โดยเฉพาะนำมาเกี่ยวข้องกับบล็อก ว่าบล็อกนั้นสามารถที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเหล่านี้ได้หรือไม่

เกริ่นนำ

การจัดการความรู้ หรือ KM   นั้นเชื่อว่าหลายๆ ท่านรู้จักกันเป็นอย่างดี

ช่วงที่ผ่านมาพยายามจะศึกษาเรื่องนี้ และยังศึกษาเกี่ยวกับเครื่องมือต่างๆ ที่สามารถก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างเช่น เรื่องเล่าเร้าพลัง AAR สุนทรียสนทนา  CoP และอื่นๆ

โดยเฉพาะนำมาเกี่ยวข้องกับบล็อก ว่าบล็อกนั้นสามารถที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเหล่านี้ได้หรือไม่

ผลการศึกษา

จากการพยายามศึกษาพบว่าจริงๆ แล้วการเขียนบล็อก เขียนอนุทิน ถามตอบและอื่นๆ นั้น สามารถทำให้เนียนเข้ากับเครื่องมือต่างๆ ข้างต้นได้ แต่ต้องประยุกต์กันนิดหน่อย

อธิบายมาสิ

วันนี้จึงอยากจะทบทวนตนเองอีกสักครั้ง เพียงแต่อยากขอความกรุณาจากสมาชิกของ GotoKnow.org ทุกท่าน ช่วยแนะนำ แลกเปลี่ยนว่าสิ่งที่คิดที่เขียนนั้นถูกต้องบ้างหรือไม่ อย่างไร เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป

สุนทรียสนทนา

เริ่มกันที่สุนทรียสนทนาเนื่องจากเหมือนเป็นเครื่องมือหลัก และเครื่องมือชิ้นแรกที่จะสามารถนำไปสู่เครื่องมืออื่นๆ จริงๆ แล้วถ้าให้ดีสุนทรียสนทนาควรที่จะเนียนไปกับทุกๆ อย่างในชีวิตประจำวัน

การสนทนานั้นมีทั้งการสื่อสารผ่านการพูดจากันโดยตรง และ การสื่อสารผ่านการเขียน

หากสุนทรียสนทนา คือ การที่เราฟังอย่างตั้งใจ และพูดจาอย่างสุภาพ สนับสนุนหรือโต้แย้งเรื่องต่างๆ โดยผ่านกระบวนการคิด กลั่นกรอง เรียบเรียงถ้อยคำออกมาให้สละสลวย ปราศจากอคติ อารมณ์ และใช้เหตุผลเป็นที่ตั้งแล้วล่ะก้อ

เราก็น่าจะสามารถนำกระบวนการนี้มาใช้ในบล็อกได้เช่นกัน

เมื่อประยุกต์เขียนในบล็อก

ก่อนอื่นต้องแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อ่านและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือ กลุ่มที่เขียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือ กลุ่มที่ทั้งอ่านและเขียนรวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้

กลุ่มที่เขียน

  • ต้องตั้งประเด็นชัดเจนในใจว่าวันนี้อยากเขียนเรื่องอะไร
  • ตั้งสติก่อนสตาร์ท
  • เริ่มเขียนบรรยายลงบันทึก จะเป็นลักษณะของเรื่องเล่าเร้าพลัง หรือ AARงาน หรือ บรรยายสิ่งที่รู้ กิจกรรม ความประทับใจ ประสบการณ์ก็ตามแต่ หากแต่ต้องมีสติขณะเขียนด้วย
  • เขียนโดยใช้ถ้อยคำสุภาพ กลั่นกรอง ตีความและร้อยเรียงออกมาจากใจ และพยายามเขียนจากความเข้าใจ 
  • เนื้อหาที่เขียนอาจจะมีส่วนเกริ่นนำเล็กน้อยพอให้คนอ่านเข้าใจว่ากำลังจะอ่านเรื่องอะไร ตามด้วยเนื้อหาหลักๆ และอาจจะสรุปทิ้งท้ายสักเล็กน้อยตามความเข้าใจของตนเอง
  • เมื่อเขียนเสร็จอ่านทบทวนอีกครั้ง ถามตัวเองอีกสักหนว่าที่เขียนไว้เข้าใจหรือไม่ อย่างน้อยถึงใครไม่เข้าใจ ขอให้ตนเองเข้าใจก็ยังดี
  • จากนั้นก็กดบันทึก และหมั่นมาตรวจสอบความคิดเห็นในบันทึกที่เขียนไว้

เป็นอันเรียบร้อย

กลุ่มที่อ่าน

  • ตั้งสติก่อนอ่าน
  • ละทิ้งอคติทั้งมวล บอกตนเองว่าจะอ่านอย่างตั้งใจ จะไม่ตัดสิน หรือ ตีความใดๆ ก่อนอ่านจบ จากนั้นจึงเริ่มอ่าน
  • เมื่ออ่านจบตั้งคำถามกับตัวเองว่าได้อะไรจากเรื่องที่อ่าน คิดเห็นเหมือนหรือแตกต่างจากเจ้าของบันทึก อย่างไร
  • หากเป็นไปได้เขียนสิ่งที่คุณคิด ตีความได้ จากเรื่องที่อ่าน เพื่อแลกเปลี่ยนกับเจ้าของบันทึกและสมาชิกท่านอื่นๆ 

เป็นอันเรียบร้อย

กลุ่มที่ทั้งเขียนและอ่าน

  • ต้องใช้กระบวนการทั้งหมดรวมกัน

เป็นอันเรียบร้อย

เมื่อต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้

สำหรับทุกกลุ่มนั้น กระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้เป็นเรื่องสำคัญ และควรนำสุนทรียสนทนามาใช้ เมื่อจะมีการแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นเกิดขึ้น อาจจะมีทั้งสนับสนุนและโต้แย้ง หากแต่ทุกอย่างต้องผ่านการกลั่นกรอง ตีความ เรียบเรียงด้วยการใช้ภาษาสุภาพ ไม่ก้าวร้าว ไม่อวดเบ่งบารมีว่าตนเก่งเหนือใคร และโดยเฉพาะเว้นจากอารมณ์ทั้งหลาย เพราะอาจจะทำให้สูญเสียโอกาสแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ดีได้

ตัวอย่างเช่น เจ้าของบันทึกเขียนผิด สื่อสารผิด หรือเข้าใจเรื่องราวผิด แต่ด้วยความเกรงใจ อคติจากรักทำให้แลกเปลี่ยนด้วยความชื่มชม มิโต้แย้ง เจ้าของบันทึกย่อมเสียโอกาสแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ดีและถูกต้อง ทำให้ยังเข้าใจผิดๆ แต่หากผู้อ่าน อ่านด้วยใจอคติด้านลบ ผู้อ่านเองนั่นหละ ที่จะปิดและเสียโอกาสแห่งการเรียนรู้ไป

ผู้อ่านและผู้เขียน

ดังนั้นการสื่อสารผ่านการเขียนนั้นก็เช่นเดียวกับการพูด หากว่าเราคิดแตกต่างก็บอกไป หากเห็นด้วยก็สนับสนุน แต่อย่างที่กล่าว ทุกครั้งควรผ่านกระบวนการคิดก่อน และใช้ภาษาอันสุภาพ มิเช่นนั้นแทนที่จะเป็นสุนทรียสนทนา อาจจะเป็นอย่างอื่นแทนได้

สำหรับเจ้าของบันทึกก็ควรอ่านสิ่งที่ผู้อ่านท่านอื่นๆ แสดงความคิดเห็นไว้ โดยปราศจากอคติเช่นกัน และไตร่ตรองในความคิดเห็นเหล่านั้นอย่างรอบคอบ จึงเขียนตอบไว้ อย่าละเลย เพราะเชื่ออย่างหนึ่งว่าไม่ว่าเราจะเขียนความคิดเห็นไว้ในบันทึกของใครก็ตาม ก็อยากที่กลับไปอ่านอีกสักครั้งว่าอีกฝ่ายตอบว่าอะไร ดังนั้นขั้นตอนนี้ก็จัดว่าเป็นสุนทรียสนทนาเช่นกัน

สุนทรียสนทนาในทุกๆ แห่ง

ไม่เพียงแต่ในบันทึกเท่านั้น หากอีกหลายๆ ที่ก็สามารถนำสุนทรียสนทนาไปใช้ได้เช่นกัน เช่น อนุทิน

หากใครเคยแวะเวียนเยี่ยมเยียนอนุทินกันอยู่บ้างอาจจะเคยเห็นว่าบางครั้งความรู้ต่างๆ ถูกแลกเปลี่ยนไว้ด้วยการใช้สุนทรียสนทนาเช่นกัน

นอกจากนี้ยังสามารถนำออกไปใช้ในชีวิตประจำวันให้เนียนไปกับการดำเนินชีวิตของเราได้

GotoKnow.org

หลายท่านคงบอกว่าไม่เห็นจะมีอะไรแปลกเลยก็ทำอย่างนี้เป็นประจำอยู่แล้ว ไม่ต้องบอกก็ได้

ใช่ค่ะ  ใน GotoKnow.org ของเรานั้นใช้สุนทรียสนทนาเป็นหลักอยู่แล้ว แต่อยากเรียนว่า ความจริงแล้วโลกไซเบอร์แห่งนี้ยังมีอีกหลายที่ที่สื่อสารกัน โดยไม่ได้ใช้สุนทรียสนทนากันเลย บางครั้งถ้าท่านได้มีโอกาสแวะไปอาจจะสะดุ้งกับการสนทนาเหล่านั้นได้

เพราะฉะนั้นจึงรู้สึกโชคดีที่โลกเสมือนแห่งนี้ ทุกท่านมีสุนทรียสนทนาอยู่ในใจ

สุดท้าย

อยากรบกวนขอคำชี้แนะจากทุกท่าน ว่าสิ่งที่เด็กเริ่มศึกษาคนนี้เขียนไว้นั้นถูกต้องหรือไม่ หรือจริงๆ แล้วกำลังหลงประเด็นอยู่

ขอความกรุณาด้วยค่ะ

อ้างอิง

หนังสือการจัดการความรู้ ฉบับนักปฏิบัติ โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

หนังสือ KM วันละคำ  โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

หนังสือ ผู้บริหารองค์กรอัจฉริยะ ฉบับบนักปฏิบัติ

และเนื้อหาสาระมากมายที่ได้ศึกษาผ่านบล็อกของสมาชิก GotoKnow.org ทุกๆ ท่าน และอ่านเพิ่มเติมได้ที่ สุนทรียสนทนา

ปล.การอ้างอิงอาจจะไม่ถูกหลักต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วยค่ะ