วันนี้...บ่ายสามโมง...เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
"กลับบ้านเถอะ...ถนนถูกปิด...อย่าไปทางอนุสาวรีย์ชัยฯ...วิภาวดีก็ถูกปิดนะ"
เสียงของผู้เป็นกังวล...โทรบอกสถานการณ์ และ เส้นทาง
ฉัน เป็นตัวเสี่ยงเสมอ...เมื่อสังคมมีวิกฤต...เพราะ............(ไม่ทราบสาเหตุ)
ระหว่างทาง...รู้สึกด้วยหัวใจว่า "อยากร้องไห้"
แต่...น้ำตาไหลย้อนเข้าไปในหัวใจ
ระหว่างทาง "ฟ้าของเมือง" ครึ้มลงด้วยเมฆฝน ลมพัดแรง
ฉันคิดว่า...ฟ้ากำลังจะร่ำไห้...เช่นเดียวกับหัวใจของฉัน
วันนี้...บันทึกนี้...
ตั้งใจบอกเล่า"ความรู้สึกอยากร้องไห้" ผ่านภาพ "ฟ้าของเมือง...ร่ำไห้"
และ ความคิดว่า
"ฉัน จะ ทำ อย่าง ไร ใน ฐานะ คน ไทย ใน สังคม แห่ง นี้ เช่น กัน ???"

ท้องฟ้าของเมือง...กับเมฆฝนที่เริ่มก่อตัว...สายลมแรงเริ่มจัดขึ้น

เมฆดำทะมึน...รวมกลุ่มก้อน...ดุจเดียวกับ "กลุ่มคน"ที่กำลังเคลื่อนตัวบนถนน

สีแดง...ของดอกไม้...คงยินดีกับ "ฟ้ากำลังตั้งเค้าฝน"

เสียงฟ้าคร่ำครวญ...พร้อมเสียงครวญคร่ำของ "คนบนถนน"

สายลม...กระโชก กระชั้น...ดอกคูนสีเหลือง...สั่นไหว ไม่ว่า"ดอกไม้สีใดๆ"...ก็มิอาจต้านแรงลม

มืดนัก...ฟ้ามืดหม่น...ใจคนมืดมิดกว่า...หากไม่รับฟัง

ลำแสงสุดท้าย...อำลา เพื่อหลีกทางให้กับความหม่นมัวของฟ้าเมือง

ฟ้าของเมือง...ปั่นป่วน...คึกคะนอง...
ใจฉันคิด "เมื่อไรหนอ...ฟ้าของเมือง...จึงจะสว่าง...และเมฆหมอกจางหาย"
และ "ดอกไม้หลากสี" กลับมางดงามดั่งเดิม
คิดถึงเพลง "ฟ้าคืนหม่น" จึงนำมาประกอบภาพที่เหลือ แทนคำบรรยาย
เพื่อ...ขอตัวไป "ร่ำไห้...ร่วมกับฟ้าของเมือง"

ณ ราตรี นี้หนา ฟ้าหมองมัว แสงสลัว แห่งดวงดาว ยังเศร้าหมอง

หริ่งเรไร อ่อนล้า จะร่ำร้อง น้ำค้างหมอง หยดหยาดพราว อย่างร้าวราน

ใต้แสงจันทร์ วันนี้ ไม่มีเธอ ได้แต่เพ้อ แผ่วเพลงคอย ละห้อยประสาน

ฝากลมวอน ถึงคนเคยอยู่ คู่ดวงมาลย์ มาร่วมฝัน ร่วมสร้าง ดังหวังปอง

หวังจะปลูก ดอกไม้ กลีบสีขาว หวังว่าเปลี่ยน ฟ้าเทา เป็นสีทอง
หวังมั่นเกี่ยว ดาวศรัทธา มาร้อยกรอง หวังปองปั้น โลกใหม่ ให้คนชม

เธออยู่ไหน แม้นไกล เกินเสียงกู่ ได้โปรดรู้ ทุกคืนวัน แม้นฉันขื่นขม
ยังยึดมั่น ในความหวัง อย่างชื่นชม มิเคยล่ม สลายพัง กำลังใจ.
.........................
(ขอเติม)

ไม่อยากเห็น ฝืนฟ้า เป็นสีเลือด แผ่นดินเดือด อาบสีแดง ทั้งถนน
ใช้สติ ไตร่ตรองคิด จิตอดทน ก้าวให้พ้น ปัญหา และอาธรรม.
.........................
บันทึกโดย : pis.ratana
สถานที่ : ฟ้าของเมือง...กรุง
วันบันทึก : พฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2552
เห็นใจค่ะ ขนาดอยู่ต่างจังหวัด ยังเครียดทุกครั้งที่ดูข่าว เมื่อไร ประเทศไทยจะร่มเย็นเป็นสุขเหมือนที่ผ่านมา
ขณะนี้ผมเชื่อว่าหลายคนคิดเป็นห่วงบ้านเมืองเช่นกันครับ
บรรยากาศนำพามาสู่อารมณ์มืดมั่วกับแห่งการณ์บ้านเมืองขณะนี้
วันนี้...กับวันที่ฟ้าหม่นหมอง...
เรียกร้อง...เพียงเพื่อสิ่งใด...
เมื่อไหร่...ความสงบสดใสจะกลับมา...
หรือหลงลืมกันไปแล้วว่า...เราคือ"คนไทย"เหมือนกัน...
แต่ฟ้าหลังฝน ก็ยังสดใสเสมอนะครับ
สวัสดีค่ะ คุณหน่อย อภิญญา
ขอบคุณค่ะ ที่เข้ามาร่วมทุกข์ร่วมสุข.
สวัสดีค่ะ คุณ
ความหม่นมัวที่ปิดบังทั้ง "ใจ" และ "ฟ้า" น่ากลัวค่ะ.
สวัสดีค่ะ Mr.Direct
ขอบคุณค่ะ.
สวัสดีครับ
น่าเห็นใจคนที่ไม่เกี่ยวข้อง
ขอภาวนาให้มีวันฟ้าใส
สติ คิด ไตร่ตรอง อย่าเชื่อคำหวานหูครับ
มาฟังเพลงอีกรอบครับ...
ขอบคุณครับผม..
แล้วคุณ pis.ratana ... ก็ได้เก็บบันทึกนี้ไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่า ครั้งหนึ่งว่า "เงิน คือ อำนาจ" ... "ชาติไทยถูกสร้างจากมหาเศรษฐีมากกว่าบรรพบุรุษของเรา" ... "ความรู้เชิงวิเคราะห์ไม่มีที่อนุสาวรีย์ชัยฯ" ... ฯลฯ ... เป็นบันทึกที่เจ็บปวดครับ
ขอให้พระสยามเทวธิราช จงคุ้มครองคนดีที่ไม่เบียดเบียนใคร ๆ และประเทศชาติของเรา ครับ
สวัสดีค่ะ
ซวง ณ ชุมแสง
แต่ฟ้าหลังฝน ก็ยังสดใสเสมอนะครับ
เงินตรามาก่อนมาทุกที่
ตราบใดที่คนไทยยังไม่มี จิตสำนึกเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ
น่าเห็นใจคนที่ไม่เกี่ยวข้อง
ขอภาวนาให้มีวันฟ้าใส
สติ คิด ไตร่ตรอง อย่าเชื่อคำหวานหูครับ
ใช่ค่ะ ทุกคนต้องใช้สติ คิด ไตร่ตรอง .... ทุกคำคน .
และมีความหวังถึง "วันฟ้าใส"
หวังไว้ว่าสักวัน ฟ้าคงสดใส และคนไทยที่หลงผิดคงตาสว่าง
พอซะทีกับการเชิดชูบูชา ตำแหน่ง อำนาจ เงิน .. ยังหวัง ยังรอ
สวัสดีค่ะ Wasawat Deemarn
ขอบคุณค่ะ.
...เศร้าจังค่ะ
ขอวันฟ้าใส...กลับกับมาโดยเร็ววัน
ขออำนาจของพระพุทธศาสนา ทำให้เกิดปฏิหาริย์
ให้คืนวันที่ดี...กลับมา
เพื่อเป็นร่มเงาให้ลูกหลาน
ได้มีความภาคภูมิใจ ..ที่จะยืนอยู่บนแผ่นดินนี้ที่รักตลอดไป
สวัสดีค่ะ
นาย วิรัตน์ คำศรีจันทร์
ขอบคุณค่ะ...ต่อมุมมองทางศิลปะของชั้นครู.
สวัสดีค่ะ คุณ ชาคริต เอกมะโน
ช่วยกันดีไหมคะ.