บ่ายวันที่ ๖ มี.ค. ๕๒ ผมฟังผู้ใหญ่ท่านหนึ่งของวงการศึกษาเล่าเรื่องความเน่าเฟะของวงการครูนักเล่นการเมือง    รวมตัวกันเป็นสหพันธ์ต่อรองผลประโยชน์ด้วยความรู้สึกแปลกใจ    ที่ผู้ใหญ่อีกจำนวนมากในห้องประชุมดูจะเฉยๆ กับเรื่องเล่าที่น่าเศร้าและขยะแขยงนี้

          และได้อ่านบทความของ ศ. ดร. ศรีราชา เจริญพานิช  ตามที่ได้ขอมาลงไว้เมื่อวานนี้  ก็ยิ่งแปลกใจและรันทดใจ   ว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่ในวงการศึกษาเขานิ่งดูดายต่อปัญหาวิกฤตของชาติถึงเพียงนี้เชียวหรือ

          วันที่ ๘ มี.ค. ๕๒ ผมปรารภกับผู้ใหญ่ในวงการศึกษาอีกหลายท่าน   ทุกท่านถามเป็นเสียงเดียวกันว่า “คุณหมอไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลยหรือ”   “คุณหมอทราบเรื่องการซื้อตำแหน่งในวงการศึกษาหรือเปล่า”    ทำให้ผมแน่ใจว่าผมเป็นคนซื่อบื้อตัวจริงเสียงจริง

          ผมคิดว่า นี่คือ risk ของระบบการศึกษา    ที่จะต้องมีกลยุทธในการจัดการ risk นี้    มองอีกมุมหนึ่ง นี่คืออีกอาการหนึ่งของ systems failure ของระบบการศึกษาไทย   คือแทนที่จะจัดระบบให้ครูดีๆ มีอำนาจ    กลับปล่อยให้ครูดีเหล่านั้นเป็นเสียงเงียบ หรือเป็นครูที่ไร้ปากเสียง    ปล่อยให้คนที่ไม่ทำงาน คนเล่นการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์จากระบบการศึกษามีบทบาทผลักดันระบบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง   โดยที่ผู้รับเคราะห์คือเด็กนักเรียน และประเทศชาติส่วนรวม  

          ระบบที่ดี ต้องเป็นระบบที่เปิดช่องและส่งเสริมให้คนดีมีอำนาจ    ไม่ปล่อยให้มีการก่อตัวรวมกลุ่มของพวกชั่ว  ใช้วิชาชีพครูเป็นเครื่องมือสร้างฐานอำนาจทางการเมือง

          วิชาชีพครูต้องมีเป้าหมายเพื่อการเรียนรู้ของศิษย์  สนุกและดื่มด่ำอยู่กับการเรียนรู้ และความเจริญก้าวหน้าของศิษย์    ซึ่งครูดีเหล่านี้มีจำนวนมากกว่าครูเลวอาศัยความเป็นครูบังหน้าหาผลประโยชน์ส่วนตัว  และบ่อนเซาะศักดิ์ศรีความน่าเชื่อถือของสถาบันครู    และกัดกร่อนระบบการศึกษา

          ผู้ที่สมควรได้รับการประนามที่สุดคือผู้บริหารระบบ    ที่ปล่อยให้ระบบอ่อนแอไร้กลไก risk management    โดยที่ผมมองว่าวิธีป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ทำได้ไม่ยาก หากใช้วิธีจัดการและกำกับดูแลเชิงระบบ    โดยใช้วิธีคิดและดำเนินการแบบ CAS – Complex Adaptive Systems    และใช้วิธีการดำเนินการระบบด้วย KM โดยใช้เครื่องมือ SSS – Success Story Sharing   และให้การตอบแทนแก่ผู้มี SS ตามวิสัยทัศน์/เป้าหมายของระบบการศึกษาตามที่กำหนดไว้    รวมทั้งให้อำนาจในการขยายผลแก่กลุ่มผู้มี SS เหล่านั้น

          จะเห็นว่ากลไก risk management ไม่ให้ครูชั่วมีปากเสียง ทำได้ไม่ยาก แม้คนเหล่านี้จะอิงนักการเมือง    โดยที่วิธีการหรือยุทธศาสตร์เป็นเชิงบวก ไม่ได้เข้าไปจัดการหรือลงโทษครูนักเล่นการเมืองเหล่านั้นเลย   เพียงแต่ผู้บริหารและผู้กำกับดูแลระบบเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีดำเนินการจัดการระบบเสียใหม่

 

วิจารณ์ พานิช
๘ มี.ค. ๕๒