ทุกๆ ครั้งที่กลับไปเยี่ยมบ้าน ผมมักได้ยินเสียงรำพึงรำพันจากก้นบึ้งของหัวใจตัวเองอย่างแจ่มชัดเสมอ และเสียงรำพึงที่ว่านั้น ก็มีทั้งเสียงแห่งอดีตอันรื่นรมย์ และเสียงแห่งอนาคตกาลของตัวเอง
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">มันก็แปลกดีเหมือนกัน ทั้งที่ผมยังไม่มีบ้านหลังใหม่ แต่ทุกครั้งที่เดินทางกลับบ้าน ผมกลับเรียกวิถีนั้นอย่างไม่เขินอายว่ากลับไป “เยี่ยมบ้าน” ก็คงใช่กระมัง เพราะเป็นการกลับไปเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หาใช่ “กลับบ้าน” ไปปักหลักอยู่ประจำเหมือนชีวิตในวัยเด็ก</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">
</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">ย้อนกลับไปยังห้วงรำพึงรำพันอันแจ่มชัดของหัวใจตัวเองกันอีกสักครั้ง
ระยะหลังเมื่อกลับบ้าน ผมมักจะถือโอกาสสัญจรไปยังที่ต่างๆ ที่ตนเองเคยได้ใช้ชีวิตอย่างฝังลึกกับแผ่นดินในบ้านเกิด พร้อมๆ กับการหวนรำลึกถึงความทรงจำอันง่ายงามที่ผ่านพ้นมา แต่ยังมีชีวิตชีวาเป็นปัจจุบันสำหรับชีวิต เป็นต้นว่า ทุ่งนา ผืนน้ำ ผืนป่าท้ายหมู่บ้าน และวัด …</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">สิ่งเหล่านั้น เป็นต้นทุนที่ดีที่ช่วยชุบเลี้ยงให้ผมเติบโตอย่างมีสติ และเข้มแข็งพอที่จะเรียนรู้ความเป็นไปของโลกและชีวิต –</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">ผมเติบโตมากับวัด ชีวิตในวัยเด็กจนแรกหนุ่มก็ล้วนวนเวียนเข้าออกวัดในหมู่บ้านเสมอ จนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเทใจเรียกผมว่า “เด็กวัด”</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">ในทุกๆ เช้าก่อนไปโรงเรียน ผมต้องหิ้วปิ่นโตและสะพานกระติ๊บข้าวเหนียวไปถวายที่วัดก่อนเสมอ ซึ่งแถวๆ บ้านเรียกว่า “จังหัน” จากนั้นก็รับหน้าที่ตีระฆังสัญญาณบอกให้พระเณรได้รับรู้ว่า สำรับอาหารต่างๆ จัดเตรียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอนิมนต์มายังศาลาวัด … นอกจากนั้น ผมก็ยังมีส่วนร่วมกับการถวายภัตตาหาร-น้ำดื่มต่อพระสงฆ์และสามเณร ร่วมกับญาติโยมท่านอื่นๆ เมื่อท่านฉันเสร็จก็ยก “พาข้าว” (สำรับอาหาร) กลับลงมาเพื่อรับประทานร่วมกันกับบรรดาชาวบ้านโดยไม่แบ่งแยกเพศวัย …</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">ครั้นทานเสร็จ ก็ห่อข้าวและอาหารส่วนหนึ่งไปเป็นมื้อเที่ยงที่โรงเรียน จากนั้นก็ช่วยชาวบ้านล้างถ้วยล้างชาม จัดเรียงและจัดเก็บเข้าชั้น หรือไม่ก็คว่ำไว้บน “แคร่ไม้ไผ่” ก่อนเร่งฝีเท้าเข้าโรงเรียน เพื่อให้ทันการเข้าแถวเคารพธงชาติ</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">
</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">จวบจนเติบใหญ่- เคยมีคนถามผมบ้างเหมือนกันว่า “ร้านอาหารเจ้าประจำที่ผมชื่นชอบอยู่ที่ไหน”
ซึ่งผมเองก็ตอบได้ยากมาก เพราะโดยวิถีส่วนตัวแล้ว เป็นคนประเภทกินง่าย อยู่ง่าย ไม่ติดรสชาติ หรือเรียกว่าเป็นคน “อดๆ อยากๆ” มาตั้งแต่เด็กก็เป็นได้ เลยพลอยให้ไม่เคยรู้ซึ้งกับคำถามนั้นสักเท่าไหร่ </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">แต่เมื่อถูกถามซ้ำอีกหน หรือบางทีก็ถูกถามซ้ำแบบคาดคั้นไปในตัว ผมจึงได้ตอบแบบตรงๆ และเปิดเปลือยไปอย่างใสซื่อว่า “วัด”</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">ครับ, ผมหมายความตามนั้นจริงๆ หาใช่เป็นการตอบแบบโวหาร หรือตอบให้แล้วๆ ผ่านๆ เพื่อตัดความรำคาญให้เสร็จๆ ไป และบางครั้งยังแถมคำตอบให้อีกคำตอบหนึ่ง นั่นคือ “ครัวที่บ้าน” ของผมเอง - ครัวที่มี “แม่” เป็นกุ๊กเทวดาบัญชาการอยู่อย่างไม่บกพร่อง</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดาแหละที่แต่ละคนเติบโตและเติบใหญ่มาจากบริบทอันแตกต่างกัน จะให้กินจะให้ชอบ หลงรักและหลงใหลในรสชาติอาหารที่เหมือนกัน ก็เป็นไปได้ยาก ซึ่งสำหรับผมก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ – เป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และยังแน่ใจว่า ปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้น</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">ผมเติบโตมากับ“ข้าวก้นบาตร” ถึงแม้ไม่ใช่คนที่ต้องอาศัยวัดเป็นห้องหับหลับนอน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวัด เป็นที่ฝากท้องฝากไส้ ให้ชีวิตได้เติบใหญ่มาจวบจนบัดนี้</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">คนเฒ่าคนแก่เคยเล่าย้ำเสมอว่า การกินข้าวก้นบาตร ถือเป็น “อาหารทิพย์” ช่วยให้เราอ้วนพี-สมบูรณ์ ไม่เจ็บไม่ไข้ จนใครๆ ก็ทักผมเรื่อยมาว่าอ้วนเพราะข้าวก้นบาตร ส่วนจริงหรือเท็จนั้นผมไม่รู้หรอก ผมรู้แต่เพียงว่า ข้าวก้นบาตรช่วยให้ผมเติบใหญ่มาสู่วันนี้อย่างทระนง</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">ผมรักในบรรยากาศการกินข้าวที่วัดเป็นอย่างมาก
หากแต่เป็นการหลงรัก “บรรยากาศ” หาใช่การหลงรักใน “รสชาติ” ของอาหาร …</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">
</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">ในสมัยเด็กๆ อาหารจากญาติโยมที่นำมาถวายนั้นจะถูกจัดแบ่งหรือตักใส่ถ้วยและจานตามจำนวนพระสงฆ์และสามเณร
- มากน้อยไม่สำคัญ แต่ย้ำให้ทั่วถึงเป็นพอ
แต่ที่วัด โชคดีที่กลุ่มสามเณรนั้นมีจำนวนมาก จึงจำต้องนั่งฉันอาหารกันเป็นกลุ่มๆ
การจัดแบ่งจากจำนวนอาหารอันจำกัด จึงพลอยให้ไม่เกิดผลกระทบมากนัก</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">การกินข้าวที่วัดเต็มไปด้วยบรรยากาศอันอบอุ่น เหมือนครอบครัวใหญ่ที่มีลูกเต้าจำนวนเยอะๆ มานั่งทานข้าวร่วมกัน
อาหารที่พบเจอใน “พาข้าว” ก็เป็นอาหารประเภทพื้นๆ เป็นผักเป็นปลาที่หาได้ในชุมชน เว้นเสียแต่วันไหนเป็น “วันพระ” โน่นแหละ ถึงจะมีอาหารดีๆ มาถวายกันสักครั้ง เป็นต้นว่า แกงไก่ ปลาหมึกทอด ไข่เจียว ปลาทูนึ่ง ขนมหวาน …</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">ผมเคยบอกเล่ากับนิสิตเวลาในการไปค่ายในแต่ละครั้งนั้น อย่าลืมจัดเวรให้ไป “จังหัน” ที่วัดด้วยเสมอ เพราะนั่นคือเวทีการเรียนรู้อันดีของนิสิต รวมถึงการบอกกล่าวให้นิสิตเห็นภาพว่า อาหารที่วัดนั้น เป็น “บุ๊ฟเฟ่” แบบลูกทุ่งๆ … มีให้ซด ให้คุ้ย ให้จ้ำ อย่างออกรส </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">
</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">ที่ผมพูดแบบขำๆ เช่นนั้น ก็เพียงเพราะต้องการสื่อสารให้นิสิตได้มีโอกาสเข้าไปสู่การสัมผัสถึงบรรยากาศของการกินข้าวก้นบาตรกันที่วัดเป็นหลักสำคัญ หาใช่การย้ำเรื่องรสชาติของอาหารแม้แต่น้อย เพราะวงข้าวบนศาลาวัด เป็นเสมือน เวที หรือห้องเรียนอันกว้างใหญ่อีกห้องหนึ่งที่นิสิตไม่ควรมองข้าม</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">และเช่นเดียวกัน ไม่เพียงอาหารอันหลากหลายเท่านั้น แต่เรื่องราวจำนวนมากที่แต่ละคนนำมาสนทนาบอกเล่าและบอกกล่าวต่อกันและกันในวงข้าว หรือแม้แต่ในช่วงที่ไม่ได้ทานข้าว ก็ถือเป็นวัฒนธรรมอันดีงามที่ยืนยันได้ว่า บนศาลาวัดนั้น ยังคงเป็นเวทีแห่งการแบ่งปันความสุขและความทุกข์ของชาวบ้านที่มีต่อกันอย่างน่ายกย่อง </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">สำหรับผมแล้ว
ในช่วงวันหยุดติดต่อกันนั้น ผมมีโอกาสได้ไปจังหันที่วัดพร้อมๆ กับคนของความรัก ได้จับโน่นจับนี่ในวิถีเดิมๆ ของตัวเอง และได้นั่งทานข้าววงใหญ่อย่างอดีตอย่างเป็นสุข ถึงแม้อาหารหลายชนิดจะเปลี่ยนรูปไปตามยุคสมัย แต่ก็ยังยืนยันได้ว่า “บรรยากาศ” ที่ผมหลงรักนั้นยังคงมีอยู่อย่างไม่ขาดหาย</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">
</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">นั่นคือ อดีตกาลที่ผมหวนรำพึงถึงผ่านเวทีจริงของปัจจุบัน
ส่วนเสียงรำพึงรำพันแห่งอนาคตที่ดังก้องอยู่ข้างในนั้น ก็ไม่มีอะไรนอกไปจากความหมายอันเป็นนัยสำคัญว่า “กลับบ้าน” อย่างถาวร
หาใช่กลับมาเพื่อ “เยี่ยมบ้าน” อย่างเช่นที่กำลังเป็นอยู่ …</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">…..</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">๕-๖ เมษายน ๒๕๕๒
วัดไชยาราม
บ้านโคกนางาม</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>
สวัสดีค่ะ มาทักทายค่ะ
เป็นผู้นำ ท่องเวปไปทั่วทุกแว่นแคว้น
สิ่งตอบแทนแสนคุ้มค่าพาผ่องใส
เช้า-ค่ำภาวนาทำให้พ้นภัย
เป็นปัจจัยให้บรรลุสุขาวดี
โชคดีค่ะ
สวัสดีค่ะ..แผ่นดิน
***ตอนเด็กๆ เคยกินข้าวที่วัดตอนไปทำบูญ ยังระลึกถึงรสชาติได้อย่างอมตะ
***เคยเบื่อบ้านอยากเป็นผู้ชายจะได้เป็นเด็กวัด
***ทุกวันนี้ยังดูแลลูกศิษย์คนหนึ่งที่แนะนำให้เขาไปอยู่วัด
***ชอบใจ "กุ๊กเทวดา"...น่าจะยกให้กับคนที่ทำอาหารเลี้ยงลูกด้วยตนเองตั้งแต่เลกจนโต
เเวะมารำพึงหวลคิดถึงบ้านเช่นกันค่ะ
วิถีที่จากมาแสนนาน..อยากกลับไปซบไอดิน
แต่สงกรานต์ปีนี้ก็คงไม่ได้กลับ
มีผู้ทุกข์ยากรอคอยความหวังและรอคอยการช่วยเหลือมากมาย
สวัสดีครับ... ภัทรานิษฐ์ เจริญธรรม
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ
กลับจากระยอง ผมก็เดินทางกลับไปบ้านเกิดของตัวเอง ไปเยี่ยมลูกชายที่บวช และชวนกันไปทำบุญทีวัดตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้
การเดินทางในแต่ละครั้ง ผมไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องราวของชีวิต ทั้งชีวิตตัวเองและคนรอบข้างในพื้นที่ตรงนั้น เพียงแต่ผมไม่ใช่นักเล่าเรื่องและไม่ใช่นักคิดและนักวิเคราะห์ เรื่องราวที่สื่อสารออกมา จึงเน้นไปในทางความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง
ผมชอบที่จะเขียนถึงความทรงจำของตัวเองครับ...เพราะสิ่งเหล่านั้น งดงามและเป็นแรงใจให้ผมมีพลังในการขับเคลื่อนชีวิต
ขอบคุณครับ
อ่านแล้วเห็นภาพเก่า ๆ ปรากฎเด่นชัด
ขอบคุณสำหรับภาพดี ๆ วิถีชีวิตเดิม ๆ ของคนไทย
ที่ไม่มีวันลบเลือนหายไปจากความทรงจำ
ขอบคุณอีกครั้งครับ
สวัสดีคะอาจารย์พนัส
จังหัน ชาวบ้านถือปิ่นโตไปวัด
แล้วนั่งล้อมวงทานข้าว คุยกัน อย่างมีความสุข
สวัสดีครับ.อ. กิติยา เตชะวรรณวุฒิ
ผมไม่เคยรู้สึกเขินอายต่อสถานะที่ถูกเพื่อนๆ เรียกว่าเด็กวัดเลยนะครับ เพราะหนึ่งคือความจริงและสองก็คือวัดเป็นสถานที่อันมงคลของชีวิต การได้เข้าไปสู่วิถีนั้น ก็ถือเป็นความโชคดีของชีวิตไปในตัว
ผมชอบเวลาที่ตัวเองมาดักรอ "รับบาตร" บริเวณประตูเข้าวัด บางทีก็ลุ้นกับเพื่อนๆ ว่าวันนี้ ใครจะได้รับบาตรของเจ้าอาวาส หรือหลวงพี่ท่านใด เคยมีบ้างเหมือนกันที่ฝนตกหนัก พื้นเฉะแฉะ พลอยให้ฝาบาตรหล่นในขณะที่อุ้มบาตรเดินกลับเข้าสู่ตัววัด ทำเอาข้าวเหนียวโดนน้ำแฉะไปเหมือนกัน
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ..คุณสุธีรา
เอ๊ะ..รู้สึกจะเกิดปีเดียวกันนะครับ-
ผมเองก็เคยไม่ได้กลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ เพราะต้องพานิสิตตั้งเต็นท์การให้บริการต่อผู้สัญจรเส้นทาง แจกขนมนมเนย ผลไม้ กาแฟ และเครื่องดื่ม ผ้าเย็น แนะนำเส้นทาง นวดคลายเมื่อย ฯลฯ ตอนนั้นทำติดต่อกันหลายปีที่เดียวครับ จนได้รับเชิญให้ไปออกรายการทีวีที่กรุงเทพฯ ...
เป็นกำลังใจให้นะครับสำหรับการเฝ้าระวัง และเยียวยาผู้ประสบอุบัติเหตุในเทศกาลสงกรานต์จะมาถึงในเร็ววันนี้
..สนุก..ปลอดภัย..ไร้แอลกอฮอล์ ครับ
มาติดตามผลงานเจ้าขอรางวัลสุดคนึง
ได้ยินชือเสียงเรียงนามจากพี่ไก่ ประกายค่ะ
ขอบคุณคุณแผ่นดินที่เป็นกำลังใจให้ในการทำงานช่วงสงกรานต์
ในส่วนที่ดูแลจะเป็นคนไข้เด็กมะเร็งค่ะ คิดว่าคนที่ไม่สามารถกลับบ้านได้ช่วงสงกรานต์คือกลุ่มที่อาการไม่ดี ช่วงนี้ที่เล็งๆไว้ก็หลายคนทีเดียวที่จะอยู่เป็นเพื่อนกัน
ส่วนใหญ่ถ้าไม่มีภาวะเเทรกซ้อนอย่างอื่นสงกรานต์นี้ เด็กๆก็ขอกลับบ้าน
อ่อ..เกิดปีเดียวกันหรอคะ..ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ค่ะ
สวัสดีครับ.. ขอแค่ได้เขียน
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมและให้กำลังใจนะครับ..
ด้วยความที่ผมเป็นเด็กชนบท เติบโตมากับกลิ่นอายของท้องไร่ท้องนา จึงรักและประทับใจต่อภาพวัฒนธรรมอันแสนงามของชาวชนบท ส่วนหนึ่งที่เขียนเรื่องราวในทำนองนี้ ก็เพื่อรำลึกถึงความทรงจำอันดีงามของตนเอง และส่วนหนึ่งก็เขียนเพื่อบันทึกเรื่องราวของรากเหง้าในบางเรื่อง เพื่อส่งต่อไปยังลูกๆ ...โตขึ้น พวกเขาจะได้มีเรื่องราวให้ได้เรียนรู้ อย่างน้อยก็ผ่านตัวอักษรที่ผมเขียนไว้ โดยมีภาพในบันทึกเป็นตัวเติมเต็มบรรยากาศ...
ขอบคุณอีกครั้ง..ครับ
สวัสดีครับ พี่ ประกาย~natachoei ที่~natadee
เช้าไป "จังหัน"..ช่วงก่อนเที่ยงก็ไป "เพล"
เช้าตีระฆัง-ก่อนเที่ยงก็ตีกลองเพล...
ยกเว้นวันพระครับที่พระต้องลุกมาตีกลองเพลตั้งแต่เช้ามืด...
นั่นเป็นวิถีเดิมๆ ที่ก้องดังอยู่ในหัวใจของผม..
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ.คุณสุธีรา
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพี่ประกายสำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับตัวผมนะครับ ฟังดูอาจเกินความจริงไปบ้าง แต่ก็ยังดีครับที่นำพาให้เราได้มารู้จักกันในโลกแห่งมิตรภาพนี้
และสำหรับห้วงนี้ก็ขอให้มีพลังชีวิตในการทำงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์นะครับ การดูแลคนไข้เด็กมะเร็ง ถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ เพราะโรคนี้เกิดกับใคร ก้ล้วนแล้วแต่ทุกข์ใจอย่างมหาศาล บางทีกำลังใจไม่ดีก็พลอยให้ทรุดลงไปอย่างคาดไม่ถึง
ผมชื่นชมและเป็นกำลังใจให้อย่างสัตย์จริง ทั้งต่อผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยนะครับ..
และขอให้มีความสุขกับชีวิตอย่างถ้วนหน้า..ทั้งวันนี้ พรุ่งนี้และตลอดไป
สวัสดีค่ะอาจารย์ ตอนนี้ได้มานอนอยู่บ้านแล้วค่ะ ไม่ต้องรำพึงรำพัน ปิดเทอมแล้ว
สวัสดีครับ ทรายชล
ผมมีโอกาสนอนที่บ้านสองคืนเต็มๆ .. ถือว่าน้อยมากครับเมื่อเทียบกับวันเวลาที่ซุกตัวนอนอยู่ต่างจังหวัด
ในชีวิตผม ตั้งแต่เล็กจนเรียนมหาวิทยาลัย ไม่เคยมีห้องนอนเป็นของตัวเอง ...
คิดถึงฤดูร้อนอันแสนร้อน ตกกลางคืน พ่อกับแม่เคยพามานอนบนแคร่ไผ่ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นสะเดาในตัวบ้าน รู้ทั้งรู้ว่า การนอนเช่นนั้นในยามค่ำคืนเป็นเรื่องไม่ดี เพราะเป็นช่วงที่ต้นไม้คลายก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา
แต่จะทำยังไงล่ะครับ..
อากาศมันร้อนจริงๆ ...
พอเจอหน้าฝน ..หลังคารั่ว ต้องหอบเสื่อไปซุกนอนอยู่จุดๆ เดียวกัน
....
สิ่งเหล่านี้เป็นสีสันของชีวิตครับ แต่ผมไม่เคยถือว่าเป็นปมด้อยของชีวิต...
ขอบคุณครับ