คลี่พิมพ์เขียว.....
เซาท์เทิร์นซีบอร์ด!!!
Source - แนวหน้า (Th) กรุงเทพฯ--18 มี.ค.--แนวหน้า
Wednesday, March 18, 2009 09:59 28744 XTHAI V%PAPERL P%NND
ในยุครัฐบาล "พรรคประชาธิปัตย์" ที่มีฐานเสียงหลักในภาคใต้ทำให้มีการคาดกันว่าโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้หรือการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรืออุตสาหกรรมในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้หรือ.....
"เซาท์เทิร์นซีบอร์ด"!!!ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2536 ภายใต้แผนแม่บทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทย อาจก่อร่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยมีเป้าหมายพื้นที่ที่ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราชล่าสุดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้(เซาท์เทิร์นซีบอร์ด)ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่พิจารณาเสนอแนะนโยบายแผนงาน โครงการและมาตรการต่อ ครม.ในการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้และประสานการบริหาร กำกับดูแลการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ในภาพรวมทั้งระบบรวมทั้งกำกับดูแลและเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและการพัฒนากิจกรรมต่างๆให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน
ขณะที่ความเคลื่อนไหวใน จ.นครศรีธรรมราช ก็เป็นไปอย่างเข้มข้น โดยเมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา ที่ศาลาประชาคม อ.สิชล การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.)ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน ต.ทุ่งปรัง อ.สิชล มีชาวบ้านเข้าร่วมกว่า 300 คน ซึ่งแม้ว่าเวทีนี้จะ "ล่ม" เพราะชาวบ้านคัดค้านจนเกิดความวุ่นวายแต่ข้อมูลรายละเอียดโครงการที่นำเสนอในเวทีดังกล่าวกลับมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะ "คู่มือชาวบ้าน" เล่มที่ 1 เรื่องนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรืออุตสาหกรรมพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้(Southern Seaboard) ที่จัดทำโดย กนอ.
คู่มือเล่มนี้ระบุว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ อ.สิชลอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงานที่เป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในพื้นที่รวม 10,000 ไร่แบ่งเป็น 1.กลุ่มอุตสาหกรรมตัวนำการพัฒนา ใช้พื้นที่ 7,100 ไร่ ประกอบด้วยโรงกลั่นน้ำมันและถังเก็บ โรงแยกก๊าซ โรงงานปิโตรเคมี โรงงานเคมีภัณฑ์ 2.กลุ่มอุตสาหกรรมใช้วัตถุดิบในพื้นที่ ใช้พื้นที่ 2,700 ไร่ ประกอบด้วยโรงงานผลิตพลังงานทดแทน โรงงานผลิตภัณฑ์ยาง โรงงานแปรรูปประมง-อาหารทะเล และ 3."พื้นที่กันชน" ล้อมรอบนิคมอุตสาหกรรม ใช้พื้นที่ 200 ไร่
"เซาท์เทิร์นซีบอร์ด" มีเป้าหมายตามแผนแม่บทอุตสาหกรรมและการท่าเรือภาคใต้ คือการก่อสร้างเส้นทางเศรษฐกิจใหม่ ถนนหมายเลข 44 กระบี่-ขนอม ที่ก่อสร้างเสร็จแล้วการพัฒนาเขตนิคมอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรครบวงจรบนเส้นทางเศรษฐกิจใหม่การพัฒนาฐานอุตสาหกรรมน้ำมัน-ปิโตรเคมี พัฒนาท่าเรือน้ำลึกการพัฒนาศูนย์กลางกระจายสินค้า โลจิสติกส์ระดับโลกตอนปลายของสะพานเศรษฐกิจทั้ง 2 ฝั่งทะเล เป็นต้น
ทั้งนี้ผลการพิจารณาการตั้งทั้งพื้นที่ทำท่าเรือน้ำลึกและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพื้นที่ทำอุตสาหกรรมแปรรูป จากความเหมาะสม 3 ด้าน คือ ต้นทุนการพัฒนาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการยอมรับของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พบว่าพื้นที่ทำท่าเรือน้ำลึกและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อ.สิชล มีต้นทุนการพัฒนา 85,195 ล้านบาท ผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยอมรับมาก.....อ.ท่าศาลามีต้นทุนการพัฒนา 58,759 ล้านบาท ไม่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียค่อนข้างยอมรับขณะที่แผนแม่บทอุตสาหกรรมและการท่าเรือภาคใต้ที่นำเสนอเวทีเดียวกันได้สรุปผลการคัดเลือกพื้นที่ทางเลือกเพื่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมที่เหมาะสมทางด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม ตามลำดับดังนี้.....1.บ้านคอเขา ต.ทุ่งปรัง อ.สิชล 64.16 คะแนน
2.บ้านบางสวนต.กลาย อ.ท่าศาลา 61.67 คะแนน
3.บ้านทุ่งไสย อ.สิชล 57.50 คะแนน
4.บ้านหน้าด่าน อ.ขนอม 45.55 คะแนน
5.บ้านอ่าวท้องแฝงเภา อ.ขนอม 41.94 คะแนน
ส่วนพื้นที่ทำอุตสาหกรรมแปรรูป อ.นาบอน มีต้นทุนการพัฒนา 5,571 ล้านบาทไม่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยอมรับมาก.....อ.บ้านนาเดิมมีต้นทุนการพัฒนา 9,036 ล้านบาท มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูงและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ยอมรับ
ส่วนในเอกสารคัดย่อรายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 3 โครงการศึกษาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ที่นำเสนอในเวทีเดียวกัน ระบุพื้นที่ทางเลือกในการตั้งพื้นที่ทำอุตสาหกรรมแปรรูปเฉพาะใน จ.นครศรีธรรมราชเท่านั้น โดยระบุว่า.....+ ทางเลือกที่ 1 ต.ทุ่งปรัง อ.สิชลพื้นที่ 19,000 ไร่ เป็นที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ ลาดลงทะเลอ่าวไทย มีท่าเรือและพื้นที่ประกอบการอุตสาหกรรมบริเวณบ้านคอเขา ต.ทุ่งปรัง+ ทางเลือกที่ 2 บ้านบางสาน ต.กลาย อ.ท่าศาลา พื้นที่ 19,000 ไร่ เป็นที่ราบลุ่มถมที่เพิ่มให้สูงกว่าระดับน้ำทะเล 50 เซนติเมตร สร้างแนวป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง 25 กิโลเมตร จาก ต.กลาย-ต.ทุ่งปรัง ใช้งบ 1,200 ล้านบาท มีพื้นที่หลังท่ากว้างกว่า 10,000 ไร่+ ทางเลือกที่ 3 ต.แก้วแสน อ.นาบอน พื้นที่ก่อสร้าง 5,500 ไร่เป็นที่ราบลุ่มใหญ่ ต้องตัดถนนและทางรถไฟสร้างทางรถไฟคู่จากสถานีสุราษฏร์ธานี-บ้านนา 29 กิโลเมตรต้นทุนก่อสร้างถนนและทางรถไฟจากนาบอน-ท่าศาลา 3,720 ล้านบาท หรือจากนาบอน-สิชล 5,650 ล้านบาท ต้นทุนพัฒนาแหล่งน้ำอีก 2,542 ล้านบาท
ในเอกสารชุดเดียวกัน ระบุพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทั้ง 2 พื้นที่โครงการดังกล่าวใน 4 อำเภอใน จ.นครศรีธรรมราช ได้แก่ อ.นาบอน ช้างกลาง ท่าศาลา และสิชล รวม 13 ตำบล 155 หมู่บ้าน ประชากร 115,840 คน รวม 32,676 ครัวเรือนนี่คือ "พิมพ์เขียว"บางส่วนของโครงการ "เซาท์เทิร์นซีบอร์ด"ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าของภาคใต้ได้ตามแผนที่วางไว้หรือไม่ก็อยู่ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลายว่าจะร่วมกันให้ความเห็นและกำหนดอนาคตภาคใต้ให้ไปอย่างที่มีการนำเสนอหรือไม่เท่านั้น
วิโรจพันธ์ อนันต์ภิรมย์รื่น--จบ--
ขอขอบพระคุณ คุณทรงวุฒิ ที่ กรุณารวมรวมข้อมูลที่สำคัญเหล่านี้เอาไว้ เพราะผมว่ามันจะพลิกประวัติศาสตร์ ของเมืองนคร เราเลยทีเดียว
โดยส่วนตัวผมค่อนข้างเห็นด้วยที่จะมีนิคมอุตสาหรรมในเมืองนครฯ แน่นอนเพราะเงื่อนไขด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แต่ ย่อมขัดกับ ความต้องการที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามและมีความบริสุทธิืื ์์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มัน ต้องอยู่ที่คนบ้านเราจะเห็นเป็นอย่างไร และ ต้องดูว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด มีความสอดคล้องกับสิ่งที่ รัฐ วางแผนไว้หรือไม่ ซึ่งถ้ามีความขัดแย้งกัน ผมว่า ท่านผู้ว่า ฯ น่าจะเป็นต้องมีส่วนประสานให้เกิดความสอดคล้องในเชิงนโยบายเสียก่อน ไม่เช่นนั้น การพูดจา หรือ ประชุมก็ดี ก็จะไม่ีมีทิศทางที่ชัดเจน
น่าทำประชาพิจารณ์ในจังหวัดดูนะครับ เอาให้เป็นเรื่องใหญ่เลยครับ ผมว่าดี
สำหรับผม ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้เท่าไหร่ครับ เพราะว่านิคมอุตสาหกรรม สร้างการรวยกระจุกแต่จนกระจาย เฉพาะที่มาบตาพุด น่าจะเพียงพอ สำหรับการพัฒนาประเทศ
เห็นด้วยกับ คห.1 นะ อย่าเพิ่งต่อต้าน คัดค้านกันไปซะก่อน
ถ้าหากมีการก่อสร้างที่อื่นมาจริงๆ ที่เหล่านี้เป็นแหล่งสร้างงานสร้างรายได้ คนในนครซิที่จะสูญเสียโอกาศเหล่านี้ไป มัวแต่กลัวกันไปก่อนซะอย่างนี้
นานาน จิตตัง ครับ สำหรับผม ไม่ยอมเสียสละ และย้ายออกจากพื้นที่อยู่แล้ว ค้านสุดฤทธิ์ ถ้าเป็นคุณ จะย้ายออกจากพื้นที่ไหม พี่น้อง เถือกเขา ความคุ้นเคย และ ความรัก เราอยู่ที่นี่
ผมว่า คุณทรงวุฒิ พัฒแก้ว
คงต้องยกเลิกคำว่า นักวิชาการอิสระได้แล้วล่ะครับ
เพราะจากที่คุณตอบกระทู้ว่า ค้านสุดฤทธิ์ คงไม่ใช่วิถีทาง ของนักวิชาการที่เค้าทำกัน
คุณบอกว่า คุณไม่ออกจากพื้นที่แน่นอน ใช่สิ คุณมีงาน มีเงิน มีแหล่งทำมาหากินแล้ว
คุณไม่คิดบ้างเหรอครับว่าลูกหลาน คนรุ่นหลังที่ พ่อแม่ ในพื้นที่ ที่คุณกล่าวถึง เค้าก็ส่งลุกหลาน
ไปเรียนสูงๆ เรียนวิศวะ กลับมาอยู่บ้าน อยู่ท่าศาลา คุณไม่คิดว่า เค้าจะต้องตกงานเหรอครับ
เห็นบ้างไม๊ครับว่า เค้าก็ต้องเสียสละ ทิ้งบ้านเกิดที่เค้ารัก เพื่อไปทำงาน ตามวิชาชีพที่เค้าได้เรียนมา ตาม ความต้องการที่พอ่แม่เค้าอยากให้เรียน
งั้น คุณ ก็คงต้องไปบอกให้พ่อแม่ หยุดส่งลูกๆ ไปเรียนครับ
ให้กลับมาทำประมง ทำเกษตร อยู่กับบ้านครับ
คุณภาพชีวิตจะได้สูงขึ้นเรื่อย
ผมก็เป็นคนนคร รักนคร มากครับ อยากเห็นนครพัฒนาไปมากกว่าที่เป็นอยู่ และพัฒนาไปตามศักยภาพ
หากคุณ เป็นคนที่คัดค้านโครงการนี้ ผมก็ ขอยอมที่จะ สนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่เหมือนกัน และผมคิดว่าคนนครศรีฯ ส่วนใหญ่ ก็คิดเหมือนกันกับผม
ทุกคนมีอิสวะทางความคิด เราคงไม่ต้องคิดแทนทั้งหมด
อยากให้ศึกษาเพิ่มิกนิดว่า ที่มาบตาพุดจ้างงานกี่คน และ ต้องจบอะไรมาจึงได้ทำงาน
ไม่ใช้เรียนสูง แล้วเห็นแก่ตัว จบอะไนมาทำงานได้หมด หรือ แค่อยากทำงานแล้ว เอาชีวิต ของประชาชน เป้นเดิมพัน อยากให้มองคนที่อยู่ในพื้นที่ด้วยครับ เราอยากทำงาน แล้ว ให้พี่น้องเรา ย้านถิ่นฐานไปทำงานอะไรครับ
ผมอยากแลกเปลี่ยน ทัศนะและมุมมองครับ