่อเสียงมากในยุคนั้น

สำหรับดุริยางคศิลป์ ในภาพรวมมี 3 แบบคือ วงปี่พาทย์  วงมโหรี  และวงเครื่องสายนั้นแล.