เราต่างเป็นเพียง “ผู้มาอาศัย” หรือเรียกตามวิถีของผมเองว่า “ผู้มาใหม่”หาใช่ "เจ้าบ้าน" เลยสักนิด

สัปดาห์ที่แล้ว  ผมจำต้องเชิญองค์การนิสิต และผู้แทนจากเทศบาลตำบลขามเรียง-เทศบาลตำบลท่าขอนยาง มานั่งพูดคุยกันโดยเร่งด่วนเกี่ยวกับการจัดกิจกรรม วันสงกรานต์ 

          เพราะเห็นว่า หากยังขืนขยับช้าไปกว่านี้  อะไรต่อมิอะไร ก็คงดำเนินการได้อย่างยากลำบาก

 

ผมจำเป็นต้องดำเนินการเช่นนั้น  เพราะไม่อยากเห็นกิจกรรมวันสงกรานต์ขลุกขลักเหมือนปีที่ผ่านมา   

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีที่แล้ว  ครั้งนั้น-เป็นครั้งแรกที่องค์การนิสิตได้ตัดสินใจจัดกิจกรรมเกี่ยวกับวันสงกรานต์ขึ้น  โดยก่อนหน้านั้น  มีแต่เฉพาะฝ่ายสโมสรบุคลากรเท่านั้นที่เป็นเจ้าภาพจัดในวิถีของความเป็นมหาวิทยาลัย   

และในมิติเช่นนั้น  ก็ยังไม่มี ชุมชน  เข้ามาเป็นส่วนร่วมด้วย

 

ปี ๒๕๕๐  องค์การนิสิตตัดสินใจบุกเบิกกิจกรรมนี้อย่างเร่งด่วน  ผมเองก็มีโอกาสได้ร่วมคิดและร่วมสังเกตการณ์กับนิสิตอย่างใกล้ชิด  ราวกับเป็นผู้รับผิดชอบโครงการนั้นเสียเอง   

และยังจำได้แม่นว่า ครั้งนั้น ผมได้รับของชำร่วยพิเศษจากนิสิตผู้รับผิดชอบอย่างเหนือความคาดหมาย  พลอยให้ภาพแห่งความงดงามนั้นประดับอยู่ในใจเรื่อยมาอย่างไม่เคยจากจาง 

 

ในครั้งนั้น  องค์การนิสิตประสานความร่วมมือกับสโมสรนิสิตคณะต่างๆ  จัดขบวนแห่สะท้อนภาพวิถีไทยในเทศกาลสงกรานต์อย่างคึกคัก 

           มีการออกซุ้มเล่นน้ำ  มีการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับสงกรานต์  มีการก่อเจดีย์ทราย 

 

แต่เพราะเป็นครั้งแรกที่ยังด้อยประสบการณ์  กิจกรรมที่เกิดขึ้นจึงยังดำเนินไปในแบบภาพกว้างๆ  ไม่มีการหยั่งลึกลงถึงเนื้อหาเสียทั้งหมด 

           และครั้งนั้น  ทั้งผมและนิสิตก็ปลงใจชัดเจนว่า  ต้องการเน้นย้ำไปถึงการ รดน้ำดำหัว คนแก่คนเฒ่าที่เป็นเจ้าบ้านในหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งตั้งเรียงรายอยู่รอบๆ มหาวิทยาลัย

 

จะว่าไปแล้ว  ครั้งนั้นก็อาจเรียกได้ว่าเป็นการ ฝากเนื้อฝากตัว เป็นลูกเป็นหลานกับ เจ้าบ้าน ก็ไม่ผิดนัก  เพราะทั้งมหาวิทยาลัย  ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคลากร หรือนิสิต ก็ล้วนเป็น ผู้มาใหม่  หาใช่ เจ้าบ้าน เลยแม้แต่น้อย 

อีกอย่าง พื้นที่ที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้  ส่วนหนึ่งก็เป็น ที่ทาง ที่ชาวบ้านบริจาคให้กับมหาวิทยาลัย 
         
ดังนั้น ผมถึงย้ำกับนิสิตเสมอมาว่า  เราต่างเป็นเพียง
ผู้มาอาศัย  หรือเรียกตามวิถีของผมเองว่า  ผู้มาใหม่
            หาใช่  "เจ้าบ้าน" เลยสักนิด

 

สำหรับปีนี้  เป็นที่น่ายินดีว่ากิจกรรมมหาสงกรานต์ที่จัดขึ้นนั้น  เป็นความร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัย-องค์กรนิสิต-เทศบาลตำบลขามเรียงและเทศบาลตำบลท่าขอนยางอย่างครบครัน  โดยองค์การนิสิตเป็นผู้รับผิดชอบหลัก  ภายใต้ชื่อโครงการ สงกรานต์ร่วมใจมหาวิทยาลัยกับชุมชน  

          ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒    บริเวณลานสะเดาของมหาวิทยาลัยฯ

          ในการประชุมนั้น  ผมพยายามตั้งประเด็นกับนิสิตอย่างเข้มข้นหลายประเด็น  แต่ไม่ใช่การตั้งประเด็นเพื่อถมทับ บั่นทอนกำลังใจของนิสิต  แต่หมายถึงการกระตุ้นและหยั่งเชิงความรู้ของนิสิตที่มีต่อความเป็น สงกรานต์

          พร้อมๆ กับการย้ำถึงแนวคิดของการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้ก้าวเข้ามาใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างสนิทแน่น  โดยอาศัยกิจกรรมต่างๆ เป็นสื่อกลางของการพบเจอกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน

          และที่สำคัญที่สุดที่ผมไม่อาจละวางไปจากวิถีนี้ก็คือ  การฝากให้นิสิตตระหนักถึงวิถีของการเรียนรู้ความเป็นสงกรานต์ผ่านภูมิปัญญาของชุมชน

          ไม่ใช่การหลงผิดคิดว่าตนเองรู้เรื่องสงกรานต์มากกว่าชาวบ้าน

          อีกทั้งให้พยายามสร้างสรรค์บรรยากาศของสงกรานต์ ประหนึ่งการเล่นน้ำในลานวัด 

มีการสรงน้ำพระพุทธรูป  รดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่  มีการสาธิตการละเล่นแบบไทยๆ  ทำขนมแบบไทยๆ 

          และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการสาธิตการตบปะทาย-ก่อเจดีย์ทราย  
          
โดยกิจกรรมที่ว่านั้น  กำหนดให้
ปราชญ์ชาวบ้าน  เป็นผู้นำพาการเรียนรู้ร่วมกันทั้งเยาวชนในชุมชนและนิสิต 

          ส่วนการประกวดเทพีสงกรานต์นั้น  ทั้งผมและผู้บริหาร พยายามตั้งประเด็นให้นิสิตตระหนักว่าเป็นองค์ประกอบอันรื่นเริงเท่านั้น  แต่ไม่อยากให้ทุ่มเทแรงคิดและงบประมาณลงไปอย่างมากมาย

          ขณะที่ชุมชนเองก็ตอบรับว่า  จะมีการประกวดผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน  และการประกวดที่ว่านั้น  ก็จะมีขึ้นในเวทีเดียวกับนิสิต 

เรียกได้ว่า ไม่มีการแบ่งแยกสถานะทั้งทางกายและทางใจ  เพื่อยืนยันว่า  นี่คือความร่วมมือร่วมใจระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน

ไม่เพียงเท่านั้น  มหาวิทยาลัยยังตั้งโรงทานสมทบอีกจำนวนมาก  รวมถึงการจัดให้มีการบริการตรวจสุขภาพแก่ผู้สูงอายุ  แถมพ่วงด้วยการบริการนวดแผนโบราณให้ฟรีๆ แก่ผู้เข้าร่วมงาน

 

แต่อย่างไรก็ตาม  ตอนท้ายของการประชุมนั้น  ผมไม่ลืมที่จะฝากให้นิสิตได้กลับไปทบทวนตัวเองอีกรอบเกี่ยวกับความเข้าใจในเรื่องของสงกรานต์

และการย้ำคิดถึงแนวคิดที่ว่า  เราจะเรียนรู้ความเป็นสงกรานต์แบบไทยๆ ผ่านการนำพาของชุมชน 
          
ไม่ใช่พาชุมชนเรียนรู้ความเป็นสงกรานต์ผ่านมุมมองของตัวเองเสียทั้งหมด

หรือถ้าจะให้ดี  ก็ขอให้เป็นการร่วมเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน  ก็ยิ่งดีใหญ่

 

นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามฝากให้นิสิตได้เก็บกำเอาไปคิด  ส่วนจะเห็นพ้องด้วยหรือไม่นั้น  ก็เป็นสิทธิของเขา

แต่ที่แน่ๆ  ปีนี้ผมประสบความสำเร็จแล้วสำหรับการผูกโยงเอาชุมชนเข้ามาเป็นต้นแบบของการเล่นสงกรานต์แบบไทยๆ ให้นิสิตได้เรียนรู้และสัมผัส

พรุ่งนี้  ผมจะเห็นขบวนรถที่ตบแต่งด้วย ใบตอง ข้าวตอก ดอกไม้  จากชุมชนทั้งสองชุมชนที่เคลื่อนตัวออกมาจากใจกลางของชุมชน  โดยมีขบวนของนิสิตรอรับอยู่ประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย

เสมือนการสื่อสารให้รู้ว่า ...ผู้มาใหม่ กำลังรับเจ้าบ้าน กลับคืนสู่บ้านของตัวเองอีกครั้ง

และพรุ่งนี้  ผมก็จะได้เห็นฉากชีวิตอันรื่นรมย์ของการเรียนรู้ของคนต่างวัยผ่านการตบปะทาย-ก่อเจดีย์ทราย 

ได้เห็นการละเล่นแบบไทยๆ

ได้เห็นและได้ชิมขนมแบบไทยๆ

โดยมีปราชญ์ชาวบ้านเป็นคนนำพาลูกหลานไปสู่การเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ ....

 

ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า  พรุ่งนี้  อะไรต่อมิอะไรจะผ่านพ้นไปด้วยดี

สนุก ปลอดภัย ...(ไร้แอลกอฮอล์)