ผมและทีมงานเพียงไม่กี่คนเดินทางมาถึงค่ายของสโมสรนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ในราวๆ ๑๓ นาฬิกาเศษของวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๒
ค่ายดังกล่าวนี้มีชื่อว่า “ค่ายจิตอาสาสร้างห้องสมุดและการส่งเสริมสุขภาพ” ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่ ๑๔-๑๖ มีนาคม ๒๕๕๒ ณ โรงเรียนบ้านโสกแต้ ตำบลพรสำราญ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
ก่อนหน้านี้สักประมาณเดือนเศษๆ ผมเคยได้รับเกียรติจากทางคณะพยาบาลศาสตร์ด้วยการเชิญให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องกิจกรรมต่างๆ ให้นิสิตฟัง และครั้งนั้น ผมก็หยิบยกเรื่อง “จิตอาสา” หรือจิตสำนึกสาธารณะมาบอกเล่าอย่างเข้มข้น พร้อมๆ กับการผูกโยงเรื่องอุดมคติของคนหนุ่มสาวให้พวกเขาได้รับฟัง โดยเริ่มจากจิตร ภูมิศักดิ์ ครูบ้านนอก เขาชื่อกานต์ โกมล คีมทอง และกลุ่มที่เคยเคลื่อนไหวในช่วง ๑๔ ตุลา ๑๖ และ ๖ ตุลา ๑๙ ...


แต่เชื่อไหมว่า,...
พวกคนเหล่านั้น พวกเขาแทบไม่คุ้นชินเลยก็ว่าได้ เกือบทั้งหมดล้วนแล้วแต่บอกกล่าวว่าไม่เคยดู ไม่เคยอ่าน ไม่เคยเห็นในสื่อต่างๆ เท่าใดนัก ยกเว้นครูบ้านนอกเท่านั้นที่ดูพอจะคุ้นหูมาบ้าง
ถึงกระนั้นก็เถอะ ผมไม่ถึงกลับแปลกใจหรือตกใจในเรื่องนี้เท่าใดนัก เพราะพยากรณ์ไว้แล้วว่า จะออกมาในทำนองนี้ จึงได้แต่ข้ามไปสู่ตัวอย่างใหม่ว่า “หมอเจ็บล่ะ..เคยดูบ้างมั๊ย”
“เคยดู..ตลกมาก..ชอบมาก”
เท่านั้นแหละครับ นิสิตคณะพยาบาลฯ ที่นั่งฟังบรรยายอยู่นั้น ขานรับเป็นเสียงเดียวกันว่า

ก็ธรรมดาแหละครับ, พูดกับคนในยุคนี้ ตัวอย่างก็ต้องตรงกับรสนิยมของพวกเขา และมีความเป็นปัจจุบันที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ซึ่งผมก็ได้บอกกล่าวแต่เพียงว่า เรื่องนี้สะท้อนภาพอุดมคติของคนหนุ่มสาวที่มีอุดมการณ์ได้อย่างน่าสนใจ (นะ) ...เป็นนักศึกษาแพทย์ที่พร้อมจะอุทิศตนให้กับคนอื่นๆ ...
สำหรับการไปเยี่ยมค่ายในครั้งนี้-บอกตามตรงเลยว่า เป็นการไปนอกโปรแกรม ไม่ใช่การไป “ราชการ” ตามระบบ เป็นการไปเพราะ “ใจ” อยากจะไป...และไม่ใช่ไปเพราะเป็นเส้นทางผ่าน
ยืนยันครับว่าไปด้วย “ใจ” จริงๆ ...
เพราะก่อนหน้านี้ ผมเคยได้บรรยายในทำนองว่า ผมอยากให้นิสิตคณะพยาบาลออกค่ายอาสาพัฒนากันบ่อย ๆ นำเอาความรู้ไปบริการต่อชุมชนที่ห่างไกลความเจริญ ไม่จำเป็นต้องเป็นค่ายใหญ่โตอะไรมาก เน้นไปทางสุขภาพร่างกายของชาวบ้านก็ได้ หรือแม้แต่การก้าวเข้าไปเป็นส่วนเติมเต็มของค่ายใหญ่ๆ แทนที่จะเป็นค่ายที่สร้างโน่นสร้างนี่อย่างที่เคยเป็นมา หรือนิยมชมชอบกันนักหนา ก็เอากิจกรรมเรื่องสุขภาพนี่แหละเข้าไปเป็นเครื่องมือหนึ่งของการเรียนรู้และบริการชุมชน ...
... ได้เป็นผู้ให้ พร้อมๆ กับการเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ไปในตัว-


กั้นห้องสมุดและห้องพยาบาล : ทาสีตะแกรงลวดอันเป็นช่องลมของแต่ละห้อง
จวบจนไม่กี่วัน,
ในวันอันรีบเร่งของชีวิต นิสิตกลุ่มนี้ก็วิ่งตาตื่นมาหาผมที่สำนักงาน เพื่อขออนุมัติโครงการเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งโครงการที่ว่านั้นก็คือโครงการ“ค่ายจิตอาสาสร้างห้องสมุดและการส่งเสริมสุขภาพ” นั่นเอง
นิสิตให้การว่า,
...ขออนุมัติโครงการไม่ทันแล้ว แต่อยากออกค่ายกันมาก จึงร้องขอให้ผมได้ช่วยผ่านเรื่องนี้ให้ ซึ่งผมก็เห็นใจ-เข้าใจเป็นที่สุด รวมถึงการมองถึงโอกาสของการเรียนรู้ในมิติต่างๆ ที่เขาจะได้รับ จึงเซ็นผ่านโครงการให้เป็นกรณีพิเศษ...
ดังนั้นเอง,ผมจึงอยากจะมาดูให้เห็นกับตาว่า ...โอกาสที่ได้มานั้น ได้ก่อเกิดประโยชน์ต่อตัวเองและสังคมอย่างไรบ้าง ?
แต่ถึงอย่างไรก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ความล่าช้าของการอนุมัติโครงการนั้น ยังผลให้นิสิตกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าร่วมปฐมนิเทศค่ายตามโครงการ “การจัดการความรู้สู่ค่ายภาคฤดูร้อน” ได้ จึงจำต้องฝากหวังไว้กับทางคณะว่าคงสามารถแนะแนวทางของการออกค่ายให้กับนิสิต “มือใหม่หัดขับ” กลุ่มนี้ได้บ้างกระมัง
ค่ายครั้งนี้ประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ คือการมาสร้างห้องสมุด, สร้างห้องพยาบาล โดยมีกิจกรรมประกอบอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น ทาสีอาคารเรียน จัดบอร์ดเรื่องสุขภาพ สำรวจข้อมูลเรื่องโรคภัยไข้เจ็บของชาวบ้าน เป็นต้น
จากการพบปะพูดคุยกันในครั้งนี้ ทำให้ทราบว่า พวกเขาไม่ได้มาสำรวจค่ายด้วยตนเอง แต่เพื่อนของเพื่อนในคณะเป็นคนแนะนำมาให้ และเมื่อมาดูด้วยตนเองในระยะสั้นๆ นั้น ก็คิดว่าพื้นที่ของการออกค่ายมีความเหมาะสมกับกิจกรรมที่วางแผนไว้ และคิดว่าชุมชนคงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่ง...

เตรียมจัดบอร์ด
เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ผมไม่ได้วิพากษ์ใดๆ นัก เพียงแต่เกริ่นๆ เปรยๆ แบบอารมณ์ดีว่า
... ค่ายทุกวันนี้ ไม่ต้องลงแรงสำรวจค่ายกันให้เหนื่อย เพราะมีวิธีการมากมายมารองรับเบ็ดเสร็จ สีสันการเดินทางของการสำรวจค่ายก็นับวันหดหายไปทีละนิดๆ ...หลายต่อหลายอย่างได้มาง่ายกว่าที่คิด แต่สำคัญเราต้องไม่ลืมที่จะ “คิดในสิ่งที่ได้มา”(ด้วย มิใช่หรือ)
ผมไม่รู้หรอกว่า นิสิตจะเข้าใจในความหมายที่ผมบอกกล่าวอย่างผิวเผินนั้นหรือไม่ แต่ผมก็เห็นว่าเรื่องที่ผมเปรยนั้น กลายมาเป็นปรากฏการณ์ของการสำรวจค่ายของวันนี้ไปแล้ว-
นอกจากนี้,..ผมยังให้คำแนะนำกับแกนนำค่ายว่า กรณีที่นักเรียนตัวน้อยๆ มานั่งเล่นอยู่นั้น เราควรหยิบจับเขามาสู่กระบวนการค่ายกับพี่ๆ นิสิตบ้าง เป็นต้นว่า ชวนเขาเขียนภาพท้องถิ่น หรือโรงเรียน หรืออะไรก็ได้ แล้วให้เขานำเสนอต่อเพื่อนๆ และพี่ๆ ..ฝึกให้เขาคิด ฝึกให้เขาเขียนให้เขาวาดและฝึกให้เขาบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นด้วยตนเอง,
และที่สำคัญก็คือ เรื่องราวเหล่านั้น จะช่วยให้เขาสำรวจตัวเองว่า ..เขารับรู้ตัวตนของชุมชนตัวเองดีมากน้อยสักแค่ไหน ..เป็นการชวนให้เขาเรียนรู้ตัวเองและเราก็ได้เรียนรู้ผ่านตัวเด็กๆ เฉกเช่นกับการกระตุ้นให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ชุมชนของตนเองมากกว่าที่ผ่านมา
หากทำเช่นนั้นได้ ก็นำภาพหรือข้อเขียนต่างๆ มาเย็บเป็นเล่ม ใช้เป็นสื่อเรียนรู้ในโรงเรียนต่อไป หรือไม่ก็แจกชอล์กให้เขียนภาพต่างๆ ในลานซีเมนต์หน้าเสาธงนี้เลยก็ได้ เน้นให้เด็กๆ ได้สื่อสารในสิ่งที่เขาอยากสื่อสารเป็นหลักสำคัญ ...
เช่นเดียวกับ แทนที่จะเดินสำรวจเรื่องปัญหาสุขภาพ หรือโรคภัยไข้เจ็บเพียงอย่างเดียว หลังจากกลับไปสื่อสารให้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้กับชาวบ้านแล้ว ก็ควรทำเป็นสื่อมอบให้โรงเรียนและชาวบ้านไว้ใช้ประโยชน์ บางทีก็แปะติดไว้กับศาลากลางบ้าน หรือไม่ก็อ่านผ่านหอกระจายข่าวบ้างก็ได้ ...และส่วนหนึ่งก็ควรจัดเก็บเป็นรูปเล่ม เสร็จแล้วก็ส่งต่อไปยังสถานีอนามัย เพื่อบอกให้รู้ถึงสภาวะด้านสุขภาพของชาวบ้าน เผื่อจะได้มาต่อยอดในเรื่องเหล่านี้อีกครั้ง
นั่นเป็นเพียงมุมเล็กของผมที่สนทนากับแกนนำชาวค่าย...
และเรื่องที่สนทนากันนั้น พวกเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้...ไม่ได้คิดแม้กระทั่งการให้ความสำคัญกับเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมและสังคมของชุมชนและโรงเรียน เพราะส่วนใหญ่มาเพื่อ “สร้าง” และ “สำรวจ” เป็นหลักสำคัญ
- ส่วนเรื่องที่ว่านี้ ไม่มีในโปรแกรมการเรียนรู้เลยก็ว่าได้-

ด้วยความที่ว่า ค่ายๆ นี้อยู่ภายใต้การกำกับของทางคณะโดยตรง ผมจึงไม่อยากลงลึกกับเรื่องราวอื่นๆ จึงได้แต่ให้กำลังใจและทิ้งข้อเสนอแนะให้เขาได้เก็บไปคิด พร้อมๆ กับกล่าวชื่นชมอย่างสัตย์จริงว่า “มือใหม่หัดขับ..ทำได้แค่นี้ก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว..”
และท้ายที่สุด ก่อนการเดินทางจากมา ผมก็ไม่ลืมที่ย้ำว่า ครั้งต่อไป ดำเนินการให้เร็วกว่านี้สักหน่อย จะได้เข้าร่วมกระบวนการเตรียมความพร้อมร่วมกับชาวค่ายอื่นๆ ...จะได้มีมุมมองที่กว้างและไกลใน “วิถีค่าย”
...พร้อมๆ กับเสร็จค่ายนี้ จะเชิญพวกเขาเข้าสู่เวที “ลมหายใจปัญญาชนคนชาวค่าย” เพราะเวทีที่ว่านั้น จะช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ค่ายในวิถีอุดมคติที่สัมผัสได้อย่างไม่เคลือบแคลง ผ่านเวทีค่ายของเพื่อนๆ หลากองค์กร
เผื่อบางที ...ค่ายของพวกเขา จะเติบโตและเข้มแข็ง...มีทิศทางการเรียนรู้และการให้บริการต่อสังคมเป็นรูปธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป
แต่สำหรับวันนี้,...
มือใหม่หัดขับอย่างพวกเขา ...สอบผ่านเรื่องจิตอาสา
มีร้อย ก็ให้ร้อยคะแนนเต็ม
แต่เรื่องกระบวนการบริหารจัดการค่ายเพื่อนำสู่มิติการเรียนรู้ชุมชนนั้น ยังต้องลงแรงอันอีกสักยก
และผมก็เชื่อว่า
ในอนาคตข้างหน้านั้น
พวกเขา..ทำได้...
และจะทำได้ดี...
ผมเชื่อเช่นนั้น
แต่สำหรับการเดินทางนอกระบบราชการของผมในวันนี้..
บอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ..
"มีความสุขใจ..เป็นที่สุด"
"สุขใจ...กับหนุ่มสาวที่ยังมีอุดมคติ..มีจิตอาสา..."
ครับ..
มีร้อย ก็ให้ร้อยคะแนนเต็ม
จริงๆ
ทึ่งในความเป็นนักปฏิบัติของคุณจังเลย
ชื่นชมจากใจ
สวัสดีครับ Bad Angel
ขอบคุณที่แวะมาทักทายนะครับ...
ค่ายนี้... เป็นค่ายใหม่ที่เต็มไปด้วยมือใหม่หัดขับ ผมจึงสนใจที่จะไปดุไปให้กำลังใจเป็นพิเศษ และเตรียมพร้อมที่จะดึงเข้าสู่ระบบกลาง เพื่อให้เขาได้เกิดการเรียนรู้ร่วมกับชาวค่ายขององค์กรอื่นๆ ...
ระยะทางไปกลับวันนั้น รวมแล้วเกือบๆ จะ 800 กิโลเมตรก็ว่าได้...
ขับรถอย่างมีความสุข เพราะเรามีเป้าหมายที่แจ่มชัด และรู้ว่าปลายทางอันเป็นเป้าหมายนั้น มีความหมายต่อเราและคนอื่นๆ ...
เห็นคนหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย, มีอุดมคติ...เห็นความสำคัญของการทำงานเพื่อสังคม แล้วมีความสุข อยากให้กำลังใจ,...น้อยนิดที่เขารวมแรงใจสร้างนั้น สำหรับผมแล้ว ยิ่งใหญ่เสมอ...ครับ
สวัสดีค่ะ
แวะมาเยี่ยมค่ายค่ะ ยินดีและชื่นชม ค่ะอาจารย์
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ อ.แผ่นดิน หัวใจจิตอาสา
ที่พาน้องมาร่วมอาสาทำสิ่งดีๆค่ะ
เอาดอกศรีตรังมาฝากค่ะ
สวัสดีคะอาจารย์
มาเยี่ยมค่ายน้องพยาบาลกับอาจารย์ด้วย
ดูน้องทำงานอย่างมีความตั้งใจนะคะ
อาจารย์ให้แง่คิดด้านสุขภาพ
พี่แก้วและคุรเอก เล่าให้ฟังว่า จะมีจิตอาสาG2K ทางอีสาณ
อาจารย์จะเป็นแม่งาน ขอมีส่วนร่วมคะ
แวะมาเป็นหนึ่งแรงใจ...เป็นกิจกรรมที่ดีมากมากค่ะ
จิตอาสา # อาสาสาธารณ
ขอให้ฝังลึกเข้าไปในจิตวิญญาน#ตลอดไป
ขอบคุณในความมุ่งมัน
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีครับ ครูคิม
วันก่อนพี่คิม..เก็บถ้วยพลาสติคที่วางเกลื่อนกลาดบนม้านั่งหน้าห้าง..
ไปทิ้งที่ถังขยะ..บังเอิญมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งอยู่บริเวณนั้น
เขารู้สึกตลกขบขันมากที่เห็นพี่คิมทำแบบนั้น
สวัสดีคะ คุณแผ่นดิน
"สุขใจ...กับหนุ่มสาวที่ยังมีอุดมคติ..มีจิตอาสา..."
ขอแบ่งปันความสุขใจจากบันทึกนี้ด้วยคนนะคะ
---^.^---
อยากให้พี่มาเห็นค่ายมือใหม่ของผมบ้าง
แพทย์ สาสุข ก่อสร้าง ทาสีโรงเรียน
ขั้นเทพครับ
สวัสดีครับ..ทรายชล
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ
วันนี้ตะลุยพื้นที่หลายแห่งมาก เริ่มจากเขต อ.กันทรวิชัย-อ.โกสุมพิสัย และล่วงไป อ.วาปีปทุม ..อยู่คนละทิศละทางเลยครับ แต่ก็สนุกและมีความสุขมาก
พรุ่งนี้, เดินทางไปมอบค่ายค่าอาสาพัฒนา ของชมรมอาสาพัฒนาที่ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี
ก็คงได้นำเรื่องราวและบรรยากาศที่เกี่ยวข้อง ..มาบอกเล่ากันต่อไป
สวัสดีครับ . Preeda
วันก่อนผมตั้งข้อสังเกตเรื่องค่ายของ มมส..ว่า ประกอบด้วยค่ายในลักษณะตางๆ เช่น
สมัยก่อน แยกหลักๆ เป็น ค่ายสร้างและค่ายสอน เท่านั้น แต่ตอนนี้ไม่ว่าค่ายในลักษณะใด ก็ทิ้งการเรียนรู้ไม่ได้เลย และควรทำค่ายแบบบูรณาการให้มากที่สุด มีเป้าหลัก-เป้ารองที่ชัดเจน...
ผมย้ำในทำนองนั้น...
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ berger0123
ตอนนี้ ผมกำลังทำหนังสือสักเล่มครับ ..กะจะขายระดมทุนให้นิสิตออกค่าย เกือบทั้งหมดก็เป็นเรื่อง "ค่าย" นี่แหละครับ
และอาศัยว่า จะเป็นการใช้เป็นเสมือนแบบเรียนของนักกิจกรรมในมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน เพื่อกล่อมเกลา และสร้างแรงจูงใจให้คนส่วนหนึ่ง ได้เห็นคุณค่าของการบริการสังคม หรือที่เราเรียกว่า "จิตอาสา" ...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ..ประกาย~natachoei ที่~natadee
ผมในทุกที่ ทุกภาค
สวัสดีครับ...add
ค่ายของนิสิต ไม่เพียงไปยังจังหวัดอื่นๆ นะครับ...ปีนี้มีทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 20 ค่าย
ในเขตมหาสารคาม ก็มีประมาณ 5 ค่ายได้,
สิ้นเดือนนี้ จัดที่บ้านห้วยซัน ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย ..
ง่ายๆ ครับ...ไม่ซับซ้อน เป็นการบำเพ็ญประโยชน์ทั่วๆ ไป ต่เติมอาคาร หรือศาลากลางบ้าน ฯลฯ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ เกษตรยะลา
พี่ยาวสบายดีนะครับ
ตอนนี้ เป็นช่วงปิดเทอม นิสิตส่วนหนึ่งไปออกค่ายอาสาพัฒนาในจังหวัดต่างๆ ... ปีนี้ นิสิตที่มหาวิทยาลัย ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์กรภายนอกมากมิใช่น้อย ส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดหางบประมาณเองขององค์กรนิสิต
ทีมงานจึงออกตระเวนเยี่ยมค่ายกันแทบทุกวัน ..ส่วนค่ายนี้ ผมมาเองครับ ไม่เกี่ยวกับระบบราชการ อยากมาให้กำลังใจนิสิต และกะว่าจะนำพาพวกเขาเข้าสู่กระบวนการที่มีบทเรียนเกี่ยวกับการทำค่ายให้ชัดเจนยิ่งๆ ขึ้นไป ขณะเดียวกันก็จะพยายามกระตุ้นให้มีค่ายทำนองนี้เยอะๆ ทั้งแยกออกมาเฉพาะตัว และการไปเป็นส่วนหนึ่งของค่ายต่างๆ
ขอบคุณครับ