เมื่อคิดทบทวนจนแน่ใจว่าเรื่องเล่า เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมชิ้นหนึ่งแล้ว กลับเกิดปัญหาว่า เมื่อไม่ได้ทำทุกวัน ไม่ว่างพอมานั่งจับกลุ่มคุยหรอกนะ แล้วบางทีวันที่คุยก็หมดมุขที่จะเล่าแล้วด้วย ดังนั้นก็แสดงว่าไม่ได้ฝึกฝนทุกวัน แล้วมีวิธีไหนบ้างที่ได้ฝึกทุกๆ วัน??

กลับมาอีกครั้ง

เมื่อวานได้บันทึกเรื่องสุนทรียสนทนากับบล็อก มีอาจารย์และพี่น้องสมาชิก GotoKnow.org เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้รู้สึกสุขใจ แต่ก่อนเปิดอ่านความคิดเห็นแทบจะปิดตา ลุ้นระทึก ไม่ใช่กลัวคำวิจารณ์หรือติติง แต่กลัวว่าตนเองกำลังหลงประเด็น ทำให้ใครต่อใครที่เข้ามาอ่านพลอยเข้าใจผิดไปด้วยค่ะ

อย่างที่บอกไว้ค่ะ ว่าช่วงที่ผ่านมา ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับเครื่องมือนานาชนิด ว่าสามารถนำมาปรับใช้กับบล็อกได้หรือไม่

จากการศึกษาพอจะบอกได้ว่า ได้อย่างแน่นอน แต่ต้องประยุกต์ใช้ และเมื่อวานก็เขียนเรื่องสุนทรียสนทนาไปแล้ว วันนี้จึงอยากเขียนเรื่องต่อมา นั่นคือ เรื่องเล่าเร้าพลัง หรือ เรื่องเล่า หรือ Storytelling ค่ะ

Storytelling หรือ เรื่องเล่า

Storytelling หรือ เรื่องเล่า หรือ เรื่องเล่าเร้าพลัง จะเรียกอะไรก็ตามแต่ โดยภาพรวมแล้วก็คือ เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากใครสักคนหนึ่งที่เป็นนักปฏิบัติงาน มิใช่นักทฤษฎีงานที่รู้แต่ทฤษฎีแต่ไม่เคยปฏิบัติจริง อาจจะไม่ใช่คนที่ต้องมีความรู้มากมายมหาศาล หรือเก่งกาจไปซะทุกอย่าง แต่เป็นคนที่ปฏิบัติงานจริง และท่านเหล่านั้นได้ถ่ายทอดเรื่องเล่าออกมา

โดยปกตินิยมรวมกลุ่มเล็กๆ มีการกำหนดประเด็นชัดเจน มีการแต่งตั้งประธาน เลขานุการ และต้องมีคุณลิขิตคอยจด ต่อจากนั้นให้ผู้เข้าร่วมค่อยๆ ถ่ายทอดเรื่องเล่าแห่งความสำเร็จ และความภูมิใจออกมา

ลักษณะเรื่องเล่าที่ดีต้องเป็นเรื่องสั้นๆ  คงบรรยากาศของเรื่องเอาไว้ ทั้งตัวละคร คำพูด เหตุการณ์ โดยจะต้องไม่ผ่านการตีความ หรือแปลความหมายใดๆ แต่ต้องไม่ตีไข่ใส่สีเพิ่มเติม และต้องใช้สุนทรียสนทนามาเป็นเครื่องมือช่วยเสริม ที่สำคัญบรรยกาศในการเล่าต้องเงียบสงบ ผู้ฟังก็ต้องฟังอย่างตั้งใจอีกเช่นกัน

สุดท้ายจะนำเรื่องที่เล่านั้นมาให้ผู้เข้าร่วม ร่วมกันตีความ สกัด ดึงเอาความรู้จากเรื่องที่เล่าออกมาให้ความรู้ฝั่งลึกกลายเป็นความรู้ชัดแจ้ง และนำไปปฏิบัติได้จริงต่อไป

ใช้ได้ผลดีจริงๆ หรือ

เค้าว่ากันว่าเรื่องเล่าเป็นเครื่องมืออันทรงพลังอย่างหนึ่งที่ทำให้สามารถดึงเอาความรู้ฝังลึกออกมาจนกลายเป็นความรู้ชัดแจ้ง

ถ้าถามตัวสี่ว่าจริงไหม สี่ไม่ทราบค่ะ แต่สี่ว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะถ้าเราฟังอย่างตั้งใจไม่มีอคติใด และผู้เล่า ก็เล่าได้ชัดเจน เห็นภาพจนนึกตามได้ ก็น่าที่จะสามารถดึงอะไรดีๆ ออกมาได้ โดยเฉพาะเมื่อร่วมด้วยช่วยกันหลายๆ คน

ตัวอย่างเช่น

เล่าเรื่องง่ายๆ อย่างการทอดปลา (ง่ายไปรึเปล่า) ทฤษฎีจะบอกว่าต้องทอดปลาตอนน้ำมันร้อนจัด คำถามคือ อะไรล่ะที่เรียกว่าน้ำมันร้อนจัด ต้องใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดรึเปล่า

แต่หากเป็นเรื่องเล่า ผู้เล่าอาจจะเล่าว่า "จะต้องนำปลาลงกะทะเมื่อน้ำมันเดือดปุดๆ หรือบางคนบอกว่าทอดเมื่อสังเกตเห็นควันลอยขึ้นมาจากกะทะ" เหล่านี้เป็นต้น

และเมื่อร่วมกันสกัดออกมา จะได้ว่า ควรนำปลาลงทอดในกะทะเมื่อน้ำมันร้อนจัด สังเกตได้จากน้ำมันเดือดปุดๆ หรือ มีควันลอยขึ้นมา

สรุปก็คือความรู้ชัดแจ้งเดิมก็ยังรู้ แต่ได้ความรู้ใหม่ขึ้นมา นั่นคือ วิธีการสังเกตน้ำมันร้อนจัดเหมาะแก่การทอดปลา โดยไม่ต้องใช้เทอร์โมมิเตอร์ แต่เรื่องน้ำมันนั้นไม่ยืนยันค่ะว่าถูก เพราะสี่ไม่ค่อยถนัดงานครัว

ผลการทบทวน

เมื่อคิดทบทวนจนแน่ใจว่าเรื่องเล่า เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมชิ้นหนึ่งแล้ว กลับเกิดปัญหาว่า เมื่อไม่ได้ทำทุกวัน ไม่ว่างพอมานั่งจับกลุ่มคุยหรอกนะ แล้วบางทีวันที่คุยก็หมดมุขที่จะเล่าแล้วด้วย ดังนั้นก็แสดงว่าไม่ได้ฝึกฝนทุกวัน แล้วมีวิธีไหนบ้างที่ได้ฝึกทุกๆ วัน??

นึกย้อนถึงงานเขียนของท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ ท่านเคยชี้แนะว่า "เรื่องเล่านั้นมีทั้งทางวาจา และ การเขียน" ดังนั้นหากนำบล็อกมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำเรื่องเล่าก็น่าจะได้ เพราะ

เหตุผลของการนำบล็อกมาเป็นส่วนหนึ่งของ storytelling

  • ต้องตั้งประเด็น                              ---->ได้แน่นอน เจ้าของบันทึกต้องตั้งประเด็นชัดเจนในใจอยู่แล้ว ว่าอยากเล่าความสำเร็จเรื่องใด หรือเรื่องไม่สำเร็จ หรือสำเร็จครึ่งเดียว หรือรอสำเร็จ หรือเรื่องเศร้าก็ยังได้
  • ต้องมีการรวมกลุ่ม                          ---->สบาย เพื่อนสมาชิกเต็มไปหมดเลย น่าจะพอมีใครสักคนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบ้างน่า
  • เขียนเรื่องเล่า ในลักษณะเรื่องเล่าที่ดี  ---->อันนี้ยากหน่อย เพราะต้องเขียนให้มีตัวละครครบถ้วน คงบรรยากาศ คงคำพูดเอาไว้ แต่ต้องไม่ตีไข่ใส่สี แถมต้องคงไว้ซึ่งสุนทรียสนทนาอีกด้วย

การเล่าออกมาด้วยคำพูดอาจจะง่ายกว่า เพราะผู้เล่าสามารถทำเสียงเล็กเสียงน้อย และใช้ท่าทางประกอบได้อีกด้วย เมื่อต้องมาเขียนในบล็อกแทนนั้น อาจจะยากและตันอยู่สักหน่อย

ความคิดส่วนตัว อัดเสียงและถอดเทป (ยุ่งยาก) หรือ แอบเขียนที่ลับตาคนหน่อย และเริ่มเล่าออกเสียง ทำเสียงเล็กเสียงน้อย และบันทึกไปด้วย หรือ เล่าเหมือนเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง หรือเขียนเล่าเหมือนว่าคอมพิวเตอร์ข้างหน้าคือเพื่อน และกำลังตั้งวงนินทาเจ้านาย (เริ่มเสียวหลัง)

ทั้งหมดทั้งมวลที่คิดอาจจะไม่ได้ช่วยให้ อะไรดีขึ้นได้ เพราะนี่คือการฝึกฝน เป็นเรื่องส่วนบุคคลเหมือนกับที่ครั้งแรกๆ หลายคนคงเล่าไม่ได้นั่นเอง แต่เมื่อทำบ่อยๆ หลายๆ ครั้ง ความชำนาญก็เกิดกลายเป็นความรู้ฝั่งลึกขึ้น

ใช่แล้วค่ะ หากสมาชิกท่านใดชำนาญเรื่องการเขียนเรื่องเล่า ถ่ายทอดต่อบ้างสิค่ะ ว่าต้องทำอย่างไร สี่จะเข้าไปช่วยตีความและสกัดออกมาค่ะ ^_^

  • สรุปปิดท้ายเรื่องเล่าสักนิด เจ้าของบันทึกอาจจะเป็นผู้ตีความทิ้งไว้ ว่าตนเองคิดอะไร ได้อะไรบ้างจากเรื่องนี้ หรืออาจจะเป็นคำคมเด็ดๆ และเชิญชวนให้สมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นว่าได้อะไรจากเรื่องที่อ่านไปบ้าง    จากนั้นก็กดบันทึก และรอคอยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะตามมา
  • ขั้นตอนต่อจากนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเจ้าของบันทึกจะต้องพยายามกระตุ้นและชักชวนให้ผู้อ่านร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากเรื่องเล่า ด้วยสุนทรียสนทนาอีกเช่นกัน พูดเหมือนง่าย แต่ไม่ง่ายเลยจริงๆ 
  • สุดท้ายเจ้าของบันทึกต้องค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ตีความ ออกมา จากความคิดเห็นที่ทุกๆ คนเขียนเอาไว้  เพื่อจะต่อยอดความรู้ นำไปสู่ความรู้ชัดแจ้ง และการปฏิบัติจริงได้

ประโยชน์เพียงผู้เขียน ??

จากทั้งหมดที่พยายามคิดนั้น อาจจะบอกว่ามีประโยชน์กับเจ้าของเรื่องเล่าเท่านั้นหรือ ??

คำตอบคือ ไม่จริงค่ะ ผู้อ่านก็ได้ประโยชน์เช่นกัน ผู้อ่าน ต้องอ่านโดยใช้สุนทรียสนทนา อ่านอย่างตั้งใจ ไม่ตีความ ไม่ตัดสินถูก-ผิด อ่านจนจบ ตั้งสติ และถามตนเอง ได้อะไรจากเรื่องนี้ ค่อยๆ ตีความ และสกัดออกมา พร้อมทั้งถ่ายทอดเอาไว้ในช่องแสดงความคิดเห็น

และสำหรับบางท่านอาจจะต่อยอดไปจนถึงการเปิดบันทึกใหม่เพื่อต่อยอดความรู้เหล่านี้ และจะดียิ่งขึ้น ถ้าลิงก์กลับไปหาแรงบันดาลใจของคุณด้วย เพราะจะได้เพิ่มวงของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะสร้างวงของเรื่องเล่าเร้าพลัง ขึ้นมาภายในบล็อกก็เป็นได้

และทั้งหมดทั้งมวลก็คือความคิดของเด็กเริ่มศึกษาคนนี้ ไม่รู้ว่าจะหลงประเด็น หรือเปล่า แต่พร้อมรับฟังทุกๆ ความคิดเห็นค่ะ โปรดอย่าปล่อยให้หนูเข้าใจผิด รบกวนทุกๆ ท่านช่วยกันตบๆ ความคิด  ความเข้าใจของสี่ให้ถูกต้องด้วยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

อ้างอิง

หนังสือการจัดการความรู้ ฉบับนักปฏิบัติ โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

หนังสือ KM วันละคำ  โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

หนังสือ ผู้บริหารองค์กรอัจฉริยะ ฉบับบนักปฏิบัติ โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

และเนื้อหาสาระมากมายที่ได้ศึกษาผ่านบล็อกของสมาชิก GotoKnow.org ทุกๆ ท่าน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ storytelling