ลองอ่านข้อความนี้ก่อนนะครับ "คนในชุมชนจะไม่รู้สึกว่าถูกกดทับโดยโครงสร้างทางสังคม เมื่อไม่รู้สึกว่าถูกกดทับ ความรู้สึกเป็นอิสระจากโครงสร้างทางสังคมก็เกิดขึ้น ทำให้ความมั่นใจของคนในชุมชนจะฟื้นคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ตัวความมั่นใจในตัวเองของคนในชุมชนนี่เอง เป็นเป้าหมายสุดท้ายของการฟื้นฟู และเป็นพื้นฐานสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งตนเองของชุมชนและคนในชุมชนได้" เป็นบางตอนจากบันทึก เครือข่ายความรู้เพื่อการฟื้นฟูชุมชน (ตอนที่ 2) โดย คุณสวัสดิ์ พุ้มพวง ที่ Blog Participative Learning

     ที่นำมาให้อ่านเพราะรับรู้ได้ว่าผู้เขียนพยายามบอกเป้าประสงค์ ของเส้นทางเดินชีวิตตนเอง (Goal of Life) โดยแนบเนียนเข้าไป แต่วิธีการที่ท่านลงมือทำหากพิจารณาโดยเนื้องานจากแตกต่างจากที่ผมทำอยู่อย่างชัดเจน ยิ่งเมื่อผู้เขียนได้ต่อสายโทรศัพท์ถึงผมทันทีที่ตีพิมพ์ เพื่อ ลปรร.กัน ผมเข้าใจเลยว่าไม่แตกต่างกัน และมองเห็นซึ่งกันและกันเป็นอย่างดีด้วย ส่วนหนึ่งก็ผ่านทาง GotoKnow.Org นี้แหละครับ ที่ต่างคนต่างเสพงานของกันละกัน จนได้พบเพื่อนร่วมทาง บ้านผมเรียกว่าพบ “เกลอ” ทางความคิด

     ผมเชื่อตนเองมาตลอดครับว่า ผมไม่ได้คิดอะไรฟุ้งซ่าน คิดอยู่คนเดียว และเลือกที่จะรอว่าเมื่อไหร่...จะมีคนที่คิดไปในวิถีเดียวกัน กล้าพอที่จะเปิดเผยตัวตนออกมาด้วย จนผมมาเจอบันทึกแรกของท่าน ต่อมาก็พบกับสายตาคู่ที่จ้องมองผม ณ เวทีคุณอำนวยบ้านผู้หว่าน ถัดไปด้วยการทำสุนทรียสนทนากันช่วงพักรับประทานอาหารว่าง มาถึงเสียงที่พูดคุยกัยทางโทรศัพท์เมื่อสักครู่ และจนมาถึงบันทึกนี้ ในส่วนของข้อความที่ผมคัดมาลงซ้ำไว้ในตอนต้นของบันทึกนี้

     ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าคนมีชีวิตมาได้ มีการสืบทอดเผ่าพันธุ์มาได้ เพราะมีกระบวนการอะไรบางอย่าง ที่เรียกในปัจจุบันว่า “การจัดการความรู้” ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ “มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ” เป็น “อิสระไร้รูปแบบ” ต่อมาได้ถูกละเลยไปมากจริง ๆ ไม่อยากโทษอะไร ส่วนหนึ่งก็เกิดจากระบบการศึกษา (ในระบบ) นี่แหละ ที่เรียกว่ายิ่งเรียนก็ยิ่งสร้างพันธนาการให้แก่ตัวเอง ให้แก่ชุมชน สังคม มีกรอบเต็มไปหมด ทีนี้โอกาสเหล่านี้มีอย่างจำกัด ทำให้มีคนอีกเยอะมากที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ คนเหล่านั้นก็ถูกเรียกว่า “ผู้ไม่รู้” ตัวเองที่มีการการันตีจากสังคมก็ถูกเรียกว่า “ผู้รู้” หรือ “นักวิชาการ” หรือ ฯลฯ ตามแต่จะเรียก

     สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ระบบการศึกษาที่ปฏิเสธภูมิรู้ตามธรรมชาติของชาวบ้าน ที่ไม่มีวุฒิการศึกษา แม้ในปัจจุบันได้พยายามทบทวน นึงถึงเขามากขึ้น แต่ก็ยังเป็นไปแบบแบ่งชั้น แยกส่วน หาได้มองแบบเป็นส่วนหนึ่งที่เนียนอยู่ในสังคมไม่ แต่ที่เขียนมานี้โดยส่วนตัวไม่ได้บอกว่าระบบการศึกษาไม่สำคัญ และผมปฏิเสธ เพียงแต่จะพูดในประเด็นว่า “ความรู้มีหลายอย่าง หลากหลาย” การเคารพกัน ให้เกียรติกัน ว่าใคร ๆ ก็รู้เป็นสำคัญ แต่สิ่งที่รู้นะไม่เหมือนกัน เติมเต็มให้กันได้ไม่อั้นด้วย อย่างคำหนึ่งที่ผมใช้บ่อย ๆ สำหรับตัวเองคือ “ยิ่งได้ ลปรร.เราเหมือนยิ่งโง่ลงทุกวัน” เพราะพบว่าที่เราไม่รู้นะแต่คนอื่นรู้ มีอีกเยอะมากจริง ๆ ในสังคมนี้ แต่ก็ไม่มีเป้าหมายหรอกว่าจะต้องรู้เท่าไหร่ เพียงแต่เมื่อได้รู้ก็ได้นำมา ลปรร.ต่อ หมุนวน วนเกลียวต่อ เพื่อก่อเกิดความรู้ใหม่ไปเรื่อย ๆ รายทางใครใคร่นำไปใช้ก็นำไป ตามแต่ที่จะปิ้ง (get) เอาไปได้

     การขับเคลื่อนชีวิตที่ท่านทำอยู่ผมจึงมองว่าเป็นอีกลักษณะหนึ่ง แตกต่างจากผมไปแน่ เพราะเรารู้ไม่เหมือนกัน ถนัดไม่เหมือนกัน แต่เป้าหมายปลายทางไม่แตกต่างกันเท่าไหร่นัก คือ การยกระดับศักดิ์ศรีของคน ให้มั่นใจในตนเองขึ้น เมื่อมั่นใจแล้วก็จะลุกขึ้นมาจัดการกับชีวิตตนเองได้อย่างอิสระ เป็นการพึ่งตนเองได้อย่างอิสระ แล้วจะยั่งยืนจริง ๆ เพราะพึ่งทุกอย่างจากตัวเอง จะเป็นชีวิตที่พอเพียง นำไปสู่ชุมชนและสังคมที่พอเพียง ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงกล่าวย้ำในหลายครั้งหลายโอกาส อันนี้เป็นไปได้แน่

     แต่ผมมองที่พื้นฐานสุด ๆ คือตอนนี้คน (ในสังคมนี้) ได้มั่นใจในตนเองว่าเป็นหนึ่งในผู้รู้ (ไม่มีคำว่ารู้น้อยรู้มาก มีแต่เพียงว่ารู้แตกต่างกัน) พร้อมหรือยังที่จะลุกขึ้นมาทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนกัน เพื่อวิถีชีวิตของตนเองที่พอเพียง ไร้พันธนาการ เป็นอิสระอย่างแท้จริง แล้วก็ไม่ต้องวิ่งหารูปแบบอะไรที่ไหนเลย รูปแบบตามแต่ตัวตนของเราเองนี่แหละ อย่างนี้จึงเป็น “อิสระอย่างไร้รูปแบบ” แล้วความสุขในชีวิตก็จะอยู่แค่เอื้อม คิดว่าอย่างนั้น

     ปล.ผมเองก็ยังไม่ได้หลุดอะไรมากมาย เพราะการจะไปถึงที่หมายนั้นได้ ต้องไปพร้อม ๆ กัน จึงยังลุกขึ้นมาดำเนินการอะไรที่ดูจะแปลก ๆ ไปบ้างเสมอ ๆ เพียงเพื่อหวังจะไปให้ถึงที่ว่านั่นครับ หากผมไปไม่ทันก็ไม่เสียใจอะไร เรียกว่าช้า ๆ หน่อย ก็ขอให้เห็นว่ากำลังจะเป็นไปได้ (ยิ้ม ๆ แค่ระบาย ไม่ได้เครียดอะไรนะครับ)