อยากให้ลองเดินขึ้นดอยไปดูโรงเรียนที่ไม่มีอะไรเลย มีแต่กระดานดำที่ผุ ๆ อยู่แผ่นเดียว แต่สามารถสอนได้ ถึงมันจะเหลื่อมล้ำแค่ไหน แต่ "หัวใจ" ฉันยังดีอยู่ ... แล้วค่อยมาบอกผมว่า วันนี้เราจะกระจายความรู้โดยผ่านเทคโนโลยีให้ทั่วจุดของประเทศแล้ว

บันทึกที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเขียนเรื่องราวของ "หนังสือ กับ ตัวเอง" ในบันทึก "การอ่านหนังสือ" ไม่ใช่ "งานอดิเรกของฉัน" แต่เป็น "ชีวิตของฉัน" ต่างหาก

การสะสมสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาหลายสิบปี หนังสือแต่ละเล่มผ่านกระบวนการของการอ่านผ่านตาเข้าสมอง ผ่านตาแล้วผ่านเลยไป หรือไม่ยังมีการซื้อมาแล้วอ่านไม่ทัน ซื้อมาแล้วอ่านบางบท ซึ่งผมเชื่อว่า คนรักหนังสือหลายท่านในที่นี้คงจะเป็นเหมือนผมบ้าง ... ไม่มากก็น้อย

ผมกับหนังสือมักเดินทางไปด้วยกันเสมอ ... ผมย้ายไปอยู่จังหวัดไหน หนังสือก็ไปด้วยกัน จนถึงปัจจุบันว่า หนังสือล้นห้องเสียแล้ว แถมบางเล่มก็ให้ความสนใจน้อยลง หรือบางทีก็ไม่ได้อ่านเลยก็มี

ให้ผมลองกะประมาณว่า ผมน่าจะมีหนังสือไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ เล่ม นิตยสารคอมพิวเตอร์และนิตยสารอื่น ๆ ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ เล่ม หนังสือที่ถ่ายเอกสาร หรือเอกสารรวมเล่ม ไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ เล่ม

มีเพื่อนหลายคนแนะนำผมว่า "เอาไปขายที่ร้านรับซื้อหนังสือมือสอง" หรือไม่ "ก็เอาไปวางขายเองที่ตลาดนัดเสาร์-อาทิตย์"

ด้วยความรักหนังสือมากเกินทำใจได้ ผมจึงปฏิเสธแนวคิดนี้ หากแต่คิดว่า "ผมขอเลือกวิธีการบริจาคหนังสือที่ผมรักไปยังสถานที่ที่ผมคิดว่า เขาจะใช้ประโยชน์จากหนังสือของผมจริง ๆ ดีกว่าจะเอาไปขายทอดตลาด"

ผมไม่อยากได้เงิน (หยิ่ง ทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยมี) แต่ใจคิดอยากให้เป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่นจะดีมากกว่า

เนื่องจากผมเป็นคนรักหนังสือทุกเล่มมาก ดังนั้นหนังสือทุก ๆ เล่ม ผมจึงห่อปกพลาสติกด้วยตัวเองทั้งหมด ทุก ๆ ครั้งที่หนังสือเข้ามาใหม่

ดังนั้น หนังสือแต่ละประเภท แต่ละเล่มที่ผมจะบริจาค ผมจึงต้องพยายามเสาะหาสถานที่ที่คิดว่า เหมาะสมแก่ผู้รับที่สุด อีกทั้งผมมักจะไปตะล่อมดูว่า สถานที่แห่งนั้น เจ้าหน้าที่คนนั้นจะสามารถดูแลหนังสือที่ผมบริจาคให้เป็นอย่างดีหรือเปล่า ดูเหมือนผมจะยึดติด คงเป็นนิสัยส่วนตัวน่ะครับ นิสัยนี้ยกเว้นไว้ให้ผมสักคนแล้วกันนะครับ

เคยมีคนบ่นว่า กับแค่การบริจาคหนังสือแค่นี้ ยังต้องมาเลือกสถานที่ที่จะบริจาคอีก ... ผมก็ทำหูทวนลมไป และคิดว่าผมกำลังทำในสิ่งที่ดีที่สุดนี่นา เดือดร้อนนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอก

เอะ ! ที่ไหนบ้างที่ผมได้บริจาค

 

๑.

ภาควิชาเทคโนโลยีทางการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในระหว่างการเรียนปริญญาโท ผมได้ถ่ายเอกสารวิทยานิพนธ์จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอาไว้เป็นเล่ม ๆ จำนวนหลายร้อยเล่ม

ก่อนการจบการศึกษา ผมจึงตัดสินใจว่า อยากให้วิทยานิพนธ์เหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อไปกับรุ่นน้อง ๆ ที่มาเรียน ผมจึงบริจาคไว้ที่ภาควิชาฯ

 

๒.

โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เชียงใหม่

ผมได้บริจาคนิตยสารการท่องเที่ยวไปประมาณ ๖๐ - ๗๐ เล่ม กับห้องสมุดของโรงเรียน เนื่องจากมีเพื่อนน้องเป็นบรรณารักษ์อยู่ที่นี่ ทำให้ผมไว้วางใจว่า จะมีคนดูแลหนังสือของผมแล้ว

 

๓.

โรงเรียนปายวิทยาคาร แม่ฮ่องสอน

สืบเนื่องจากผมได้มีโอกาสตามหัวหน้าสาขาวิชาไปเป็นวิทยากรอบรม "Macromedia Authorware" ที่นี่ ... ได้ทำความรู้จักและคุ้นเคยกับคุณครูหมวดคอมพิวเตอร์ และได้ทราบว่าที่นี่ยังขาดแคลนพวกหนังสือคอมพิวเตอร์อยู่ ... ผมจึงแอบบอกท่าน ผอ.ไปว่า ถ้าผมจะบริจาคนิตยสารคอมพิวเตอร์มาที่โรงเรียนนี้ จะมีคนดูแลหนังสือผมไหม ท่าน ผอ.บอกว่า ครูหมวดคอมพิวเตอร์น่าจะดูแลได้

ดังนั้น อีกไปถึงปี ผมจึงคัดนิตยสารคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ จำนวนประมาณ ๕๐๐ เล่ม โดยฝากลูกศิษย์ที่อยู่ปายไปให้คุณครูกิ๊ก ซึ่งเป็นครูหมวดคอมพิวเตอร์ที่รู้จัก

คุณครูกิ๊กบอกว่า จะนำเก็บไว้ที่ห้องสมุดคอมพิวเตอร์ของหมวดวิชา ... ผมถือว่า ได้ประโยชน์ที่สุด

 

๔.

โครงการจิตอาสา Gotoknow ของคุณเอก จตุพร

เป็นโครงการที่ผมเชื่อมั่นในตัวของผู้ดำเนินโครงการ และกัลยาณมิตร Gotoknow ค่อนข้างมากครับ จึงได้ติดต่อคุณเอกว่า ผมจะฝากนิตยสารคอมพิวเตอร์ หนังสือ และสื่อการเรียนการสอนไปให้ก่อนวันเริ่มเดินทาง โดยฝากลูกศิษย์คนเดิมไปไว้ที่บ้านคุณเอกที่ปาย

จำได้ว่า หนังสือมีทั้งหมด 7 กล่อง (ประมาณ 300 - 400 เล่ม), สื่อการเรียนการสอนอีก 1 กล่อง (เป็นภาพผนึก เหมาะสำหรับเด็ก ๆ บนดอยอย่างมาก)

 

บันทึกที่เกี่ยวข้อง ...

 

ผมติดภารกิจไม่สามารถเดินทางไปร่วมได้ แต่ดีใจที่ได้มีส่วนร่วมบ้างเล็กน้อย

ขอบคุณ ... จิตอาสา Gotoknow ทุกท่าน ครับ

 

๕.

ห้องสมุดประชาชนประจำอำเภอหางดง เชียงใหม่

เป็นห้องสมุดที่อยู่ผมเคยผ่านไปผ่านมาระหว่างการนิเทศนักศึกษาฝึกสอน การมาเป็นวิทยากรในโรงเรียนต่าง ๆ ...

มีอยู่วันหนึ่งผมลองจอดรถแล้วเดินเข้าไปตะหล่อม ๆ ดูการทำงาน ดูหนังสือ คุยกับเจ้าหน้าที่ห้องสมุด ทราบว่า ห้องสมุดประชาชนได้งบซื้อหนังสือปีหนึ่งประมาณ ๕๐,๐๐๐ - ๖๐,๐๐๐ บาท ถือว่า น้อยมากนะครับ สวนกระแสกับราคาหนังสือที่ขึ้นเอา ๆ

การเดินเข้าไปในห้องสมุด ผมไม่ได้แต่งกายใส่สูท แต่ผมเหมือนชาวบ้านที่เข้าไปหาหนังสืออ่าน แถมยังเจอ ผอ.ศูนย์ กศน. ที่นี่อีกต่างหาก พอทราบว่า ผมอยากจะเอาหนังสือมาบริจาค ก็เชิญผมว่า เอามาเลย เดี๋ยวจะได้เอาไปไว้ตามศูนย์ กศน.ประจำตำบล ต่าง ๆ

ผมคิดว่า ท่าน ผอ.น่าจะดูความเหมาะสมก่อนว่า หนังสือที่นำมาเป็นประเภทไหน ควรแยกกันหรือไม่แยกกันอยู่ หากเป็นนิตยสารคอมฯ ก็ควรนำไปไว้ที่เดียวจะมีประโยชน์กว่า

ทำให้ผมคิดหนักว่า จะบริจาคหรือไม่บริจาคดี เพราะไม่มั่นใจถึงวิธีการคิด

 

 

 

ในที่สุด ผมก็เริ่มทยอยนำนิตยสารคอมพิวเตอร์ หนังสือ หนังสือที่ถ่ายเอกสารมาบริจาคให้ โดยผมทำใจล่วงหน้าในเรื่องการดูแลหนังสือที่บริจาค  หากมีประโยชน์เล็กน้อย ผมก็โอเคแล้ว

 

 

ในช่วงชีวิตของผม นอกจากหนังสือแล้ว ยังมีการบริจาค "สื่อการเรียนการสอน" ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนอีกมากมาย โดยเฉพาะโรงเรียนบนดอยสูง ที่พอจำได้ เช่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ที่แม่อาย, โรงเรียนบนดอยอินทนนท์, โรงเรียนที่ลำพูน, โรงเรียนที่อมก๋อย ฯลฯ

 

ผมเชื่อว่า"การบริจาคหนังสือ" คือ การให้ปัญญาและความรู้แก่ผู้ที่ขาดโอกาส โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีงบประมาณน้อย โรงเรียนบนดอยสูง ที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐ

ผมไม่ใช่คนมีตังค์ ... มนุษย์เงินเดือนที่ทำหน้าที่ครูคนหนึ่ง ... ผมมีความสุขที่จะทำแบบนี้

ผมเห็นครูหลายคนย้ายหนีจากดอยสูงลงสู่พื้นราบ ผมเห็นครูดอยหลายคนอดทนสู้เพื่อเด็กที่ขาดโอกาสเหล่านั้น "ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง" ที่เราพูด ๆ กันในวันนี้ มันมีมานานแสนนานในประเทศนี้

มีโครงการหลายโครงการที่พยายามจะ "ลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง" ดังกล่าวให้หมดไปโดยเร็ววัน แต่ไม่มีทางหรอก หากเราทุกคนไม่ได้ช่วยกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ

ผมไม่ยอมแปล Digital Divide เป็น "การลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้"หรอก ... เพราะมันไม่ใช่ปัญหาจริง ๆ ของประเทศเรา โดยรากแท้เป็นแนวคิดของปัญหาประเทศที่เขาพัฒนาแล้วที่อยากให้เทคโนโลยีมันครอบคลุมทุกจุดของประเทศ

บ้านเรา "แค่สื่อการสอนที่สร้างจากกระดาษ หรือวัสดุราคาเยา" ยังมีไม่ครบทุกโรงเรียนเลย แล้วจะไปเอาเทคโนโลยีอันทันสมัยมาใช้ในตอนนี้ทำไม

แต่นั่นไม่ใช่หมายความว่า ผมไม่เห็นความสำคัญกับการกระจายเทคโนโลยีให้ทั่วถึง เพื่อเป็นกระจายความรู้ให้ทั่วถึง ... แต่ผมมองว่า ควรนิยามคำจำกัดความให้เป็นเหมาะกับประเทศไทยตอนนี้ไม่ดีกว่าหรือครับ

แนวคิดนี้อาจจะดูใจไม่กว้างพอ แต่อยากให้ลองเดินขึ้นดอยไปดูโรงเรียนที่ไม่มีอะไรเลย มีแต่กระดานดำที่ผุ ๆ อยู่แผ่นเดียว แต่สามารถสอนได้ ถึงมันจะเหลื่อมล้ำแค่ไหน แต่ "หัวใจ" ฉันยังดีอยู่ ... แล้วค่อยมาบอกผมว่า วันนี้เราจะกระจายความรู้โดยผ่านเทคโนโลยีให้ทั่วจุดของประเทศแล้ว

ขอบคุณที่แวะมาอ่านความคิดและรับฟังเหตุผล

ขอบคุณครับ :)