อนัตตลักขณสูตร ๔

วันนี้ วันพระ... ผู้เขียนได้นำอนัตตลักขณสูตรมาแสดงธรรมต่อจากครั้งที่แล้ว (คลิกที่นี้) โดยได้ยกพระบาลีมาเป็นหัวข้อเบื้องต้นว่า...

  • ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว เวทนา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ
  • ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญข้อนั้นอย่างไร เวทนาเที่ยง หรือไม่เที่ยง ดังนี้

ต่อจากนั้น ก็ได้สืบต่อเนื้อความจากครั้งก่อนว่า พระพุทธเจ้าครั้นตรัสถามว่า รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง... สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข... สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือไม่ที่เราจะพิจารณาเห็นว่า สิ่งนั่นเป็นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา... ซึ่งท้ายที่สุดเหล่าภิกษุก็ทูลว่า ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ

แล้วก็ได้ประมวลมายังธรรมเทศนาในวันนี้ กล่าวคือ รูป คือ ร่างกาย ซึ่งครั้นพระพุทธเจ้าตรัสถามเรื่องร่างกายแล้ว ก็ได้ตรัสถามถึง ใจ... แต่ ใจ ตามภาษาไทยนี้ ได้จำแนกส่วนประกอบตามนัยขันธ์ห้าไว้ ๔ ประการ กล่าวคือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ดังนั้น พระองค์จึงตรัสถามแต่ละอย่างเป็นลำดับไปว่า สิ่งนั้นเที่ยงหรือไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข เป็นต้น ตามนัยเหมือนกับข้างต้น

เวทนา คือ ความรู้สึก ได้แก่ รู้สึกสบายใจที่เรียกว่าสุข รู้สึกไม่สบายใจที่เรียกว่าทุกข์ หรือรู้สึกเฉยๆ ที่เรียกว่าอุเบกขา... อันว่าความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ หรือรู้สึกเฉยๆ นี้ เป็นสิ่งไม่เที่ยง ทนสภาพเดิมได้ยาก มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดังนั้น เราไม่ควรพิจารณาเห็นว่า ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ นี้เป็นของเรา เราคือความรู้สึก หรือความรู้สึกเป็นตัวตนของเรา...

สัญญา คือ ความจำ จัดเป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งของใจเหมือนกับความรู้สึก... อันว่าความจำนี้ เป็นสิ่งไม่เที่ยง ทนสภาพเดิมได้ยาก มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดังนั้น เราไม่ควรพิจารณาเห็นว่า ความจำนี้เป็นของเรา เราคือความจำ หรือความจำเป็นตัวตนของเรา...

สังขาร คือ สภาพที่ใจปรุงแต่ง ซึ่งได้แก่ ความคิด นั่นเอง... อันว่าความคิดนี้ เป็นสิ่งไม่เที่ยง ทนสภาพเดิมได้ยาก มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดังนั้น เราไม่ควรพิจารณาเห็นว่า ความคิดนี้เป็นของเรา เราคือความคิด หรือความคิดเป็นตัวตนของเรา...

และ วิญญาณ คือ ใจ จัดเป็นตัวแก่น ซึ่งต่างจาก เวทนา (ความรู้สึก) สัญญา (ความจำ) สังขาร (ความคิด) ที่เป็นเพียงอาการหรือคุณลักษณะของวิญญาณ (ใจ)... อันว่าใจคนเรานี้ บางครั้งก็สดชื่นเบิกบาน บางครั้งก็หดหู่เศร้าหมอง เหตุที่เป็นดังนี้ เพราะใจเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ทนสภาพเดิมได้ยาก มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดังนั้น เราไม่ควรพิจารณาเห็นว่า ใจนี้เป็นของเรา เราคือใจ หรือใจเป็นตัวตนของเรา...

 

สรุปความว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาเห็นว่า กายและใจเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ทนสภาพเดิมได้ยาก มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดังนั้น เราไม่ควรพิจารณาเห็นว่า กายและใจนี้เป็นของเรา เราคือกายและใจ หรือกายและใจเป็นตัวตนของเรา...

ธรรมเทศนาในวันนี้ ก็จบลงเพียงแค่นี้ และตั้งใจว่า จะให้จบอนัตตลักขณสูตรในวันพระหน้า ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าอีกครั้งตามปกติ.