เมื่อหลายปีก่อน แม่ต้อยโชคดีมากคะที่ได้มีโอกาสไปร่วมประชุมเกี่ยวกับระบบคุณภาพของโรงพยาบาล ซึ่งการประชุมนี้เป็นการประชุมระดับนานาชาติ มีผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ที่สำคัญคือทำให้เราทราบว่า การพัฒนาของเราในประเทศไทยตอนนี้เป็นอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ

       

        การประชุมนี้จัดขึ้นที่เมือง บาเซโลนา ประเทศสเปน  สำหรับตัวแม่ต้อยเอง หากต้องไปประชุมต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นครั้งใดจะต้องมีลูกชายหรือลูกสาวคนใดคนหนึ่งหรืออาจจะทั้งคู่ไปเป็นเพื่อนเสมอ เนื่องจากปัญาเรื่องสุขภาพที่เอาแน่นอนไม่ได้ จากอาการวิงเวียน ศรีษะ (vertigo )ที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ และเป็นที่รู้ดีว่าเมื่อเสร็จสิ้นการประชุม เราแม่ลูกจะมีเวลาส่วนตัวในการท่องเที่ยวในที่ต่างๆเสมอ

       

        ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อทราบว่าจะไปที่ Barcelona ลุกชายทั้งสองคนก็อาสาเป็นเพื่อนเดินทางในทันที เพราะว่าเมืองนี้ขึ้นชื่อมากๆในเรื่องกีฬาฟุตบอลระดับโลก และสำหรับลูกชายคนเล็กที่ชอบเล่นดนตรี ก็อยากที่จะมาสัมผัส ต้นตอ แหล่งผลิตเครื่องดนตรีประเภทนี้ด้วย ก่อนเดินทางแม่ต้อยนั่งบวกลบ คูณหาร จะคุ้มไหมนะ กับการมี Body guard อย่างนี้นะ

 

        เมื่อมาถึงเมืองนี้ แม่ต้อยจึงทราบว่า นอกจากเรื่องโด่งดังเรื่องฟุตบอล เรื่องการชนวัวกระทิง ( ไม่กล้าดูคะ จึงไม่มีในกำหนดการ..น่ากลัวคะ สงสารด้วยนะ..)  สเปน โดยเฉพาะที่เมืองบาเซโลนา ยังโด่งดังในเรื่องสถาปัตยกรรม ร่วมสมัย หรือแบบสมัยใหม่ ที่เกิดจากแนวคิดของ Antoni Gaudi  ซึ่งเกิดในครอบครัว ที่ทำงาน ด้านศิลปะ แนวคิดของคุณ Gaudi จะดูแปลกตาและไม่เหมือนใครเลยทีเดียว และกลายเป็นสัญลักษณ์ของบาเซโลนา ในเมืองนี้ทุกแห่งหน การก่อสร้าง การตบแต่งจะวิจิตรสวยงาม แปลกตาจริงๆ ในมุมเล็กมุมน้อยก็จะมีการออกแบบที่งดงามให้เห็นเสมอ

 

แม่ต้อยเริ่มการทำความรู้จักเมือง บาเซโลนา จากการไปเดินที่ถนน

ลาลัมบัส Las Ramblas  ก่อนคะ เพราะเห็นคนเขาบอกว่าหากจะรู้จักคนสเปนต้องมาเดินที่ถนนสายนี้เสียก่อน เป็นถนนที่มีชื่อเสียงของเขาคะ  เปิดทั้งกลางวันไปถึงกลางคืนเลย ถนนจะพุ่งตรงไปที่ชายทะเล สองข้างถนนสายนี้จะมีตึกที่ก่อสร้างแบบโบราณ มีร้านขาย อาหาร หนังสือ ของที่ระลึก และดอกไม้สวยงามสำหรับหนุ่มๆ ที่จะซื้อฝากสาวๆ  ผลไม้สดๆ  รวมทั้งต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นสองข้างทาง

 

 หน้าตา body guard คะ

 

        ถนนสายนี้คนมากมายจริงๆ ทุกอย่างสวยงามไปหมด ดอกไม้ ของกระ จุ๋ม กระจิ๋ม  ยังมีกลิ่นกาแฟที่หอมหวาน กลิ่น ขนมปังปิ้ง ชวนให้น้ำลายไหลอีกด้วย อิอิ

 

        เราเดินเข้าไปในเมืองเก่าคะ ที่เมืองนี้เดินไม่ยากเลย เพราะเขาจะทำถนนเป็นช่วงๆ ตามบริเวณของตึก ในเมืองเก่าก็จะมี ตึกรามบ้านช่องแบบเก่าๆ  ถนนทำ จากอิฐ แข็งแรงคล้ายๆกับเมืองอื่นๆในยุโรป เราเดินไปจนถึง Barcelona cathedral ซึ่งเป็นมหาวิหารที่สร้างในศตวรรษที่๑๔ ในแบบ Gothic ในตอนที่แม่ต้อยไปเขากำลังซ่อมแซม จึงไม่

สามรถเห็นภาพที่งดงามได้ทั้งหมด  แต่ก็เอาภาพจากโปสการ์ดมาฝากแทนนะคะ

  กำลังซ่อมแซม

 อันนี้เป็นภาพที่สมบูรณ์คะ สวยงามมากๆคะ

 รอบๆมหาวิหารมีคนมาขายของต่างๆ เช่นชายหนุ่มตั้งร้านเล็กๆ ขายเทียนไข หรือคนนั่งขายลอตเตอรี่ คล้ายๆบ้านเราเหมือนกันที่ไหว้พระแล้วน่าจะโชคดี (อิอิ) รวมทั้งคนที่เล่นดนตรีให้ฟังก็มีทั่วๆไปแทบจะทุกถนน

 รูปหล่อมาขายเทียนคะ สำหรับบูชาในโบสถ์

  ส่วนคนนี้ขายลอตเตอรี่คะ  ไม่ยอมให้เห็นหน้าเลย

 หนุ่มสเปน หน้าตาแบบนี้คะ

        หลังจากนั้น เราก็พากันเดินไปที่ Placa del rai ที่นี่จากประวัติศาสตร์เล่าว่าเป็นพระราชวังเก่าแก่ในสมัยศตวรรษที่ ๑๓  เป็นสถานที่กษัตริย์ เฟอร์นันโดและพระนาง อิซาเบล แห่งสเปนได้ใช้เป็นที่ต้อนรับ Columbus หลังจากการค้นพบทวีปอเมริกา โอ้โห.. นี่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ แม่ต้อยนั่งนิ่งๆ เพื่อซึมซับความรู้สึกย้อนหลังไปหลายร้อยปี ปัจจุบันที่นี่คล้ายๆสิ่งปรักหักพังผุกร่อนไปตามเวลา ใต้ตึกนี้จะมีทางใต้ดินทะลุได้ทั่วทั้งบริเวณ

 บริเวณทางเข้าคะ  ห้ามพูดปดนะจ้ะ หนุ่มๆ

นี่เป็นภาพที่ถ่ายเต็มทั้งอาคารคะ ถ่ายมาจากโปสเตอร์ อีกที เพราะกล้องแม่ต้อย ไม่สามารถคะ อิอิ

และยังมีการกล่าวด้วยว่า ที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์มากๆ หากใครพูดเท็จกำแพงจะสั่นให้รู้ว่า...บัดนี้ท่านได้พุดสิ่งที่ไม่เป็นความจริงแล้ว.. คนที่เข้าไปจึงต้องระมัดระวังคำพูดนะ อย่าได้พูดอะไรที่ไม่จริงเชียว..

 

        ในช่วงที่แม่ต้อยเข้าประชุม ลูกชายทั้งสองได้มีโอกาสไปเข้าชมสนามฟุตบอลที่เขาว่าใหญ่ที่สุดในยุโรปชื่อ  Camp nou Barcelona

ไปมาแล้วก็มาคุยให้แม่ต้อยฟังด้วยความภาคภูมิใจ แม่ต้อยก็นั่งฟังตาปริบๆ เพราะไม่รู้เรื่องเลย อิอิ  แต่ก็เอารูปมาฝากคะ เห็นเขาว่าคนที่จะสามารถมาเล่นสนามใหญ่นี้ได้ต้องฝึกเล่นมาทีละสนามค่อยๆพัฒนาขึ้นมาจนเก่งกล้าจึงจะมีสิทธิที่จะะข้ามมาเล่นสนามนี้ได้ ดังนั้นนักฟุตบอลที่ได้เข้ามาเล่นในสนามนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างสูงสุด

 สนามฟุตบอลๆได้รับการดูแลอย่างดี

 ความภาคภูมิใจของทีมฟุตบอล บาเซโลนา

 

        ในตอนเย็นๆของวันต่อมา แม่ต้อยได้ไปที่ Palao national  อาคารนี้สเปนได้สร้างขึ้นในปี 1929 เพื่อจัดแสดงนิทรรศการ หลังจากนั้นก็กลายเป็นที่สะสมศิลปะที่มีค่าของประเทศนี้   อาคารนี้ตั้งบนยอดเขา Montjuic คะ ต้องเดินขึ้นไป(อีกแล้ว) วันที่เราพากันเดินขึ้นไปนั้น มีหน่วยงานแห่งหนึ่งเขาจัดงานเลี้ยงต้อนรับ ( reception )สำหรับผู้เข้าประชุมบนนี้ด้วย บรรยากาศดีมากๆเลยคะ แม่ต้อยนึกสงสารผู้หญิงสาวสวยหลายๆคนที่เดินขึ้นบันไดไปบนเขาด้วยรองเท้าส้นสูงสี่นิ้ว .. เก่งจริงๆ

 ต้องเดินขึ้นไปจึงจะอยู่บนเทอเรสข้างบนได้คะ

 บนเทอเรส ขึ้นมาได้แล้วนั่งพักหายเหนื่อยสักนิด  มองจากนี้ลงไปสวยมากคะ

 

 

        ที่น่าประทับใจคือหน้าตึกนี้จะมีน้ำพุสวยๆลดหลั่นลงไปจนสิ้นสุดถนนเลยคะ และถ้าเป็นตอนเย็นๆสักหน่อยเขาจะเปลี่ยนน้ำพุให้เป็นสีต่างๆสลับไปมาสวยงามมากๆๆเลย

 น้ำพุเรียงรายกันตลอดเส้นทาง กลางคืนจะสลับสีกันเป็นสีรุ้ง

 ถ่ายภาพไม่ค่อยชัดคะ ได้เท่านี้เองคะ จำได้ว่าตอนนี้สีน้ำพุกำลังเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง ( ไม่น่าเกี่ยวกับสีทางบ้านเรานะคะ อิอิ )

 

         เอาละคะ คราวนี้ แม่ต้อยจะพาไปดูศิลปะของคุณ Gaudi เสียทีคะ จากการอ่านหนังสือ เขาบอกว่าคุณคนนี้เป็นคนที่มีความคิดแนวใหม่ การออกแบบของเขานั้นจะมีทั้ง ศิลปะแบบกระจกสี เซรามิค ที่ไม่เหมือนใคร หรือออกแบบสำหรับการตบแต่งที่ต้องใช้วัสดุ ประเภทเหล็ก เป็นต้น

 

        ในบาเซโลนา เราจะเห็นตึกอาคารทีออกแบบโดย Gaudi ซึ่งเป็นที่รู้จักของนักออกแบบทั่วโลกคือที่ Temple Expiatori de la sagrada familia  ชื่อยาวดีจริง แต่คนทั่วๆไปก็จะเรียกว่า Gaudi’s Church เสียให้รู้เรื่องไปเลย โบสถ์นี้ตอนแม่ต้อยไปก็ยังไม่เสร็จนะคะ มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่สมบูรณ์แล้ว ทั้งๆที่คุณ Gaudi นั้นเสียชีวิตไปแล้วและร่างกายฝังไว้ใต้โบสถ์นั่นเอง แต่รัฐบาลก็ยังดำเนินการก่อสร้างตามแบบที่ได้ร่างไว้อย่างต่อเนื่อง

 นี่ละคะ ออกแบบโดย Gaudi  นี่เป็นส่วนที่เสร็จแล้ว

 ภายในโบสถ์ ที่เราเข้าไปยังมีส่วนที่คนงานกำลัง

ทำงานอยู่ก็มี

 

        อีกที่หนึ่งที่ใครๆต้องไปชมคือ ที่ Casa Mila เป็นศิลปะของ Gaudi ที่ก่อสร้างให้เป็นที่อยู่อาศัยของคนในเมืองนี้ ก่อนที่เขาจะอุทิศทั้งชีวิตเพื่อไปก่อสร้างโบสถ์ ที่นี่เป็นห้องพัก หรืออพาร์ตเม้น  สร้างในปีคศ.๑๙๐๖ เป้นตึกที่อยู่ที่มุมถนน มีทั้งหมด แปดชั้น ปัจจุบันชั้นบนสุดเป็นพิพิธภัณฑ์ของ Gaudi  อาคารนี้แม้แต่เสายังคล้ายลูกคลื่นคะ

  ตึกนี้เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลก

  ถ่ายแบบ ย้อนศร   ได้ความรู้สึกอีกมุมหนึ่ง

 มีอยู่ตอนหนึ่งเรากำลังเดินดูภายในตัวเมืองอย่างเพลิดเพลิน แม่ต้อยแหงนหน้ามองดุหลังคาของตึกแห่งหนึ่ง ก็เลยรำพึงออกมาว่า

"ทำไมตึกนี้เขาปล่อยให้มีสายไปพันกันยุ่งเหยิงไปหมดเลยเนี่น...น่ากลัวไฟดูดจัง..."

 เอาไปเอามากลายเป็นว่าที่จริงแม่ต้อยเองตาไม่ถึง ..ตึกนี้เป็นอีกรูปแบบของการออกแบบแนวใหม่คะ   เชยสุดๆ...5555

  ศิลปะ แนวใหม่คะ อิอิ

ทุกๆตึกจะมีการตบแต่งอย่างปราณีต บ้างก็ออกแบบตรงขอบหน้าต่าง หรือบริเวณหัวมุมตึกแม่ต้อยเลยเลือกถ่ายจากร้านที่เขาขายร่ม( ร่มและพัดสเปนนี่เป็นที่นิยมนะคะ ใครๆต้องฝากซื้อพัดสเปนมาเพื่อติดกระเป๋าถือ )

 หัวมุมของร้านขายพัดและร่ม เห็นพัดกับร่มไหมคะ

 การปั้นรูปลวดลายงดงามตามทางเข้าประตู เป็นศิลปะล้วนๆ

 

      คราวนี้  แม่ต้อยต้องหาโอกาสไปทักทายบุคคลสำคัญของโลกคือคุณChristopher Columbus ให้ได้ ดังนั้นอีกวันหนึ่งในตอนย่ำค่ำ เราจึงพากันเดินไปที่ บริเวณท่าเรือซึ่งอยู่ปลายถนน ลาลัมบัส  Las rambus ที่ได้เล่าในตอนแรกนะคะ ที่นี่เราจะเห็นรูปปั้นของ โคลัมบัส ที่แม่ต้อยเคยท่องชื่อเขาซ้ำๆซากๆตอนเป็นนักเรียน วันนี้ได้เห็นเสียทีคะ โคลัมบัสยืนตระหง่านบนอนุสาวรีย์ชี้นิ้วไปที่ทะเล ที่ตั้งอนุสาวรีย์นี้เขาเล่าว่าสร้างบนก้าวแรกของโคลัมบัส  ที่ก้าวถึงฝั่ง หลังจากกลับจากการค้นพบทวีปอเมริกานะคะ

  Christopher Columbus บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของสเปน

 

        ที่ท่าเรือนี้ เป็นคล้ายๆที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองคะ มีทั้งคลับยอร์ช ร้านอาหารสุดหรู และอาหารน่าทานบนรถเข็น รวมทั้งเป็นศูนย์การค้าและการท่องเที่ยว คนที่จะมาสเปนสามารถมาทางเรือได้และขึ้นที่ท่านี้ มีอาคารศุลกากร สำหรับผู้ที่เดินทางเข้าประเทศด้วย

 

        บรรยากาศในตอนเย็นๆสบายๆ น่าเดินเล่น ลมทะเลเย็นสบาย  เสียงหนุ่มๆ เล่นกีตาร์ ลอยลมมาจากที่ใด ที่หนึ่ง บางคนก็จูงน้องหมาที่น่ารักมาออกกำลังกาย  เด็กๆ วิ่งไล่กันบนสนามหญ้า อย่างสมกับสมญานามที่เขาตั้งชื่อสถานที่บริเวณนี้ทั้งหมดว่า Portal De la pau หรือ Gate of peace

  บริเวณท่าเรือ

 ผู้คนมาเดินเล่น สบายใจในตอนเย็นๆ

 หนุ่ม กับน้องหมา เสียดายที่ตั้งใจถ่ายเฉพาะน้องหมาเลยอดเห็นหน้าเจ้าของ ไปซะงั้น

 

         แม่ต้อยไปไหนๆ ก็ต้องมีเรื่องอาหารการกินมาแถมเสมอ คราวนี้ก็เช่นกันคะ แม่ต้อยไปทานที่ร้านแห่งหนึ่ง  ที่เข้าไปเพราะเห็นว่าร้านนี้คนแน่นมากๆ คงอร่อยดี และไม่ผิดหวังคะ เพราะคนต้อนรับ คนเสริฟ ใจดี สนุกสนาน มาแนะนำให้ลองกินอาหารดั้งเดิมของเขาวันนั้นที่สั่งมามีหลายชนิดคะ ทั้งหอยอบ ขาหมูรมควัน และสลัด 

 

 เมนูอาหารคะ ไอเดียเก่ไก๋ ไม่เบา

 

ที่น่าขำคือ ลูกชายถามว่าที่นี่มี shangria ( เครื่องดื่ม คล้ายๆไวน์ที่ขึ้นชื่อของสเปน  )  หรือเปล่า?

 

 เขาบอกว่า ไม่มี ..ผมเป็นคน Catalan..คร้าบ...

 ร้านอาหารของ คน Catalan น่านั่งไหมคะ สนุกครึกครื้นมาก  มีเสียงหัวเราะตลอดเวลา

 

 แม่ต้อยจึงมีความรู้เพิ่มจากการเข้าไปทานอาหารในวันนั้นว่า ที่สเปนยังมีกลุ่มคนที่คล้ายๆอิสระ หรือ ที่เรียกว่า Autonomous community ด้วย..ที่